ตอนที่7

 วัยรุ่น  ตอนกลาง 

          การเที่ยวเตร่ไม่ได้หยุดลงยังมีการเที่ยวรำวงอยู่เรื่อย ๆ ที่ภายในจังหวัดอุตรดิตถ์  จนไปติดสาวรำวงถึงขั้นไปอยู่ไปกินบ้านสาวรำวง (แต่ไม่มีอะไรกัน) คนหนึ่งอยู่ที่น้ำหมัน อ.วังดิน  แต่ก็อยู่กันได้ไม่นานเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓  จึงสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยครูอุตรดิตถ์  ซึ่งจริง ๆ แล้วใจไม่อยากจะเรียนเลยอยากจะเรียนทางด้านช่างมากกว่า  แต่พ่อแม่ให้ลองไปสอบพอสอบได้ก็ต้องไปเรียน ขณะที่เรียนอยู่ที่ วค.  มีเรื่องมีราวกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันขั้นรุนแรงถึงกับลงไม้ลงมือกันความจริงแล้วมันเหมือนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องถึงขั้นต้องต่อยกันเพราะสาเหตุมาจากเพื่อนผู้ชายในห้องมั่นไส้เรา  เพราะอะไรนั้นผมไม่รู้ แต่พอจะบอกได้ว่าน่าจะเป็นไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งที่เป็นเหตุให้เพื่อนมั่นไส้  อาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นเด็กอุตรดิตถ์คนเดียวที่เรียนในห้องเดียวกันนอกนั้นเป็นเด็กแพร่และลำปางเกือบทั้งสิ้น  ทำไมต้องแยกว่าเป็นคนอุตรดิตถ์เพราะเด็กแพร่กับเด็กลำปางจะไม่ถูกกันกับเจ้าถิ่นคือคนอุตรดิตถ์  จะชกตีต่อยกันบ่อยมาก  เด็กแพร่และเด็กลำปางจะมาเที่ยวเตร่ในเมืองไม่ค่อยได้จะโดนเด็กในเมืองตีไปตลอดบางคนออกจากหอพักไม่ได้เพราะบางครั้งไปเล่นเด็กอุตรดิตถ์ไว้เด็กอุตรดิตถ์จะบุกถึงหอเลย 

           เหตุนี้เองเพราะผมเป็นเด็กในเมืองและบางครั้งเด็กแพร่และเด็กลำปางจะเห็นผมบ่อย ๆ อยู่ในกลุ่มคนที่ไปตีเขา  เขาเลยเหมารวมว่าผมตีเขาด้วย เขาเลยไม่ค่อยจะพอใจผมเท่าไหร่    อีกอย่างเพื่อน ๆ ผู้หญิงในห้องเวลามีปัญหาเรื่องเรียนหรือไม่เข้าใจเรื่องเรียนจะมาคุยกับผมแล้วพวกเราก็ช่วยกันอธิบายจนการเรียนไปได้ด้วยดี ๑ ปี  พอขึ้นปี ๒  ปัญหาต่าง ๆ มีมากขึ้น และมากขึ้น แต่ปัญหาต่าง ๆ ก็ได้รับการห้ามปรามจากเพื่อนผู้หญิงในห้องเรียน จนมีอยู่วันหนึ่งในขณะนั่งเรียนมีเพื่อนชายที่ไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่มานั่งด่าแล้วด่าเล่าอยู่ข้างหลัง จนทำให้ผมทนไม่ได้ ถึงขั้นที่ผมต้องยกเก้าอี้ที่นั่งแล็กเชอร์ทุ่มใส่คนที่พูดต่อว่าผม  จากนั้นมาผมไม่ไปเรียนอีกเลย  แต่แต่งตัวออกจากบ้านทุกวันหลอกพ่อหลอกแม่ว่าไปเรียนทุกวัน  ในช่วงนั้นไม่รู้เป็นอะไรมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรเข้ามาหากันมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะกับคนข้างบ้านถึงขั้นชักปืนออกมายิงกันก็เคยมี  

          เรื่องมีอยู่ว่าอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าผมเป็นเด็กรถไฟบ้านพักเมื่อไม่มีบ้านเป็นของตนเองก็ต้องมาอยู่ห้องแถวบ้านพักรถไฟ  บ้านห้องแถวรถไฟจะเป็นบ้านยกใต้ถุนสูงข้างล่างหรือใต้ถุนจะสร้างห้องได้เพิ่มต่อเติมโดยการตีเป็นไม้ระแนง ในบางช่วงที่ติดต่อกับบ้านอื่น แต่หากพื้นที่ไม่ติดต่อกับบ้านอื่นก็จะทำอย่างแน่นหนาโดยมีหน้าต่างและประตู เหมือนกับต่อเติมบ้านเพิ่มเติมอย่างไงอย่างงั้น  ห้องข้างล่างที่เพิ่มเติมพ่อและแม่จะเป็นผู้อยู่ข้างล่างเพราะไม่ต้องขึ้นบนบ้านประกอบกับลูกมีหลายคน ให้ลูก ๆ อยู่กันบนบ้าน  แรก ๆ ก็ไม่มีอะไรเพราะส่วนมากผู้ใหญ่จะอยู่ข้างล่างจนเมื่อข้างบ้านมีการเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ของข้างบ้านขึ้นไปนอนข้างบน และ ข้างล่างทำเป็นที่ตากผ้าเดิมก็ตากผ้ากันไม่มากไม่มายอะไร และสิ่งที่ผมรับไม่ได้ก็คือตากกางเกงในของผู้หญิงไว้บนหัวนอนของพ่อและแม่ผม  ตอนแรกผมก็เตือนว่าไอ้รงค์ (รุ่นราวคราวเดียวกัน) ว่าขอร้องเถอะกางเกงในของน้องสาวมึงไปตากด้านอื่นได้ไหม ตรงนี้เป็นหัวนอนพ่อแม่กู  คำตอบที่ได้รับบ้านของกูกูจะตากตรงไหนก็ได้ แค่นั้นเองมีกันทะเลอะกันยกใหญ่จนเป็นการท้าต่อยกันไอ้รงค์นั้นมันตัวใหญ่กว่าผมมากอายุก็มากกว่า มันเลยท้าผมต่อย  ผมเองตอนนั้นเลือดขึ้นหน้าตอบมันไปว่ามึงออกไปหน้าบ้านเลยเจอกัน  ผมออกไปพร้อมปืนที่มีอยู่ (พอดีมีปืนที่ยืมเพื่อนมาพกอยู่ประจำตอนเป็นมือปืนแท็กซี่)  เป็นปืนไทยประดิษฐ์ .๒๒  ผมถือปืนออกไปพอไอ้รงค์ออกมาผมยิงไป ๑ นัด แต่ปืนไม่ทำงานติดขัดลำกล้อง หลังจากนั้นพี่สาวผมแย่งปืนไปจากผม  และพ่อแม่ของไอ้รงค์ก็พาไอ้รงค์ไปโรงพักเพื่อแจ้งความว่าผมพยายามฆ่า  แต่เรื่องทุกอย่างก็จบลงด้วยดีจากการคลี่คลายของผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่    

           และแล้ววันที่ต้องหนีสุดชีวิตก็มาถึงเมื่อเรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะเอาแต่เที่ยวและมีเรื่องมีราวอยู่เป็นประจำสุดท้ายที่ต้องหนีก็เพราะว่าไปเที่ยวรำวงที่วัดป่ากล้วย และมีเรื่องกับเจ้าถิ่น ความจริงแล้วเรื่องก็ไม่ได้เกิดจากเราหรอกเป็นเรื่องของพรรคพวกกันไปเหยีบตีนเจ้าถิ่นบนเวทีรำวงแล้วไม่ได้ขอโทษ พอลงมาข้างล่างเกิดขว้างแก้วเข้าใส่กลุ่มเราหลังจากนั้นต่างคนต่างตะลุมบอนกัน  มีคนหนึ่งถือเหล็กขูดชาป (เครื่องมือขูดเหล็กเป็นสามเหลี่ยม)  ดูแล้วน่ากลัวมาก ๆ วัยรุ่นสมัยก่อนชอบพกพาหากมีการแทงเกิดขึ้น การเย็บแผลเป็นไปได้ยากมาก  เอารูปมาจาก Google   ดูรูปตอนนี้แล้วน่ากลัวจริง ๆ

                                   

           วิ่งเข้ามาหาผม สิ่งที่ผมทำได้ขณะนั้นก็คือชักมีดพกที่มีอยู่หลับหูหลับตาจ้วงไปหนึ่งครั้งก่อนที่เหล็กขูดชาปจะถึงตัวผม ผลปรากฏว่าถูกราวนมซ้ายพอดี  หลังจากนั้นก็ออกมานอกงานคืนนั้นไม่ได้กลับบ้านไปนอนบ้านเพื่อนแถวศิลาอาสน์  ตอนเช้าประมาณสัก ๑๐ โมงเช้าจึงเดินตามทางรถไฟเพื่อจะกลับบ้าน  ระหว่างทางพบกับแม่และแม่ถามผมว่าไปทำอะไรมาหรือเปล่าตำรวจมาล้อมอยู่ที่บ้านเต็มไปหมดเลย  ผมยังปากแข็งบอกกับแม่ไปว่าไม่ได้ไปทำอะไร  แม่ว่าไม่ได้ไปทำอะไรแล้วทำไมตำรวจถึงได้มาบอกว่าเราไปแทงคนตาย แล้วเสื้อเปื้อนอะไรมาสีเหมือนเลือดติดมา  จริง ๆ แล้วไม่ใช่สีเลือดเป็นยางกล้วยเพราะหลังจากมีเรื่องแล้วผมเอามีดไปแทงต้นกล้วยเพื่อไม่ให้มีเลือดติด และเผลอเอามีดมาเช็ดกับเสื้อยางกล้วยเลยติดเสื้อ เมื่อกลับถึงบ้านตำรวจไม่อยู่แล้วที่บ้านมีพ่อมีแม่มีพี่และน้องเต็มไปหมดพ่อพยายามที่จะเค้นความจริงจากผมว่าผมแทงเขาหรือเปล่าถ้าไม่ได้แทงเขาก็สู้คดี  พ่อบอกว่าถ้าไม่ได้แทงเขาก็ไปโรงพักเพื่อมอบตัวต่อสู้ข้อกล่าวหา 

          ในช่วงนั้นความคิดผมสับสนมากปากก็บอกว่าไม่ได้ทำอะไรไม่ได้แทงเขาแต่ก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเพื่อที่จะหนี  พ่อถามอีกว่าไม่ได้แทงแล้วเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าทำไม สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับกับพ่อว่าผมไม่ได้ตั้งใจแทงเขาให้ถึงตายคนเราเมื่อเหตุกราณ์มันมาถึงตัวก็ต้องป้องกันตัว และคาดไม่ถึงว่าการที่เราทำไปนั้นทำให้เขาถึงกับตาย  พ่อหันไปบอกกับพี่ชายของผม (พี่ทูล) ว่าพาน้องไปส่งให้ไกลที่สุด  ผมจำได้ว่าวันนั้นพ่อถอดสร้อยคอที่มีพระกำแพงให้ผมติดตัวเพื่อคอยปกปักษ์รักษาตัว (คนเราก็อย่างนี้แหละพอเจอเหตุอะไรไม่ดีถึงนึกถึงพระขอให้พระช่วยคุ้มครอง  เวลาสุขสบาย หรือปรกติจะไม่นึกถึงพระ)  พี่ชายขี่มอเอตร์ไซค์ไปส่งผมที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารา  หลังจากนั้นผมขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปจังหวัดพิจิตร (แม่ให้ไปอยู่บ้านน้าก่อนแล้วจะตามไป ) ลงที่สถานีตะพานหิน  และขึ้นรถต่อไปดงขุย  อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์  อยู่ที่ดงขุยประมาณอาทิตย์หนึ่ง แม่มารับและพาเข้ากรุงเทพฯ