ในระยะสามสี่ปีที่ผ่านมา หลายๆท่านอาจจะเริ่มคุ้นเคยกับการทำตัวเป็น “ชาวนา” ของผม
ผมได้เขียนอธิบายไว้ในประวัติ แต่คิดว่าคงไม่ค่อยมีใครได้เข้าไปอ่าน
และมีบางท่านแสดงความสงสัย หรืองุนงงกับพฤติกรรมของผม ว่า ผมทำอะไรอยู่ และทำไมต้องทำ หรือ ทำให้ได้อะไร
ผมจึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งตามหัวข้อข้างต้น
· ลูกชาวนา(จนๆ)
· กลับมาทำนา(แบบคนจนทำ)
· เพื่อสอนชาวนา(จนๆ)
· ให้เป็นชาวนา (อาจไม่รวย แต่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้)
ทำไมหรือครับ
คำตอบนำทางก็คือ
1. ผมรู้สึกว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ ยากจน ไม่มีความภาคภูมิใจในชีวิตตนเอง
2. ไม่พยายามสอนให้ลูกทำการเกษตร แต่พยายามให้ไปทำอย่างอื่น ไม่ไหวจริงๆจึงค่อยกลับมาทำไร่ทำนา
3. เกษตรกรส่วนใหญ่มองว่าการทำการเกษตรไม่มีทางรอด มีแต่เหนื่อย ขาดทุน ทางรอดแค่รอขายที่ดินล้างหนี้ บางส่วนหรือทั้งหมด
4. เกษตรกรส่วนใหญ่นับถือและใช้ความรู้จากคนอื่น และเชื่อคนอื่นมากกว่าเชื่อตัวเอง ทำตามที่ “เขาว่า” มากกว่า ทำตามที่จะลองทำ และเรียนรู้เอง
5. ผู้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา หรือนักวิชาการส่วนใหญ่ ก็รู้เป็นส่วนๆ แนะนำอะไร ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หาคนที่รู้จริงๆทั้งระบบนั้น ยากจริงๆ
6. การสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรก็แยกส่วน และพยายามที่จะทำให้ชาวบ้านที่ขาดความรู้ และความมั่นใจนำมาผสมผสานกันเอง ได้บ้างไม่ได้บ้าง
7. การเรียนการสอนความรู้ด้านการเกษตรก็มักใช้ความรู้แห้งๆ จากตำรา ขาดชีวิต และบริบทของการใช้ความรู้จริง คนสอนก็ท่องไปสอน คนเรียนก็ท่องไปสอบจบมาก็ท่องไปบรรยาย เลยไม่มีใครเป็น "ครู" ที่จะสอนใครได้จริง
8. สรุปว่าหา "ครู" ที่เป็นคนรู้แบบองค์รวม ที่พร้อมจะเป็นครูทางการเกษตรนั้น ยากจริงๆ
9. ผมก็ลองทำตัวเป็นคนท่องไปบอกชาวบ้านดูบ้าง ไม่ได้ผล เลยต้องมาทำนาเอง เพื่อที่จะรู้จริงๆว่า ทำไมเกษตรกรจึงทำอย่างที่เขาทำ และถ้าจะไม่ทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างไรได้บ้าง
10. แค่คิดสร้างตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ด้วยตัวเอง ก็น่าจะยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร ไม่อยากให้เกิดมาแบบเสียชาติเกิด
ผมจึงมาลองทำนาเองแบบ
สมมติว่าตัวเองเป็นเกษตรกรที่มีแต่นา และแรงงานตัวเองเพียงอย่างเดียว จะทำนาแบบไม่จ้าง ไม่ไถ ไม่ซื้อปุ๋ย ใช้ยา ใช้พันธุ์ข้าวน้อยๆ จะทำได้ไหม
ผมก็ค่อยๆคิด ที่จะหาทางให้เกษตรกรยากจน มีวิธีที่จะต้านกระแสสังคมทุนนิยม
จนคนหาว่าผมบ้า แต่ก็ค่อยเปลี่ยนมามองผมดีขึ้นทีละน้อย
ตอนแรกทำแค่ ๔ ไร่กว่าๆ ชาวบ้านในเครือข่ายก็ว่า ทำเป็นของเล่นๆแบบนั้น ใครก็ทำได้ แต่เขาว่าเขามี ๒๐-๓๐ ไร่ เขาทำไม่ได้หรอก
ผมก็ลองคิดสู้คำท้า โดยการขยายที่นามาเป็น ๒๐ ไร่ แต่นาที่เพิ่มมา แยกกันอยู่ทำได้ยาก ก็เลยทำอยู่กระจุกเดียว ได้ ๑๖ ไร่ หมดเวลาเสียก่อน (ทำคนเดียวตอนเช้า หลังเลิกงาน กลางคืน และวันหยุด ไม่มีเครื่องจักรกล ไม่จ้าง ไม่ซื้อ)
ผมคนเดียวทำได้ถึง ๑๖ ไร่ โดยไม่มีรถไถ ไม่ซื้อปุ๋ย ไม่ใช้ยา สีข้าวเอง ทำคันกั้นน้ำด้วยมือตัวเอง เลี้ยงปลา จับปลา กำจัดวัชพืช ศัตรูพืชด้วยตัวเอง หมุนเวียนใช้วัสดุทุกอย่างที่พอหาได้
ทำนาอินทรีย์ แบบธรรมชาติจริงๆ
ที่ผมเชื่อว่า ถ้าผมมีนาติดกัน แม้เป็นร้อยไร่ ผมคนเดียว ไม่มีรถไถ ไม่ลงทุน ลงแต่แรง ก็น่าจะทำได้ เพราะจัดการครั้งเดียว ก็ได้ทุกอย่าง
เพื่อ ที่จะให้คนจนจะเอาอย่างได้
นี่คือความฝันของผม
แต่วันนี้ ความฝันของผมก็ยังห่างงงงง.....ไกลจากความจริงมากพอสมควร
เกษตรกรรอบๆนาผม มีแค่คนอิจฉาผม บางคนว่าผมบ้า บางคนแค่คอยจ้องหาจังหวะขโมยของในนาผม บางคนพยายามแกล้งให้แผนการจัดการที่วางไว้ผิดพลาด (ทั้งโดยรู้และไม่รู้)
แต่.... ยังไม่มีคนเอาอย่าง ที่ผมฝันอยากจะเห็น
กระแสความเชื่อ ทำตามๆกันไปเรื่อยๆ และความมักง่ายยังแรงจัดอยู่มากจริงๆ
ชาวนายังชอบอะไรก็ได้ ง่ายๆ เร็วๆ ลงทุนเท่าไหร่ไม่ว่า
แล้วจะมีอะไรเหลือละครับ
จนต่อไป เจ็บต่อไป และ ไม่รู้ (โง่) ต่อไป เท่านั้นเอง
ผมหรือครับ ไม่ท้อ ขอสู้ต่อไปครับ
.......จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด..........
และยินดีต้อนรับทุกท่าน ที่จะเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ครับ
ที่นาดีๆ แทบไม่เหลือแล้วครับ
รอบๆนาผมก็มีต่างชาติพยายามมากว๊านซื้อ ถ้าผมไม่ขวางไว้ หมดไปแล้วครับ
คนไทยยังนั่งหลับไม่รู้ คู้ไม่เห็น
คิดว่าเป็นไปไม่ได้
ระวังจะตื่นมากับฝันร้ายครับ
วิชา "ข้าว" ยังไม่มีเลยครับ
มีแต่พืชอื่นๆ รวมๆว่า ธัญญพืช (มีข้าวแกมไว้พอเป็นกระสายนิดหน่อย)
ทั้งๆที่ประเทศไทยต้องพี่งข้าวทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
นี่คือตัวชี้วัดที่น่าคิด และแปลกประหลาดที่สุดในโลก
คนจบเกษตร (บางคน..ก็ได้) ยังแยกต้นข้าวกับต้นหญ้าออกจากกันไม่ได้เลย
น่าทึ่งไหมครับ
สวัสดีค่ะ
ได้อ่านบันทึกที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ
อาจารย์เป็นคนจริง
ทำจริง รู้จริง จึงได้เรียนรู้
และพูดได้เต็มปากตามที่ได้ทำและเรียนรู้มา
ขอให้กำลังใจในการต่อสู้ต่อๆไป
ขอบคุณที่ได้นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
เคยอ่านประวัติ ของท่านฟูโกโอกะ แรกๆท่านก็เป็นแบบ ดร.แสวง ครับ คือมีแต่คนหาว่าบ้า........ แต่กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์คน ...
ผมเป็นลูกชาวไร่ ชาวนาคนหนึ่ง อยู่ไร่นามาตั้งแต่เกิดจน 18 ปี แล้วเข้าไปศึกษาในเมืองกรุง 8 ปี(รวมทำงานด้วย) ในช่วง 18 ปี แรกนั้นก็คลุกคลีกับชีวิตชาวไร่-นามาตลอด พ่อแม่บังคับให้ไปไร่ นาทุกเสาร์อาทิตย์ ช่วงแรกๆเคยเห็นพ่อใช้ควายไถนา ใช้"พัด"(กังหันวิดน้ำ จากแม่น้ำ)ตักน้ำใส่ในนา ใช้เกวียนวัวบรรทุกข้าวจากไร่มาบ้าน ธรรมชาติ วิถีชีวิต ดูช่างกลมกลืนและงดงาม(ภาพในตอนเด็ก)เป็นการดำรงชีวิตที่เป็นธรรมชาติมาก แม้จะไม่ธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นภูมิปัญญาที่ลงตัว จากนั้นก็วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ เริ่มมีรถไถคูโบต้า มีรถบรรทุกเล็ก มีเครื่องสูบน้ำ มียาเคมีต่าง ๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องไฟฟ้า ตามสมัยนิยม ฯลฯ ชีวิตเริ่มสุขสบาย อาชีพเกษตรก็พลอยหาเครื่องทุ่นแรงบ้าง ที่คิดว่าทันสมัย และสะดวกง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง ยุ่งยากน้อย ...ลืมคิดผลกระทบ และสิ่งที่จะตามมาต่อนิเวศ สิ่งแวดล้อม
ทำอย่างไรเราจะให้เขามีจิตสำนึกต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม(มีจิตสาธารณะ-จิตสากล) ทำอย่างไรจะให้เขาเห็นภาพอนาคต ทำอย่างไรความรู้ (ปัญญา)จะมีได้ ทำอย่างไรพฤติกรรมจะเปลี่ยน ฯลฯ
....เป็นกำลังใจให้ครับ...
ท่านพุทธทาสท่านเรียกการศึกษาไทย ว่า
การศึกษาแบบหมาหางด้วน
ผมก็ยังตีความหมายไม่ค่อยออกครับ
แต่ผมว่า เราก็ทำกันแบบนี้มานาน และกำลังทำต่อไปแบบไม่คิดจะเปลี่ยนครับ
และคนที่เคยทำให้การศึกษาไทยเหลวแหลกก็ยังได้รบการยอมรับ และแต่งตั้งให้เป็นกรรมการปฏิรูปการศึกษาเสียอีก
แล้วเราจะเริ่มกันตอนไหนครับ
ผมนึกไม่ออกจริงๆ
ขอบคุณมากครับ
ผมก็ทำนาเหมือนกันครับ
ก็คงทำเพื่อพออยู่พอกิน ไม่ซื้อข้าวมากิน เพราะข้าวก็เสี่ยงต่อพิษมากเหลือเกิน
อาทิตย์ก่อนเพิ่งจะส่งเมียไปเรียนวิชาการทำนากับ มูลนิธิขวัญข้าว
คงจะได้อะไรมาบ้าง
เดี๋ยวจะขุดแคะ มาเล่าให้ฟังนะครับ
ได้แน่นอน ผมเชื่อมั่นฝีมือคุณเดชา ศิริภัทร
ขอบคุณครับ
เป็นกำลังใจให้อาจารย์ค่ะ
สู้ๆค่ะ
เมื่อชีวิตเรายังไม่จบเราก็ต้องเรียนรู้ไปเลื่อยๆใช่ไหมค่ะ?
การที่พึ่งตนเอง ใช้ชีวิตโดยไม่รบกวนธรรมชาติถ้ารบกวนก็น้อยที่สุด
จะทำให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้นานมากขึ้นค่ะ
ถูกต้องครับ
เราต้องอยู่กับธรรมชาติ และธรรมชาติต้องอยู่ได้ เราจึงจะอยู่ได้
ทำลายธรรมชาติ เท่ากับทำลายตัวเองครับ
ดังนิทานอีสป เรื่อง กวางหนีนายพรานไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ แต่กลับเล็มใบไม้ที่บังอยู่หมด จึงทำให้นายพรานมองเห็นกวาง และโดนยิง
คนเรากำลังทำลายที่พักพิงของเราเอง
แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร
ถ้าเน้นการทำลาย ผมคิดต่อไม่ได้ แต่ถ้าช่วยกันรักษา ผมพอจะมองทางรอดออกอยู่ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ผมอยู่ตรงนี้สบายดีแล้วครับ
ยิ่งสูงยิ่งหนาวครับ
สวัสดีค่ะ
.ขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป ขอเพียงอย่างเพิ่งอ่อนแรง ชาวนาจะได้ประโยชน์เมื่อเห็นตัวอย่างที่ดี
.ดิฉันเห็นใจชาวนามาก คนสมัยใหม่มีการศึกษาดียังไม่ค่อยทดลองทำหรือเรียนรู้ ชาวนาเขาก็ไม่ค่อยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ความกลัวที่ว่าจะเสียหาย และยากจนลงกว่าเดิม จนกว่าจะมีหลักประกัน หรือตัวอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทำให้ดีขึ้นค่ะ
ขอบคุณครับ
ผมไม่มีวันท้อหรอกครับ
แต่อาจชะลอการขยายงานในบางจังหวะที่คนเริ่มชาชินกับคำพูด และจำเป็นต้องหามุขใหม่
ประมาณนั้นครับ
ในเดือนนี้ หรือ ระยะอันใกล้นี้
อาจารย์รับเป็นวิทยากรที่ใดบ้างครับ
จะได้ติดตามไปฟังบ้างครับ
ตอนนี้ชะลอ มาทำนาครับ
การทำนาแบบผมทิ้งนานานไม่ได้ครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติ สักพักก็พอห่างได้บ้างครับ
อยากทำนาเป็นค่ะ จะได้เอาไว้เลี้ยงตัวและเผยแพร่แก่ชุมชน