กมลวัลย์
รศ.ดร. กมลวัลย์ ลือประเสริฐ

สอนอะไร


ประเทศไทยมีบัณฑิตที่มีปริญญาบัตรกันมากขึ้น แต่ทำงานไม่เป็น

เวลาผ่านไปเร็วมาก สำหรับตัวเอง เดือนที่แล้วทั้งเดือนหายไปเหมือนกับแค่ 1 วันเท่านั้น  คล้ายๆ กับนอนหลับไปตอนกลางคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพบว่ากลายเป็นอีกเดือนไปเสียแล้ว   - - !

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าปิดภาคการศึกษาแล้วอาจารย์ไม่ต้องทำงาน  แต่ปรากฎว่ากลับเป็นช่วงเวลาที่มีงานมากทีเดียว  ทั้งการจบการศึกษาของนักศึกษาระดับตรี หรือ มหาบัณฑิต  การรับสมัครนักศึกษาใหม่ ฯลฯ   แต่งานที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในช่วงนี้คือการเตรียมการสอน  ซึ่งภาคการศึกษาใหม่นี้มีวิชาที่ต้องสอนใหม่และเตรียมใหม่ 3 วิชาด้วยกัน  ซึ่งนับว่าค่อนข้างมาก  แต่ก็รู้สึกว่าสนุกเพราะกว่าจะเตรียมได้ ต้องทบทวนต้องอ่านใหม่ แล้วจึงเตรียมเอกสาร  แต่ยอมรับว่าถ้าต้องเตรียมมากขนาดนี้  การที่จะเตรียมให้ได้ดีและสอนให้ได้ดีในทุกวิชาที่ทำใหม่นั้น มีัโอกาสค่อนข้างต่ำ (นี่เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ^ ^) แต่อย่างไรก็ต้องพยายาม

จริงๆ ประเด็นที่จะเขียนในบันทึกนี้ไม่ใช่บ่นเรื่องงาน แต่เป็นเรื่องความเห็นส่วนตัวว่าทุกวันนี้กำลังสอนอะไรให้กับนักศึกษาอยู่ หรือทำงานอะไรอยู่

จากการเตรียมสอน ทำให้ได้คิดว่าทุกวันนี้ไม่ได้สอน rocket science หรือเนื้อหาวิชาที่ล้ำหน้า  อะไรมากมายนัก  แต่กลายเป็นการเตรียมการสอนให้นักศึกษาเกิด  common sense เสียมากกว่า  เนื้อหาวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหายากเย็นเพียงใด  ภายในเนื้อหาเหล่านั้นมีธรรมชาติและ common sense ซ่อนอยู่เสมอ  เพียงแต่เราจะสามารถชี้ให้นักศึกษาเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ได้หรือไม่ 

สามัญสำนึกเป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษย์ คนในสังคม ทุกคนในทุกวิชาชีพ  หากไร้สามัญสำนึกกันมากๆ ก็คงจะเกิดโกลาหลในสังคม เหมือนกับที่เห็นเป็นตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมา

วันก่อนฟังข่าวว่า ผลสอบ ONET ของเด็กนักเรียนไทยไม่ถึง 50% ในทุกวิชา เพื่อนอาจารย์ทุกคนก็รู้สึกและประสบเหมือนกันหมดว่าคุณภาพนักศึกษาแย่ลง  แต่ตัวเองมีความเห็นอีกแบบหนึ่งก็คือ เ็ด็ำกไม่ได้โง่กว่าเดิม  แต่เด็กที่มีโอกาสดี จะสนใจการเรียนเพื่อรู้น้อยกว่าเดิม  และเด็กที่ไม่มีโอกาส ก็เข้าไม่ถึงระบบการเรียนการสอนที่จำเป็นต่อเขา 

ทุกวันนี้เราเปิดโอกาสทางการศึกษากันมากขึ้น นั่นคือที่นั่งในห้องเรียนดูจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา ไม่เหมือนในอดีตที่คนได้เรียนอุดมศึกษามีจำนวนน้อย  คนที่ได้เรียนจะเห็นคุณค่าการเรียนและสนใจในการเรียนเพื่อรู้ เพื่อประกอบวิชาชีพกันมาก  ดังนั้นก็จะทุ่มเทกับการเรียนมาก    

แต่ทุกวันนี้กลับกัน ที่นั่งเรียนมีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีจำนวนมากขึ้น แต่คนเรียนนั้นมีความพร้อมน้อยลง  มีความตั้งใจลดลง (โดยเฉลี่ย) อีกทั้งเมื่อมีมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากขึ้น  ก็ต้องการครู/อาจารย์ เป็นจำนวนมากด้วย  รวมถึง facility สำหรับการเรียนการสอนด้วย  แต่การเตรียมพร้อมในส่วนนี้ก็ค่อนข้างต่ำ เพราะต้องอาศัยเวลาและงบประมาณในการเตรียมการ  เรียกได้ว่าระบบการศึกษาที่จะรองรับนักศึกษารุ่นใหม่นี้ก็อ่อนแอด้วยเช่นกัน   ผลลัพธ์ก็คือ ประเทศไทยมีบัณฑิตที่มีปริญญาบัตรกันมากขึ้น แต่ทำงานไม่เป็น (feed back จากอุตสาหกรรม) หรือบางครั้งโดนว่ากลับมาเลยว่า ขาด common sense!

ว่าจะเขียนเรื่องความพยายามในการสอน common sense ให้กับนักศึกษา แต่จบลงด้วยเรื่องระบบการศึกษาได้ยังไงก็ไม่รู้

หมายเลขบันทึก: 262410เขียนเมื่อ 21 พฤษภาคม 2009 08:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 06:51 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

อาจารย์คะ หายไปไหนเสียนานเลย คิดถึงจริงๆนะ ยังคิดอยู่ว่า สงสัยงานสอนจะหนักมาก กลับบ้านก็หมดแรงแล้ว...
 อ่านที่อาจารย์เขียนในแนวว่า....เตรียมการสอนให้นักศึกษาเกิด common sense
ทำให้พี่ดีใจ...ที่ดีใจ คือ มันตรงกับที่พี่คิดมานานมากๆๆๆ  และได้พุดคุยกับคนมามากว่า....ภายในเนื้อหาของความรู้ทั้งหลาย  มีธรรมชาติและ common sense ซ่อนอยู่เสมอ เป็นเรื่องจริงๆ
  
และพี่ใช้ common sense ในการดำเนินชีวิตและการทำงานมาตลอดเวลา ไม่ได้ไปเปิดตำราที่ไหน เสียก็มาก พอไปเจอตำรา เขาก้เขียนอย่างที่เราทำมาแล้วนั่นเอง มันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน 
หลายสิ่งหลายอย่างมากๆ ใ นชีวิต  เป็นสามัญสำนึก (common sense) ที่คน ทุกคน จะต้องมีอยู่ในห้วงมโนสำนึก  ไม่จำเป็นต้องมีการเรียกร้องหรือบอกกล่าวกันมากมายหลายครั้งหลายครา
เรื่องการแสดงความรับผิดชอบ   ของการทำหน้าที่ของแต่ละคน ก็เป็นสามัญสำนึกที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ไม่ตระหนักมากกว่าค่ะ

  • มาทักทายพี่ หายไปนาน
  • คิดถึงๆๆ
  • ใช่ครับ
  • พบนิสิตที่ขาดสามัญสำนึกในด้านความับผิดชอบต่อตนเองและองค์กรค่อนข้างมาก
  • คงต้องช่วยกันแก้ไข

แล้วอาจารย์ก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ;)

ระลึกเสมอครับ

สวัสดีค่ะทุกท่าน ลืมมาตอบบันทึกนี้ไปเลยค่ะ ^ ^ วันนี้เพิ่งได้หยุดจากการสอนเล็กน้อย จำได้เลยเพิ่งเข้ามา

คุณพี่ศศินันท์คะ

ดีใจที่คุณพี่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนค่ะ แล้วก็ดีใจที่รู้ว่าคิดตรงกัน แสดงว่าไม่ได้คิดไปคนเดียว ^ ^

ตอนนี้สอนผ่านไป 5 สัปดาห์แล้ว ก็คิดว่าได้สอดแทรกสามัญสำนึกให้กับเด็กๆ ไปบ้าง แต่ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ยังไม่ชัดเจนนัก ส่วนใหญ่ก็สอนแทรกธรรมะเข้าไปในบทเรียน พยายามให้เขาเข้าใจธรรมชาิติไปด้วยกันน่ะค่ะ แล้วก็พยายาม enforce ให้เขาเกิดความรับผิดชอบในการทำงานมากขึ้นค่ะ

 

น้องขจิต

พี่ว่าตอนนี้โรคไร้สามัญสำนึกคงระบาดไปทั่วประเทศแหละค่ะ แต่คงไม่โทษตัวเด็ก เพราะพวกผู้ใหญ่ไร้สามัญสำนึกที่เป็นตัวอย่างในสื่อและพวกครูอาจารย์เองที่ไม่ค่อยดีก็เยอะมาก ระบบการศึกษาแบบปัจจุบันที่จำนวนนักศึกษามาก ทำให้ดูแลกันได้ยาก  สรุปแล้วจำนวนคนเยอะขึ้น และแต่ละคนก็มีความจำเป็นด้านการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียน แต่กลับหาที่ให้เขาศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้  มันก็เลยจบลงอย่างที่เราเห็นในห้องเรียนจากเด็กๆ นี่แหละค่ะ  อย่างที่น้องบอกนะคะ ต้องช่วยกันต่อค่ะ ^ ^

 

อ.วสวัตฯ

กลับมาเขียนเป็นระยะๆ ค่ะ ตามสภาพตามเวลาและตามเรื่องราวที่มีค่ะ  เมื่อวานก็กำลังจะเขียนอีกเรื่อง พอดีมีศิษย์เก่าแวะมาเยี่ยมที่ office หลังกลับจากไปทำงานที่ UAE  เวลานั้นก็หมดไป เสร็จแล้วก็ต้องไปสอน แล้วก็เลยยังไม่ได้จังหวะเสียที เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ค่ะ ^ ^ ขอบคุณอาจารย์ที่ติดตามให้กำลังใจเสมอนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี