ตอนที่ ๑
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน บรรยายพิเศษภาคค่ำแทนเมื่อตอนบ่าย ท่านเล่าเรื่องการประชุมของคณะกรรมการ AGB (Association of Governing Boards of Universities and Colleges) เรื่องที่เขาประชุมกันทำให้เราสนใจไป เป็นเรื่องบทบาทของสภามหาวิทยาลัยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอเมริกาสนใจผลกระทบของวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจ เมื่อเอามาพูดกันก็ทำให้เข้าใจผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย จำนวนนักศึกษามีแนวโน้มลดลง ตามปกติคนอเมริกันพอจบชั้นมัธยมก็ไม่ได้เรียนต่อทันที จำนวนปีที่นักศึกษาเรียนโดยเฉลี่ยประมาณ ๗ ปี สำหรับหลักสูตร ๔ ปี เรียนกันตามสบาย ไม่ต้องเร่ง เป็นการสร้างวุฒิภาวะ เมื่อจำนวนนักศึกษาลดลงก็มีผลต่อรายได้ของมหาวิทยาลัย ปกติงบฯ จะมาจากค่าเล่าเรียนประมาณ ๑/๓ รัฐให้ ๑/๓ และหาเอง ๑/๓ในรูป grant อื่นๆ เมื่อรายได้จากค่าเล่าเรียนลดลง ก็เริ่มมีความวิตกว่าจะกระทบต่อคุณภาพและภารกิจ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากบุคคลและหน่วยงาน ตอนนี้ไม่มีการบริจาค กระทบแรงมากกว่ารายได้จากนักศึกษา มหาวิทยาลัยในอเมริกาเกือบทุกแห่ง มีการเอาเงินไปลงทุน เอาดอกผลมาใช้ Harvard เอาดอกผลไปใช้เป็นรายได้ประมาณ ๔๐% ปรากฏว่าเงินที่ลงทุนติดลบ เป็นผลกระทบที่แรงมากๆ เขาจึงต้องมาสัมมนาหาทางว่าจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเทียบกับผลกระทบที่จะมีต่อมหาวิทยาลัยในไทย มีน้อยกว่าเยอะเพราะเรามักไม่ลงทุนกันเยอะ แต่อาจได้น้อยลง จำนวนนักศึกษาจะลดหรือไม่ เมื่อวิกฤติปี ๔๐ เรากลับมีจำนวนนักศึกษามากขึ้น ปีนี้ก็คงไม่ลดลง รัฐบาลยังคง กยส.และเติมเงินให้ กยส. ถ้า กยส. ขยายให้คนยืมเงินเรียน ป.โท ได้ จะเท่ากับสร้างคุณภาพคนสำหรับเผชิญกับอนาคต คนที่ทำงานอยู่แล้วอาจตกงาน คนที่จบใหม่อาจหางานลำบาก วิธีที่จะทำให้ปัญหาสังคมลดลง เอาเงินโครงการต้นกล้าฯ ที่เหลือมาสนับสนุนบัณฑิตสหกิจอาสาเข้าไปแทนในงานที่ไม่ต้องการลดคน ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเต็ม บัณฑิตได้ทำงานที่มีความหมาย ทำให้เขาลืมภาวะว่างงาน เป็นการช่วยทำวิกฤตให้เป็นโอกาส คนได้ทำงาน รู้สึกมีศักดิ์ศรี มีความหมาย คนว่างงานมันลดศักดิ์ศรีไปเยอะ รายได้ของรัฐลดจะกระทบการศึกษาหรือเปล่า - นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางไว้ว่ากองทุน กยส. จะต้องเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอที่จะดูแลคนจน จะยุบรวมกองทุนที่มีอยู่ให้เป็นกองทุนเดียว จะมีกองทุนเดียวและให้ได้ทั้งหมด ทั้งค่าหน่วยกิตและค่าครองชีพ มหาวิทยาลัยในกำกับ ที่ออกนอกระบบไปแล้ว รัฐเคยสัญญาว่าจะให้ ๑.๖, ๑.๗ (สำนักงบฯ จะให้ ๑.๓) จะตั้งกรรมการมาพิจารณาจัดสรรให้อย่างมีเหตุผล ตามความจำเป็น เพื่อให้มหาวิทยาลัยเดินไปได้ เรื่องหลักที่อเมริกาเขาประชุมกัน บังเอิญมาตรงกับแผน ๑๕ ปีของไทย มีเรื่องสำคัญอีกเรื่อง การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมีอิสระคล่องตัว จัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องใช้ระบบการถ่ายโอนอำนาจและกระจายอำนาจให้มหาวิทยาลัยให้มากขึ้น และไปเสริมความเข้มแข็งให้มหาวิทยาลัย ของเราเดินมาเยอะแล้ว มหาวิทยาลัยที่ยังไม่ออกนอกระบบก็มีการกระจายอำนาจ มีกฎหมาย ๒ ฉบับ ให้มหาวิทยาลัยกำหนดส่วนงานเท่าคณะได้เองและให้มีอำนาจหน้าที่เท่าส่วนราชการ และมีมาตรการลดจำนวนข้าราชการลง สามารถกำหนดอัตรากำลังและจ้างเองได้ มหาวิทยาลัยจึงเหมือนออกนอกระบบไปแล้วค่อนตัว ที่ยังไม่ได้อย่างเดียวคือเงินอุดหนุน ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีหน่วยงานตั้งเอง ๑๒ หน่วย มีคณะอยู่ ๗ คณะ บุคลากร ๖๕% เป็นพนักงาน ในระยะหลังมีกฏหมายหลายฉบับได้กระจายอำนาจให้มหาวิทยาลัย อำนาจที่เคยอยู่ที่ สกอ. กพอ. ไปอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย เช่น ตำแหน่งทางวิชาการ ต้องหันมาดูบทบาทหน้าที่ของสภาฯ ถ้าทำอย่างเดิมจะไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย น่าจะดูบทบาทของสภาฯ ในความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร ที่อเมริกาหยิบมาเป็นประเด็น ที่อเมริกา สภาฯ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน จะมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจากหลากหลายอาชีพ (Citizen Trusteeship) ให้เข้ามามีส่วนร่วมและเข้าใจมหาวิทยาลัย เป็นผู้แทนใคร ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐคือผู้แทนของรัฐ (ประชาชน) ในขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ที่สนองตอบความต้องการของประชาคมด้วย ล่าสุดที่พูดกันคือบทบาทของสภาในการกำกับดูแลเชิงนโยบาย อำนาจสภาฯ คือมติ กรรมการไม่มีอำนาจ เรื่องที่สภาฯ ยุคใหม่พูดกันมากคือ Governing Board การกำกับดูแลตามหลักการธรรมาภิบาล ของเรากรรมการคนนอกมีมากกว่าคนใน ถ้าจะให้สภาฯ เป็นทั้ง Governing Board และองค์กรที่ดูแลธรรมาภิบาล ต้องหาทาง เรื่องหนึ่งที่สนใจคือ Citizen trusteeship ได้มาอย่างไร ใครเป็นคนตั้ง ของเขาเป็นการสืบต่อกัน ถ้าเป็นของรัฐ รัฐเป็นคนตั้ง จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นแล้วจะเหมาะสม – จะมี standing committee มีหน้าที่พัฒนาการทำงานของกรรมการสภา ให้เข้าใจบทบาท และประเมินการทำงานของกรรมการสภาฯ แต่ละคน มี record หมด อีกตัวคือ financial contribution บางแห่งก็สูง เป็นเกณฑ์หนึ่ง ของเขาไม่มีวาระแบบเรา ของเราเป็นระบบหวาดระแวง (ไม่เกิน ๒ วาระ) ส่วนที่มากกว่านั้นคือได้ไปดูงาน California system ระบบอุดมศึกษามี ๓ ระดับคือ วัลลา ตันตโยทัย
- University of California มี ๑๐ แห่ง สอน ป.ตรี ถึง เอก
- State U. system สอน ป.ตรี และโท แต่มีข้อยกเว้นสอน ป.เอก professional degree ได้ เช่น สาขาด้านการศึกษา
- Community Colleges กระจายทั่ว สอนหลักสูตร ๒ ปี
และมี transfer system