จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในทุกตารางนิ้ว แต่มีเพียงไม่กี่พื้นที่ที่สามารถเปล่งประกายคุณค่าสง่างามทางสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ได้สมภาคภูมิ โดยไม่ถูกปนเปื้อนด้วยวิถีสมัยใหม่ รกรุงรังด้วย เพิงขายของ ร้านค้า บ้านเรือน ที่ปลูกสร้างและดำรงชีวิต ดำเนินกิจการ อย่างหยาบกร้าน ไร้สำนึกในโบราณสถานซึ่งมีอยู่แต่เดิม

วันนี้ผู้เขียนขอนำท่านไปรู้จักกับท้องทุ่งโบราณจากยุคกรุงศรีอยุธยา ที่น้อยคนจะรู้จักชื่อ นั่นคือ  ทุ่งขวัญ เนื่องจากผู้เขียนได้รับรู้เรื่องราวประวัติอันน่าทึ่งจากคนข้างกายของผู้เขียนเอง ซึ่งความที่เขาเป็นคนอยุธยา มีความเป็นชาวอยุธยาราวกับชาวอยุธยากลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน เขาได้พยายามฟื้นชีวิตให้เสี้ยวหนึ่งของ ทุ่งขวัญ แห่งนี้ตามกำลังสติปัญญาและกำลังทรัพย์ของตน

ผู้เขียนขอออกตัวว่านี่เป็นการเล่าด้วยความประทับใจที่ ได้ยิน ได้ฟัง และบางส่วนเป็นเอกสารแผ่นๆไม่ทราบที่มา

ดูจากแผนที่จะเห็น ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ และตกแผนที่ไปทางซ้ายบน คือ ทุ่งทะเลหญ้า ทุ่งเหล่านี้มีเรื่องราวทั้งสิ้น อยากทราบเรื่องราวของทุกทุ่งขอเชิญมานั่งสุนทรียสนทนากันกลางทุ่งเมื่อมีโอกาสนะคะ

(แผนที่นี้มาจากแผนที่ซึ่งนักวิชาการหลายท่านใช้ ในโครงการจัดทำ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา)

วันนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ ทุ่งขวัญ ซึ่งในแผนที่ อยู่ซ้ายมือของ คลองสระบัว ด้านขวาคือ ทุ่งแก้ว จุดสังเกตง่ายๆอีกประการคือ อยู่เลยไปทางด้านหลังของ วัดหน้าพระเมรุ อันเป็นวัดที่มีพระประธานทรงเครื่องกษัตริย์งดงามเป็นที่สุด และรอดพ้นจากการเผาทำลายของพม่าครั้งเสียกรุงมาได้ เพราะพม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่วัดนี้นั่นเอง

ทุ่งขวัญ เป็น ทุ่งขนาดใหญ่ เล่ากันมาว่า สมัยกรุงศรีอยุธยาคงมีการปลูกข้าว และ ทุ่งขวัญ นั้น ยังอาจเป็นที่ใช้ใน พิธีแรกนาขวัญ ด้วย สำนวนโบราณของคำว่า แก้ว และ ขวัญ เช่น ลูกแก้ว ลูกขวัญ และ ผัวแก้ว เมียขวัญ ล้วนบ่งบอกถึง ความมีคุณค่า ความล้ำเลิศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ทุ่งขวัญ นั้นมี วัดกลางทุ่ง หลายวัดเรียงราย ประกาศความรู้สึก ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของวัด ศรัทธาของผู้คนที่ไปสร้างวัด ด้วยจินตนาการและความเข้าใจในทัศนียศาสตร์ น้อมนำให้ผู้คนมีจิตศรัทธาดั้นด้นเดินลัดเลาะทุ่งไปยังวัดที่ตระหง่าน สง่างดงาม อยู่กลางทุ่ง

นี่เป็นสิ่งบ่งบอกว่า ศาสนา ทุกศาสนามีความเข้าใจใน ทัศนียศาสตร์ การมองเห็นรอบตัว การปรากฏโดดเด่น เข้าถึงจิตใจของผู้คนที่จะจุดประกายศรัทธาด้วยการมองเห็นความงามที่จับใจและนำไปสู่จินตนาการ ยกระดับจิตใจให้ละเอียด สูงขึ้น จากพื้นดินสู่สวรรค์ที่เทพยดาสิงสถิตย์

วัดที่ยังมีซากโบราณสถานให้เห็นชัดเจน ในแถบ ทุ่งขวัญ เช่น วัดจงกลม วัดพญาแมน ส่วนวัดบัว วัดดอกไม้ วัดปราสาท มีแค่สัณฐานพอบ่งบอกได้ว่าบริเวณนั้นเคยเป็นวัด

ชื่อของวัดในปัจจุบันมีการเรียกผิดเพี้ยนไปเอาการอยู่ เช่น วัดพญาแมน นั้น มีหลักฐานว่า เรียก วัดพญาแม้น และ วัดพระยาแมน ส่วน วัดจงกลม นั้นก็ มีปรากฏชื่อว่า วัดทรงกลม เพราะมีเจดีย์ทรงระฆังกลม ผู้เขียนซึ่งรู้น้อย เคยคิดว่าเขาเขียนผิด เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า การเดินจงกรม ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติธรรมด้วยการเดินกลับไปกลับมาอย่างการมีสติระลึกรู้ตน

ขอเล่าย่อๆถึง วัดพญาแมน และ วัดจงกลม

วัดพญาแมน เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินดินสูงกลางที่ราบลุ่ม ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด แต่วัดพญาแมน นี้จัดว่าเป็นวัดโดดเด่นระดับห้าดาว(ผู้เขียนให้ดาวเองค่ะ)ใน ทุ่งขวัญ เพราะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ พระเพทราชา เคยมาบวชที่วัดนี้ ก่อนได้เป็นกษัตริย์ ตอนนั้นพระอาจารย์เจ้าอาวาสได้ถวายคำพยากรณ์ว่าท่านจะได้เสวยราชสมบัติ ให้รักษาตนให้ดี เมื่อพระเพทราชา ลาสิกขาบทออกมารับใช้แผ่นดิน จนได้ขึ้นครองราชย์(พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) จึงระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ เสด็จมาถวายนมัสการและทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ วัดพญาแมนในราวปี พ.ศ. ๒๒๓๑ ใช้เวลาสองปีเศษจึงแล้วเสร็จ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น วัดหลวง และ ทรงพระกรุณาฯตั้งพระอาจารย์เป็นพระราชาคณะคามวาสีด้วย

จากนั้น วัดพญาแมนได้ดำรงฐานะเป็นศาสนสถานศูนย์กลางของชุมชนสืบต่อมาจนกระทั่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน วัดพระยาแมน เป็นสมบัติสำคัญของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๐ ตอนที่ ๓๙ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๖

วัดจงกลม ตั้งอยู่บริเวณชายทุ่งขวัญ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ กรมศิลปากรได้ขุดแต่ง วัดจงกลม พบหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้สันนิษฐานว่า วัดจงกลม ได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สิ่งก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย เจดีย์ประธาน เจดีย์ราย วิหาร และ แนวกำแพงก่ออิฐฉาบปูน ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นต้นมา ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดจงกลมครั้งใหญ่ มีการสร้างพระอุโบสถและขยายกำแพงวัดขึ้นล้อมรอบเขตพุทธาวาสทั้งหมด หลังเสียกรุงศรีอยุธยาคงชำรุดมาก  เมื่อถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้งโดยใช้อิฐหักเป็นวัสดุในการซ่อมแซม

เจดีย์ประธานของวัดจงกลมนั้น เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ก่ออิฐถือปูนขึ้นสวมทับเจดีย์ทรงระฆังกลมเตี้ยไว้ภายใน ปัจจุบันเจดีย์ที่มองเห็นดูสูง เพรียว กลม มีช่องปูนเล็กๆมากมายที่นกพากันไปอาศัยอยู่

วัดจงกลม นั้นแต่ครั้งโบราณมีการบูรณะ เพิ่มเติม ต่อเติม หลายครั้งจนพื้นที่บริเวณวัดนั้นมีถึงกว่าสี่ไร่ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน วัดจงกลม เป็นสมบัติสำคัญของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๐ ตอนที่ ๕๙ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๖