ตอนที่ 5
วัยรุ่น ตอนกลาง
ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ โรงเรียนวัดอรัญญิกการาม อายุประมาณ ๑๒ – ๑๓ ปี ในช่วงนี้อยากจะเป็นนักร้องประจำวงดนตรีเป็นอย่างมาก พูดถึงการร้องเพลงจริง ๆ แล้วชอบการร้องเพลงมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เริ่มจากการประกวดร้องเพลงจากการฉายหนังกลางแปง (เป็นการเดินสายฉายหนังของบริษัทต่าง ๆ เพื่อเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ และขายสินค้าต่าง ๆ คนดูไม่ต้องเสียตังค์ครับ ส่วนใหญ่สินค้าจะขายสินค้าตอนหนังหมดม้วน เพราะต้องมีการเปลี่ยนม้วนใหม่ เรื่องหนึ่งจะมีประมาณ ๓ ม้วน บางเรื่องยาวมาก ก็ ๕ ม้วน) ที่วัดท่าถนนเป็นสถานที่ ๆ หนังกลางแปลงชอบมาฉายเป็นเป็นประจำ บางบริษัทก็จะมีการจัดกิจกรรมต่าง ให้ผู้ชมได้ร่วมสนุก ผมจะเป็นขาประจำในการประกวดร้องเพลงในช่วงเวลาการพักเครื่องฉายของหนัง ในตอนแรกที่ประกวดตอนนั้นไม่คิดอะไรมากคิดว่าร้องสนุก ๆ แล้วก็ได้รางวัลเป็นโอวัลติลกระป๋องใหญ่ ๆ หากชนะที่หนึ่ง แต่ถ้าแพ้ก็จะได้กระป๋องเล็ก ๆ สองกระป๋องบ้าง สามกระป๋องบ้างแล้วแต่จะได้ที่เท่าไหร่ ที่มีเก็บไว้เป็นที่ระลึกจะเป็นกระป๋องเล็ก

เมื่อรถฉายหนังของโอวัลตินมาฉายหนังที่วัดท่าถนน จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อใดจะได้โอวัลตินติดไม้ติดมือกลับบ้านแทบทุกครั้ง หลังจากนั้นเมื่อมีการประกวดร้องเพลงที่ไหน หากมีโอกาศ ผมจะไม่พลาดในการร่วมประกวดร้องเพลงในงานนั้น ๆ ก็ได้รางวัลมาบ้างไม่ได้บ้าง สมัยนั้นในการประกวดร้องเพลงของเด็ก ๆ จะไม่มีถ้วยรางวัลให้ส่วนใหญ่จะให้ก็เป็นทุนการศึกษา
มีอยู่ครั้งผมไปประกวดร้องเพลงที่สถานีวิทยุ วปถ. ๑๔ ตามผู้จัดรายการเพลง (วรพล เกียงไกรเลิศ) เป็นผู้จัด ในการประกวดอยู่ครั้งนั้นผมกับคู่แข่งคะแนนเท่ากัน จนให้มีการร้องใหม่เพื่อหาคะแนนสูงสุด และในการร้องใหม่คะแนนก็เท่ากันอีก พอร้องครั้งที่ ๓ คะแนนออมมาผมได้ที่ ๒ พูดก็พูดน่ะครับว่าหากมีการประกวดเป็นเรื่องเป็นราว ใหญ่ ๆ ผมจะไม่เคยได้ที่ ๑ เลย แต่เวทีที่ผมได้แชมป์เป็นประจำก็คือเวทีฉายหนังกลางแปงโอวัลติน วัดท่าถนนไม่ได้ที่ ๑ ก็ได้ที่ ๒ ครับ ส่วนรางวัลไม่ต้องพูดถึงคงไม่ได้เป็นถ้วยหรือขันน้ำพานลอง เพราะ เป็นรถฉายหนังเพื่อโฆษณาขายอะไรก็จะได้สิ่งนั้นกลับบ้านเป็นรางวัล และกำลังใจ จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ไปเป็นนักร้องวงดัง ๆ ตามที่อยากจะเป็นนักร้อง เพลงที่นำไปขับร้องประกวดเป็นประจำส่วนมากจะเป็นเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ หรือไม่ก็เพลงของไวพจน์ เพชรสุพรรณ แปลกแต่จริงผมไม่เคยดูวงดนตรีของสุรพล สมบัติเจริญ ส่วนใหญ่จะเป็นวงดนตรีของไวพจน์ และ วงไพรวัลย์ ลูกเพชร ทั้งสองวงนี้หากไปเปิดการแสดงที่วิกศรีอุตรติดถ์ เมื่อใด ผู้จัดรายการประกวดร้องเพลง ( อาวรพล เกียงไกรเลิศ) จะนำนักร้องที่ชนะเลิศไปฝากกับวงดนตรีทั้งสองวงเป็นประจำโดยเฉพาะวง ไพรวัลย์ ลูกเพชร
หลังจากผิดหวังกับวงดนตรีใหญ่ ๆ ก็หันมาร้องกับวงดนตรีเล็ก ๆ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อหาประสบกราณ์ไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการที่อยากจะเป็นนักร้อง หลังจากนั้นเริ่มเข้าสู่การเป็นนักร้องเชียร์รำวง ในตอนนั้นได้เงินแต่ละคืนก็ไม่เท่าไหร่ ๒๐ บาท บ้าง ๓๐ บาท บ้าง ส่วนใหญ่งานในจังหวัดจะจัดตรงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ผมก็จะร้องได้ เงินประมาณ ๕๐ บาท ถึง ๑๐๐ บาท ผมก็ไม่ขาดจากการเรียน แต่การเรียนจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย เรียนพอไปได้ไม่ให้ตกเท่านั้นเป็นพอ สมัยนั้นคิดอย่างนั้น ในขณะที่ไปร้องเพลงเชียร์รำวงนั้นเหตุกราณ์ที่เห็นอยู่เป็นประจำก็คือการตีกันต่อยกัน ในตอนแรก ๆ เราเองยังไม่ค่อยโตเท่าไหร่ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเพราะเป็นแค่กองเชียร์รำวงไม่อยากจะไปยุ่งกับเขา หลังจากเชียร์รำวงมาเกือบ ๒ ปี เริ่มโตในบางครั้งเราไปห้ามปรามก็โดนลูกหลงมาบ้าง และในบางครั้งก็อัดไอ้คนที่หาเรื่องไปบ้าง พอไปอัดเค้า เค้าจำหน้าเราได้ทีนี้เองก็เลยเป็นเรื่อง เลยไม่ได้เป็นกองเชียร์รำวง สมัยนั้นค่ารำวงจะว่าแพงก็ไม่แพงจะว่าถูกก็ไม่ถูก สนุนราคารอบหนึ่ง 1 บาทหรือเพลงละบาท แต่ดึก ๆ หรือไม่ค่อยมีคนราคาอาจจะเปลี่ยนเป็นสองรอบบาท แต่ถ้าเป็นเหม่าก็ 10 บาท นางรำส่วนใหญ่จะประมาณ 12 ถึง 15 คน ตามรูปครับ

หลังจากนั้นหันมาเป็นคนเที่ยวแล้วก็เป็นผู้เต้นเสียเอง หาเงินมาได้ก็ไปเต้นไปรำหมด เพราะติดสาวรำวงด้วย ทีนี้เองมีรำวงที่ไหนไปทั่วไปหมด ในจังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ต้องพูดถึง มีที่ไหนแทบจะไม่เคยขาดเลยก็ว่าได้ จะไปทั่วไปหมดหากในจังหวัดอุตรดิตถ์ไม่มีก็จะไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้เคียง เรื่องการเรียนไม่ต้องพูดถึงตอนจะเข้าเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ หรือ ม.ศ. ๑ พ่อให้ไปสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด (โรงเรียนชายประจำจังหวัดอุตรดิตถ์) ไปสมัครสอบเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปสอบแอบไปดูหนังที่วิกศรีอุตรดิตถ์ ผลสอบออกมาแน่นอนไม่ต้องไปดูผลก็รู้ว่าไม่ได้ แต่งตัวนักเรียนไปแต่ไม่ได้ไปดูผลก็แอบไปดูหนังเช่นเคย เพราะรู้ผลอยู่แล้วว่าไม่ติด พอบอกพ่อว่าสอบไม่ติด พ่อจึงพาไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนการรถไฟอุปถัมภ์ ถ้าพูดถึงโรงเรียนการรถไฟอุปถัมภ์สมัยนั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นเด็กที่หาที่เรียนไม่ได้ จะมาเรียนที่นี่ทั้งนั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรงเรียนการรถไฟอุปถัมภ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่แล้ว) นั้นเป็นโรงเรียนที่ดีโรงเรียนหนึ่งก็ว่าได้ เด็กนักเรียนที่นี่อย่างที่ผมได้บอกไปว่าเด็กที่ไม่มีที่เรียนหรือเด็กที่โดนถูกไล่ออกจากโรงเรียนอื่นจะมาเรียนที่โรงเรียนนี้ แน่นอนในจำนวนเด็กนักเรียนมากก็ต้องมีเด็กเกเร (นักเลง) บ้างเป็นธรรมดา ซึ่งผมเองแววก็เริ่มมาตั้งแต่เรียนปลาย ๆ ปี ชั้น ป. ๗ แต่โรงเรียนนี้ก็มีเด็กนักเรียนที่เรียนเก่งและทำชื่อเสียงมาให้โรงเรียนก็เยอะ
ช่วงเรียนมัธยมนี้ผมเริ่มที่จะมีความเกเรเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ มีการชกต่อยในห้องที่โรงเรียนเป็นประจำ ในบางครั้งนัดไปต่อยกันหลังห้องน้ำ ของโรงเรียน เพราะถ้าต่อยกันในชั้นเรียนจะถูกทำโทษ และถูกตัดคะแนนความประพฤติ ชกต่อยเพื่อนร่วมห้องไม่พอยังแกล้งครูฝึกสอนอีกต่างหาก หลายสิ่งหลายอย่างที่แกล้งครูฝึกสอน ซึ่งเมื่อมานั่งคิดดูตอนนี้ว่าตอนนั้นเราทำได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ครูฝึกสอนก็พยายามเอาใจใส่ในการสอนทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่ วันสุดท้ายที่ลาจากกันในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ยังจำได้ว่าลูกศิษย์หลายคนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อครูฝึกสอนพูดลา มาดูอีกทีว่าสาเหตุที่ต้องชกต่อยกันกับเพื่อนเพราะอะไร สรุปได้ว่าตอนนั้นที่ทำไป เพื่อต้องการให้เพื่อนฝูงยอมรับว่าตนเองเก่งและเป็นที่ยอมรับกับเพื่อนนักเรียนนักเลงด้วยกัน เพื่อให้เพื่อนเห็นความเป็นนักเลงไม่กลัวใครแม้กระทั่งเราตัวเล็กกว่า เพื่อให้ผู้หญิงในชั้นเรียนได้เห็นว่าเราเก่งเรียกง่าย ๆ ว่าทำไปเพื่ออวดหญิง เพื่อที่จะให้เขาเห็นว่าเราสามารถคุ้มครองเขาได้ทำนองนั้น หากเขามาเป็นแฟนเรา และคิดว่าผู้หญิงชอบกับการกระทำของเรากับการเป็นนักเลงของเรา
แต่มันก็ดีอยู่อย่างเมื่อจบจากโรงเรียนการรถไฟอุปถัมภ์แล้วเพื่อนที่เคยชกต่อยกันกลับมารักกันและช่วยเหลือกันเมื่อมีปัญหา ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นการเที่ยวเตร่เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะการเที่ยวงานวัดที่มีรำวงที่ไหนก็ต้องไปให้ได้แม้แต่จะออกไปเที่ยวต่างจังหวัดถ้าตรงกับวันศุกร์เสาร์อาทิตย์จะไม่พลาด ส่วนใหญ่จะเป็นงานประจำปีของจังหวัดเช่นงานการแข่งเรือประจำปีประจำจังหวัดพิจิตร(วัดท่าหลวง) งานประจำปีจังหวัดพิษณุโลก (วัดใหญ่หลวงพ่อพุทธชินราช) และงานกาชาดประจำปีจังหวัดอุตรดิตถ์ (สนามศาลากลางหน้าพระยาพิชัยดาบหัก) อาศัยว่าเป็นเด็กลูกหลานรถไฟเรื่องขึ้นรถไฟฟรีไม่ต้องห่วงชำนาญมาก กับการหนีกราด์รถ (ผู้ที่เก็บค่าตั๋วโดยสาร) ที่จะมาตรวจตั๋วโดยสารหลบเลี่ยงหนีได้ตลอด แม้กระทั่งต้องขึ้นไปวิ่งบนหลังคารถไฟ มานึกถึงตอนนี้ยังเสียวไม่หายว่ากล้าขึ้นไปวิ่งบนหลังคารถไฟได้อย่างไร ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องการใช้เงินเยอะการหาเงินนั้น ก็ต้องหาเงินเต็มที่เพื่อที่จะได้เงินไปเที่ยว การทำงานในช่วงนี้เป็นการทำงานที่หนักพอสมควรงานอะไรทำทุกอย่าง แม้กระทั่งเป็นมือปืน ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่ามือปืนที่อุตรดิตถ์สมัยนั้นไม่ใช่ว่ามือปืนคือคนที่เอาปืนไปยิงคนอื่น แต่คำว่ามือปืนนี้หมายความว่าเป็นเพื่อนนั่งไปกับคนขับรถแท๊กซี่ เพราะคนขับรถแท๊กซี่ก็กลัวเหมือนกันหากมีคนเหมาไปไกล กลัวถูกปล้นกลัวถูกจี้ และสุดท้ายก็คือกลัวถูกผู้โดยสารลวงไปฆ่าว่างั้นเหอะ คนขับรถแท๊กซี่จึงจ้างคนนั่งไปเป็นเพื่อนผมเป็นคนหนึ่งที่จะไปนั่งอยู่หน้าสถานนี้รถไฟอุตรดิตถ์ หรือไม่ก็คิวแท๊กซี่เพื่อรับจ้างเป็นมือปืน (เรียกชื่อซะโก้หรู)
อาชีพอีกอาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้ดีพอสมควรอาศัยว่ากระโดดขึ้นลงรถไฟเก่ง การขายของบนรถไฟเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ต้องขึ้นไปขายบนรถไฟเมื่อรถไฟจอดพักที่สถานีรถไฟ ในบางครั้งก็จะขึ้นไปขึ้นกลับระหว่างสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ กับสถานีรถไฟศิลาอาศน์ ของที่ขายมีหลาย ๆ อย่าง ด้วยกัน แล้วแต่ว่าอย่างไหนขายดีเป็นบางช่วงบางตอนบางหน้าของฤดูกาล แต่สิ่งที่จำแม่นและจำได้มาถึงปัจจุบันนี้ก็คือการร้องขาย “ กล้วยกวน กาละแม กล้วยตาก กระดาษเช็ดปาก หมากฝรั่ง บุหรี่ “ จริง ๆ แล้วไม่ได้ขายเฉพาะที่ร้องขายบางวันก็จะขายอย่างอื่นก็มี เมื่อเสร็จสิ้นจากการขายของ
มีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องหาเงินก็คือการรับจ้างโยนฟืนลงจากรถไฟ ในการโยนฟืนลงจากรถไฟนั้นต้องมีการจองตู้รถไฟ (เป็นตู้สินค้าที่บรรทุกฟืน) การจองตู้ฟืนรถไฟเป็นอะไรที่สนุกสนานอาศัยว่าเป็นคนที่โดดขึ้นรถไฟเก่ง (รถไฟที่ชลอความเร็วเพื่อที่จะจอดเมื่อถึงสถานี) ในแต่ละกลุ่มจะมีหัวโจกในการจองตู้ฟืนรถไฟ ในกลุ่มของผมผมก็จะเป็นหัวโจก เมื่อจองได้แล้วก็จะมาแบ่งกันหากจองได้มากก็จะขายสิทธิ์ เหมือนกับกินค่าหัวคิว ตู้เล็กคิด ๕๐ สตางค์ ส่วนตู้ใหญ่คิด ๑ บาท เมื่อก่อนนี้การโยนฟืนลงจากตู้รถไฟจะมี ๒ ขนาด คือตู้ขนาดใหญ่จะได้ค่าโยน ๖ บาท ตู้ขนาดเล็กจะได้ค่าโยน ๔ บาท เมื่อโยนเสร็จก็จะต้องมีการเรียงให้เป็นที่เรียบร้อย การเรียงให้เรียบร้อยก็จะได้เงินเท่ากันแต่ผมไม่เคยเรียงฟืนเพราะมันเสียเวลาเอามาก ๆ เลยทีเดียว ส่วนใหญ่ตอนนั้นก็จะมีพวกผู้ใหญ่จะเป็นผู้เรียงฟืน ส่วนวัยรุ่นส่วนมากจะเป็นผู้โยนฟืนครับ
โรงเรียนการรถไฟอุปภัมถ์ ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนภารดาอุปภัมถ์คะ แต่ก็ยังเก่งไม่เท่าโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาลัย(สี่แยกวัดธรรมา)อาจารย์กวี ศรีหงส์ เป็นครูใหญ่ คงรู้จักนะคะ เพราะเรียนทุกโรงเรียนในอุตรดิคถ์ ได้กำไรนะคะเรียนอย่างนี้
สวัสดีครับครูยุ
ขอบคุณอีกครั้งที่แวะมาเยี่ยมกัน ชักสงสัยแล้วว่าเป็นเด็กอุตรดิตถ์ เหมือนกันใช่หรือเปล่าครับ
สวัสดีคะคุณต้อย
เป็นคนอุตรดิตถ์คะ วันนี้ตั้งใจสมัครเป็นสมาชิกGotoknow มาตามขั้นตอน เป็นสมาชิกแล้ว แต่ไม่ทราบหลงอยู่ที่ใด
สับสน งง หมดหวังที่จะกลับมาตามหาเพื่อนครูด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นครูอยู่เมืองไทยไม่เจอกัน 23 ปีแล้วคะ
สวัสดีคะคุณต้อย
- สอนเด็กนักเรียนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ร.ร.รักเมืองไทย เบอร์ลินคะ
- ธุรการ เปี่ยมฯใหปี ๒๕ ธุรการ ครูประจำชั้นป.๕ เปี่ยมฯเล็กปี ๒๘
- ว.ค ขณะเรียน ค.บ.(อคป.รุ่น๖) ปี๓๐จุดหมายศึกษาต่อที่Deutschlandเดินทางไปกับญาติดอง
ขอบคุณมากคะ