ตอนที่ 3
วัยรุ่น ตอนต้น
โรงเรียนวัดอรัญญิกการามเป็นที่เรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๗ โรงเรียนนี้อยู่ไกลจากบ้านถ้าเดินตามถนนจะประมาณ ๓ กิโลเมตร แต่ถ้าเดินลัดผ่านท้องนาไปจะประมาณ ๑ กิโลเมตรกว่า ความจริงแล้วผมมีรถจักรยานอยู่ ๑ คัน ถ้าขี่ไปก็จะไปได้แค่ ๒ คน ผมเลือกเอาเดินไปกับเพื่อน ๆ ก็สนุกสนานดี ขากลับก็เดินกลับพร้อมกัน เพราะเด็กในย่านบ้านพักรถไฟมีเรียนที่โรงเรียนวัดอรัญญิกการามนี้มีเป็น ๑๐ คนเหมือนกัน ผมลืมเล่าไปว่าในช่วงที่ผมเป็นเด็ก ๆ นั้นผมชอบม้าเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ ๔ ผมเห็นฝูงม้าเข้ามากินหญ้าในสนามหญ้าบ้านพักรถไฟ สนามหญ้าบ้านพักรถไฟนั้นเป็นสนามใหญ่มากมีไว้สำหรับเล่นฟุตบอล และส่วนหนึ่งจะเป็นสนามเด็กเล่นด้านข้าง เวลาม้ามากินหญ้าที่สนามผมก็จะไปนั่งดู และคิดอยู่ในใจว่าจะทำอย่างไรที่จะได้ขี่ม้าที่มากินหญ้านั้นได้ ผมพยายามที่จะเข้าให้ใกล้ตัวม้ามากที่สุดโดยการถือหญ้าสด เข้าไปล่อ ในตอนแรก ๆ นั้นม้าทำหูลี่และหันหลังก็กลัวว่าจะถูกม้าเต๊ะ ผมมีความพยายามอยู่หลายวันจึงได้เข้าใกล้มาได้และม้าบางตัวให้ยอมจับตัวและรูปหัว ครับและหลังจากนั้นผมทำใจกล้ากระโดดขึ้นหลังม้าทันทีทั้งที่ไม่ได้ใส่บังเฮียน (ที่บังคับม้า) แต่ก็มีขนตรงแผงคอม้าจับเพื่อไม่ให้ตก แต่ก็ตกบ้างในบ้างครั้งแต่ไม่เข็ด จากนั้นก็จะจับม้าขี่เป็นประจำเรียกง่าย ๆ ขี่จนตูดแตก หากม้ามากินหญ้าแถวบ้านพักรถไฟ
หลังจากนั้นก็จะมีพรรคพวกมาร่วมขี่ด้วยกัน สี่ห้าคน สิ่งที่จะทำให้ม้าเชื่อฟังและหันซ้ายขวาได้ก็คือบังเฮียน ในการทำบังเฮียนคิดขึ้นมาเองเป็นเชือก เพื่อบังคับม้า เพื่อเกิดความมัน โดยปกติแล้วม้าจะกลับบ้านเองในตอนเย็น ๆ ตอนบ่าย ๆ ก็จะมาใหม่เองตามธรรมชาติ เพราะม้าที่เลี่ยงเป็นม้าปล่อย มาทราบตอนหลังว่าเป็นม้าตำรวจชื่อ จสต.ชุบ สุวรรณชื่น บางวันม้าไม่กลับคอกก็จะมีคนตามหาม้า ซึ่งก็มาเจอม้าของเขาโดยพวกเราจับขี่กัน ในตอนแรกก็กลัวเหมือนกันว่าจะโดนจับ แต่พอได้รู้จักถึงคอกม้าและตามไปบ้านของจ่าชุบ จึงได้รู้ว่าจ่าชุบเป็นคนใจดี ผมก็เลยอาสาขอเป็นเด็กเลี้ยงม้าให้จ่าชุบโดยไม่ต้องจ่ายค่าแรง จ่าชุบชอบใจผมมาก บ้านของจ่าชุบผมเข้าออกได้ตลอดเวลาอย่างกับเป็นญาติของจ่าชุบ
บ้านของจ่าชุบมีม้า ๑๑ ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นม้าพันธ์ไทย จะมีม้าเทศอยู่แค่ ๒ ตัวเท่านั้น ชื่อสีสวาท กับสีสำราญ นอกนั้นเป็นม้าไทยทั้งสิ้น ผมอยู่กับม้าจนใคร ๆ นึกว่าผมเป็นเจ้าของม้า ผมจะมีเพื่อน ๆ ที่เข้ามาช่วยดูแลม้า ๔ คนในช่วงแรกคือ ดำ เกรียง วัต ตุ้ม ซึ่งแต่ละคนก็จะชอบม้าเช่นเดียวกับผม เมื่อชอบมันแล้วก็ต้องรักมันด้วย วันอาทิตย์ผมและเพื่อนจะพาม้าฝูงนี้ไปอาบน้ำที่ริมแม่น้ำน่านหน้าวัดท่าถนน มีม้าอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นม้าพยศมาก ๆ ไม่ยอมให้ใครจับและไม่ยอมให้ใครขี่มันมีชื่อว่าอีแดง (ที่มาของชื่อเพราะตัวสีน้ำตาลออกแดง จ่าชุบเลยเรียกว่าอีแดง) พูดถึงม้าที่ชื่ออีแดงนี้ เป็นม้าไทย วิ่งเร็วมากและเป็นม้าที่ดุ พอเราเข้าไปใกล้ ๆ มักจะทำหูรี่เข้ามาแยกเขี้ยวทำท่าจะกัดอย่างงั้นแหละ แต่เวลาพาไปอาบน้ำมันก็จะลงไปอาบด้วยแต่ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าไปแตะต้องตัวมันได้มันไม่ต้องการให้คนเข้าไปใกล้ตัวของมัน ซึ่งม้าแต่ละตัวนั้นยอมให้ขัดตัว เราจะใช้แปรงมะพร้าวขัดตัวให้ม้าและม้าแต่ละตัวนั้นจะชอบที่ทำความสะอาดและขัดตัวให้ สำหรับอีแดงไม่เป็นเช่นนั้นมันไม่ยอมแม้แต่จะให้เข้าใกล้ ในใจคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรจะปราบม้าตัวนี้ เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นผมพยายามนำฝูงม้าลงน้ำลึกโดยขี่ม้าอีกตัวหนึ่งลงน้ำให้ลึกและให้ความลึกเลยท้องม้าหลังจากนั้นพยายามเข้าใกล้กับอีแดง และเมื่อได้จังหวะเห็นว่าใกล้ที่สุดถึงกับชนตัวอีแดงเลยตัดสินใจกระโดดขึ้นขี่อีแดงทันที ระหว่างนั้นเองอีแดงกระโดดหน้ากระโดดหลังแต่มันก็ทำได้ไม่ถนัดนักเพราะอยู่ในน้ำผมเองจับขนที่แพงคออีแดงแน่นเพราะกลัวตกเหมือนกัน แต่คิดว่าตกก็ไม่เป็นไรไม่เจ็บ ไม่เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เคยจะพยายามในคอกแต่ไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้สำเร็จครับอีแดงเด้งหน้าเด้งหลังไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อย และก็ยอมให้ขี่ แต่ผมก็ยังจับขี่บนพื้นดินไม่ได้เพราะมันไม่ยอม แต่ก็อย่างว่านั้นแหละครับเมื่อพาม้าอาบน้ำผมจะกระโดดขึ้นไปขี่อีแดงตลอดทุกครั้ง จนค่อย ขึ้นมาบนหาดทราย หน้าวัดท่าถนน
หลังจากนั้นเป็นต้นมาอีแดง เป็นขวัญใจผมมาตลอดไปไหนมาไหนผมจะขี่อีแดงอยู่เสมอ ในบางครั้งผมกับเพื่อน ๆ ขี่ม้าไปโรงเรียนจนครูห้ามเพราะเพื่อน ๆ ในห้องไม่เป็นอันตาเรียนหนังสือเพราะตอนพักกลางวันเพื่อน ๆ จะมารอขี่ม้ากันเป็นแถวยาวเยียดทั้ง ๆ ที่การขี่ก็ไม่ได้ไกลผมจะเป็นคนจูงไปและจูงกลับระยะเบ็ดเสร็จไปกลับก็ประมาณ ๑๐๐ เมตร ต่อ ๑ สลึง คนไหนเพื่อนสนิทกันก็ขี่ฟรี อย่างที่ผมกล่าวข้างต้นเอาม้าไปโรงเรียนได้ประมาณอาทิตย์เดียวก็โดนห้าม มีอยู่ช่วงหนึ่งมีผู้ใหญ่มาจากกรุงเทพฯ มาหาจ่าชุบ และเห็นผมขี่ม้ากลับเข้าคอก ผู้ใหญ่ท่านคงจะอยู่ในวงการการแข่งม้า เมื่อผมเก็บม้าเข้าคอกเรียบร้อยแล้วผมเดินออกมาท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นถามผมว่าอยากจะไปอยู่กรุงเทพฯ ไหม ไปเป็นจ๊อกกี้ไปไหม ผมตอบทันทีในตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าไปครับ จ่าชุบเองเป็นผู้ทักท้วงว่าพ่อแม่จะว่าอย่างไร ไปถามพ่อแม่ดูก่อน ผมเองความรู้สึกตอนนั้นดีใจ รีบกลับไปบอกพ่อและแม่ ว่ามีคนมาชวนไปเป็นจ๊อกกี้ที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ตอบว่าไม่ให้ไป ผมเลยหงอยในตอนนั้น และผมก็มาบอกกับจ่าชุบว่าพ่อแม่ไม่ให้ไป จ่าชุบก็พูดปลอบผมว่าไม่เป็นไรไว้โตอีกหน่อยค่อยไปละกันจากนั้นไม่นานผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเป็นจ๊อกกี้อีกเลย กลับกลายมาเป็นเด็กเลี้ยงมาโดยปริยาย แต่ที่บ้านจ่าชุบนี้เองที่ผมได้ขี่มอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรกมอไซค์คันแรกที่ได้ขี่ไว้คอยตามม้ากลับบ้านก็คือ Little Honda จริง ๆ แล้วจ่าชุบเค้าซื้อให้ลูกสาวขี่ วันนั้นเผอิญจ่าชุบใช้ให้ผมไปตามดูม้า จากเหตุการณ์นั้นผมจึงขี่รถเป็น รถจักรยานยนต์ little Honda นี้ดู ๆ ไปก็เหมือนกับจักรยานดีนี่เองเพียงแต่ติดเครื่องเข้าไป ขี่จักรยานได้ก็ขี่ Little Honda ได้ เดี่ยวนี้หายากพอสมควรในสภาพที่สมบูรณ์ เอารูปมาให้ดูครับว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างนี้

สวัสดีครับ คุณลีลาวดี
ด้วยจิตคาระวะ
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ
เป็นเรื่องที่แปลกดีนะค่ะ ขี่ม้าไปเรียน ได้ยินและเห็นแต่พระขี่ม้าไปบินฑบาตในโทรทัศน์ค่ะ
แต่ว่าในสมัยก่อนไม่มีรถ การเดินทางที่ไกลๆก็นิยมใช้ม้ากันค่ะ
ที่บ้านสมัยก่อนก็มีม้าค่ะ เอาไว้บรรทุกของเช่นข้าวจากในนาเข้ามาบ้านค่ะ โดยที่ไม่ต้องแบก
ด้วยจิตคาระวะ
ผมชอบม้าครับ