ตอนที่ 4
วัยรุ่น ตอนต้น (ต่อ)
พูดถึงในวัยนี้แล้วว่าไปแล้วเป็นปีทองในการทำมาหากินของผมก็ว่าได้ เพราะอะไร ๆ ก็เป็นเงินเป็นทองไปหมดมีอะไรขายหมดทุกอย่าง เริ่มจากการช่วยเหลือแม่ขายขนมถ้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วมีเหตุที่ต้องหันมาทำขนมถ้วยขาย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ไม่ได้ขายของหรือทำอะไรเมื่อย้ายมาอยู่อุตรดิตถ์ใหม่ ๆ เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่ลงทุนทำอะไรจนต่อมาแย่จึงต้องหันกลับค้าขายเหมือนเดิมเพื่อที่จะนำเงินมาค้ำจุนทางบ้านเพราะลำพังเงินเดือนของพ่อไม่พอแต่ก็อีกนั้นแหละหลังจากพ่อมีความเสียใจคิดมากทั้งเรื่องงาน เรื่องรถสองแถวจนเป็นเหตุให้หันหน้าไปพึ่งเหล้าและกินเหล้าทุกวัน จนเป็นเหตุให้ทะเลาะกับแม่เกือบจะทุกวัน สิ่งนี้เองในตอนนั้นผมเองก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะหาเงินไว้ใช้เองได้
ผมทำทุกอย่าง หน้าที่ของผมมีหน้าพาน้อง ๆ ไปหาฟืนเอามานึ่งทำขนมถ้วยขาย การหาฟืนก็ไม่ยากเย็นเพราะเมื่อสมัย ๒๕๑๐ รถไฟยังใช้ไอน้ำอยู่สิ่งที่จะทำให้รถไฟขับเคลื่อนได้ก็ต้องต้มน้ำให้เดือดเพื่อให้แรงดันน้ำไปหมุนล้อรถไฟได้ ฟืนเป็นปัจจัยสำคัญที่ขบวนรถไฟต้องมี ผมจึงหาฟืนได้ไม่ยากเย็นนัก โดยไปหาเศษฟืนเล็ก ๆ แถว ๆ กองฟืนรถไฟ บางอันก็เป็นเปลือกไม้บ้างน้ำกลับมาเพื่อนำมานึ่งขนมถ้วยขาย บางทีก็โดน รปภ. ไล่จับบ้าง เพราะถือว่าไปโขมยฟืน แต่ก็รู้ ๆ กัน ส่วนใหญ่ผมจะขอก่อนว่าขอเศษฟืนเล็ก ๆ เอาไปทำขนม ครับ รปภ. เองก็ไม่เคร่งเครียดมากนักอาจจะเห็นว่าผมเป็นลูกหลานคนรถไฟ แต่ละคนที่อยู่บ้านและโตก็จะมีหน้าที่ในการทำขนมถ้วยกันหมด โดยเฉพาะพี่ดินจะทำงานหนักที่สุด (โม่แป้ง) การโม่แป้งเป็นงานหนักเอาการ ไม่ใช่ว่าหนักแบบไปแบกไปหาม แต่หนักในที่นี้หมายถึง ต้องนั่งหมุนโม่หินเพื่อบดข้าวให้ละเอียดเป็นน้ำเพื่อใช้ทำเป็นแป้ง สมัยนี้ไม่มีมานั่งบดแล้วซื้อสำเร็จรูปมาเลย เอารูปมาให้ดูว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ส่วนผมกับน้อง ๆ ที่พอจะช่วยกันได้คือหาฟืน อย่างที่กล่าวข้างต้นครับ เดี๋ยวนี้กองฟืนไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ยังมีรถไฟสมัยนั้นจอดให้เห็นตามสถานีรถไฟใหญ่ ๆ ดังในรูป

การทำขนมถ้วยสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ขนมถ้วยหวานมันอร่อยก็คือมะพร้าว เช่นกันผมมีหน้าที่ขูดมะพร้าวในตอนเช้าประมาณตี ๔ ผมจะลุกขึ้นมาช่วยแม่ขูดมะพร้าว พอระยะหลังมาเริ่มมีเครื่องขูดมะพร้าวผมก็ยังรับหน้าที่ขูดมะพร้าวเช่นเดิม บางวันกลับบ้านดึก เช้ามาต้องขูดมะพร้าวโดยใช้เครื่องขูดมะพร้าวเกือบจะเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งเพราะอาการที่ยังไม่ตื่นจากที่นอนหรือสะลึมสะลือ
ถามว่าแล้วทำไมต้องนอนดึกในบางครั้ง เพราะต้องออกไปรับหนังสือนิตยสารมาขาย สมัยนั้นจะมีหนังสือนิตยสารหลาย ๆ เล่ม ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หนังสือบางกอก หนังสือสกุลไท หนังสือสตรีสาร และอื่น ๆ บางฉบับออกเป็นรายสัปดาห์ บางฉบับออกเป็นรายปักษ์ จะว่าไปแล้วการขายหนังสือนี้เป็นรายได้ทีดีจริง ๆ ม๊าก มาก รับจากร้านมา ๓ บาท ขายตามหน้าปก ๓.๕๐ บาท กำไรตั้ง .๕๐ ตังค์ สมัยก่อนจะมีขาประจำในบ้านพักรถไฟโดยเฉพาะแม่บ้านที่ไม่ได้ทำอะไรจะอ่านหนังสือพวกนี้กันมากผมจะมีรายชื่อว่าใครต้องการหนังสืออะไรวันออกวันไหนก็จะนำมาให้ไม่เคยผิดพลาดโดยมีจักรยานคู่ใจอยู่หนึ่งคันไว้คอยบริการให้กับพวกพี่ป้าน้าอา
พอวันล็อตเตอรี่ออกก็ไปรับใบตรวจล็อตเตอรี่มาขาย เมื่อก่อนนี้ใบละ ๑ สลึง ขาย ๕ ใบ เราได้ ๑ สลึง ก่อนล็อตเตอรี่หรือหวยออกเด็ก ๆ จะไปยืนเข้าคิวพอรับใบตรวจออกไปขาย พอออกมาได้ แต่ละคนจะวิ่งไปที่ใครที่มัน เหมือนผึ่งแตกรัง ต่างก็ตะโกน “ประชาสารใบกวดรถเตอรี่ครับ” ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่าใบกวดรถเตอรี่ มันน่าจะเป็นใบตรวจล็อตเตอรี่ มันถึงจะถูกต้อง ด้วยความเร่งรีบในการร้องตะโกนจึงเป็นใบกวดรถเตอรี่ ครับก็เป็นอะไรที่สนุกสนานกับเด็กสมัยนั้น สนุกด้วยได้เงินด้วยมันดีตรงนี้แหละครับ ผมจำได้ว่ามีเพื่อนของพ่อท่านหนึ่งชื่อน้าจวบถามผมว่าเหนื่อยไหมกับการที่ทำงานหาเงิน ผมตอบน้าจวบทันทีว่าไม่เหนื่อยหนุกดี
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผมหาเงินเพราะว่าอยากมีเงินไปกินขนมที่โรงเรียน อยากมีเสื้อผ้าใหม่ ๆ ใส่เที่ยว อยากมีรองเท้าเทห์ ๆ แล้วก็อยากหลาย ๆ อย่าง ในตอนนั้นอะไรที่ทำแล้วได้เงินผมทำทุกอย่างเงินที่ได้มาหากเหลือจากการที่ผมใช้ส่วนตัว ผมก็จะแบ่งให้น้อง ๆ บ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่เหลือไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นใช้เงินอะไรกันหนักหนาหามาได้เท่าไหร่ใช้หมดไม่มีเงินฝากไม่มีเงินเก็บ ซึ่งมาคิดได้ตอนนี้ว่าเออตอนนั้นเราน่าจะเก็บน่าจะออม มานั่งนึกดูตอนนี้ว่าเงินมันหมดในทางใด ถึงได้ร้องอ้อ หมดไปเพราะการเที่ยวเตร่ การดูหนัง ตอนเป็นเด็กชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ
ที่อุตรดิตถ์สมัยนั้นจะมีโรงหนังอยู่ ๒ โรง คือโรงหนังศรีอุตรดิตถ์ กับโรงหนังคลองโพ โรงหนังทั้งสองโรงนี้เมื่อก่อนก็ไม่ได้เรียกว่าโรงหนัง สมัยนั้นเรียกกันว่าวิกศรีอุตรดิตถ์ กับวิกคลองโพ ซึ่งผมจะขอใช้คำว่าวิกแทนคำว่าโรงหนัง เพราะไม่ค่อยคุ้นกับโรงหนัง ส่วนใหญ่ผมมักจะดูที่วิกศรีอุตรดิตถ์ เพราะไม่ไกลจากบ้าน และอีกอย่างไม่ค่อยสกปรก หนังเกือบทุกเรื่องเลยก็ว่าได้แทบจะไม่พลาดสายตาที่วิกศรีอุตรดิตถ์ แต่วิกคลองโพไม่ค่อยได้ดูเพราะว่าเก้าอี้นั่งเต็มไปด้วยตัวเลือด บวกกับกลิ่นปัสวะที่รุนแรงจึงไม่ค่อยไปดูเท่าไหร่นอกจากมีโปรแกรมดี ๆ ถึงจะไปดู มานั่งนึกดูตอนนี้เราเสียเงินไปเพราะการดูหนังสมัยนั้นก็หลายตังค์เอาการ ทั้ง ๆ ที่ค่าดูก็ไม่แพง ๕ แถวแรก ๓ บาทหลังจาก ๕ แถวแรกจะเป็นราคา ๕ บาท และขั้นบน ๑๐ บาท สำหรับวิกคลองโพ ๕ แถวแรก ๒ บาท หลังจากนั้น จะเป็น ๕ บาทหมด หนังที่ชอบดูสมัยนั้นจะเป็นหนังเคาบอยริงโก้ จังโก้ หนังไทย และหนังจีนประเภทกำลังภายใน และส่วนใหญ่จะชอบดูหนังประเภทบู๋ ดุเดือด แต่ก็มีบ้างที่ดูหนังเพลง ในบางครั้งหนังเรื่องนั้นดูแล้วก็จะแต่งตัวไปเที่ยวเตร่แถวหน้าโรงหนัง พอโรงหนังเปิดเพลงมาชย์ซึ่งเป็นอันว่าหนังเข้าโรงก็จะกลับบ้าน ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำจนพ่อแม่ก็บ่นว่าอยู่เป็นประจำ
เมื่อกลับมาบ้านก็จะมีวิทยุประจำตัวอยู่ ๑ เครื่อง เป็นวิทยุใช้หลอด ยี่ฮ้อฟิลลิบ ใช้ฟัง คลื่นสั้น และ AM กลางคืนก็จะฟังรายการ เรื่องผี บ้างขำขัน บ้าง จากวิทยุ วปถ. ๑๔ ซึ่งจัดรายการโดยนายวีระ ลิ้มประพัทธ์ ไม่รู้นามสกุลถูกหรือเปล่าไม่แน่ใจ ผมฟังจนจำรูปแบบได้ว่าพูดขึ้นอย่างไรลงท้ายจะจบอย่างไร อย่างเช่นเวลาขึ้นต้นของเรื่องจะขึ้นว่า เรื่องนี้ส่งมาจาก....ให้ชื่อเรื่องว่า ...... แล้วก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะ เอิก อะ อ่ะ อ่ะ อ่า ๆ ๆ ๆ แล้วมีเสียงดนตรี ทะแร่ม ๆๆๆ ทะแร่ม ทะแล้ม แทมแท่น ทะแร่ม ๆๆๆ ทะแร่ม ๆๆๆ แท่ม แทม แทม แทม ส่วนเรื่องผี ๆ ไม่ต้องพูดถึงเวลาฟังจะชวนพี่บ้างน้องบ้างมานั่งฟังร่วมกัน ส่วนมากรายการเล่าเรื่องผี ๆ จะมีวันเสาร์
พี่น้องก็จะมีกิจกรรมร่วมกัน ผมจะไปซื้อโอยั่ว (หางกาแฟ)มา ๑ กระป๋องนมโดยบอกคนขายว่าขอแก่ ๆ ไม่ใส่น้ำตาล ราคาตอนนั้น ๑ สลึง และซื้อน้ำแข็งมา ๑ มือ ราคา ๑ สลึง เมื่อได้น้ำแข็งมาแล้วก็จะนำผ้าข้าวบางมาห่อแล้วใช้สากกะเบือ (ไม้ตีพริก) ทุบน้ำแข็งจนละเอียด แล้วใส่โอยั่วที่ซื้อมาลงไปใส่ในขันใหญ่ ๆ ได้ ๑ ขันคนให้ได้ที่เติมน้ำตาลลงไปให้หวานนิดหน่อย รสชาติก็คือโอเลี้ยงดี ๆ นั่นเอง เมื่อชงได้ที่แล้วก็จัดสันกันไปคนละแก้ว ส่วนใหญ่ก็จะมีสมาชิกพี่น้องนั่งฟังกัน ๔ คน บ้าง ๕ คนบ้าง ในบางครั้งพ่อแม่ก็จะร่วมฟังด้วย

วิทยุเครื่องนี้เป็นหนึ่งในสองเครื่องที่มีอยู่ในขณะนั้นที่รับข่าวสารบันเทิงที่รับฟังได้ที่มีอยู่ในบ้านเพราะก่อนหน้านั้นที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ และที่เห็นข้างล่างนี้เป็นรูปรถจักรยานที่ผมใช้ทำมาหากินสมัยเด็ก ๆ

จักรยานคันนี้ยังช่วยทำมาหากินได้อีกอย่างก็คือหลังจากที่เริ่มโตแล้วการสะพายไอติมขายก็ไม่ค่อยได้ทำประกอบกับในช่วงนั้นเริ่มมีไอติมปั่น (ไอติมตักใส่ถ้วย) มาตีตลาดการขายโดยใช้รถแบบสามล้อถีบจึงเป็นที่นิยมไม่มีใครไปรับไอติมสะพายไหล่มาขาย จำได้ว่าผมขายไอติมสะพายไหล่จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จักรยานคันนี้ใช้เป็นจักรยานบรรทุกน้ำแข็งขาย โดยซื้อน้ำแข็งเป็นกั๊ก (ภาษาของโรงน้ำแข็ง) จากโรงน้ำแข็ง ที่โรงน้ำแข็งนี้จะขายให้กั๊กละ ๑ บาท แต่เป็นที่รู้กันทางโรงน้ำแข็งจะทำเป็นรอยตัดไว้ให้ ๕ ก้อน เมื่อเราเอามาขายจะได้ ๕ สลึง เท่ากับกำไร ๑ สลึง วัน วันขายได้เป็น ๒๐ ถึง ๓๐ กั๊ก ยิ่งร้อนยิ่งขายดี แหล่งขาย ขายในบ้านพักรถไฟก็พอเพียงเพราะบ้านพักรถไฟมีอยู่กันเกือบ ๑ พันครอบครัว เป็นอะไรที่ใหญ่มากสมัยนั้น ผมมีความสนุกมากกับการค้าขายอะไรจำพวกนี้เป็นที่สุดในสมัยนั้น
สวัสดีครับคุณเหรีญชัย
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยม
ด้วยจิตคาราวะ