กระติกไอติมที่ว่านี้ภายนอกจะมีหวายเป็นที่ใส่กระติกไอติมข้างในกระติกทำด้วยแก้วปรอทเก็บความเย็นได้ดีที่สุด

ตอนที่ 1

วัยเด็ก 

วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๘  ณ.โรงพยาบางพุทธชินราช อ.เมือง จ.พิษณุโลกเวลาเท่าไหร่ไม่ทราบแน่ชัดรู้แต่ว่าแดดร่มลมตก  มีเด็กชายเกิดขึ้น ณ.ที่แห่งนี้ ๑ คน  มีปานเป็นสีหมึกที่ตูดเอ้ยก้นเต็มไปทั้งสองข้าง จนต่อมาได้ขนานนามชื่อเล่นว่า " หมึก "  ส่วนชื่อตามทะเบียนบ้านหรือ ชื่อตามที่พ่อแม่ตั้งให้ อยู่ในประวัติข้างล่างครับ  ตอนเล็กกินนมแม่ได้ไม่กี่วัน แม่เปลี่ยนให้กินนมตราเด็กผมแดง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันที่แม่ให้กินนมตราเด็กหัวแดงนั้นเป็นเพราะอะไร  แต่ที่รู้ ๆ และมีหลักฐานเก็บมาถึงปัจจุบันก็เพราะว่านมตราเด็กผมแดงมีของแถม  เช่นจาน กินข้าว ชุดถ้วยกาแฟ รวมถึงที่ใส่นมใส่น้ำตาล ตามตัวอย่างข้างล่างนี้ เมื่อก่อนเห็นผมกินนมตราเด็กผมแดงมาตลอด เสียดายไม่มีกระป๋องนมมาให้ดู  และที่น่าเสียดายเหลือเพียงไม่กี่ใบเท่านั้น

                      

 เอาเป็นว่ามารู้เรื่องราวที่ผ่านมาหรืออาจจะเรียกว่าความหลังกันดีกว่า แล้วทำไมตั้งชื่อเสียโก้หรูว่า   เกิดมาทั้งทีลูกจะเป็นคนดีให้ได้    ต้องติดตามครับว่า  ทำไมต้องตั้งชื่อหัวเรื่องอย่างนี้       ตั้งแต่ผมเล็ก ๆ  ผมจำความได้ว่าครอบครัวของผมเป็นครอบครัวหนึ่งที่พอมีอันจะกินจะเห็นได้ว่า พอสิ้นเดือนจะมีคนนำเงินมาใช้หนี้ที่บ้านเป็นประจำทุก ๆ เดือน และพอเลยต้นเดือนไป ๕ วัน  ๑๐ วัน ก็จะมีคนมาหาแม่เป็นประจำอย่างนี้ทุกเดือน  จริง ๆ แล้วครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรหนักหนา พ่อทำงานรถไฟรู้ ๆ กันอยู่พนักงานรถไฟเป็นอย่างไร  ถ้าเป็น ครฟ. (คนรถไฟ) สมัยนั้น เอ่ยชื่อลุงนวล ถ้าใครไม่รู้จักก็ถือว่าไม่ได้ทำงานรถไฟจริง การทำงานรถไฟนั้น ก็เหมือนกับสถานที่ทำงานอื่น ๆ มีหลายฝ่าย หลายกอง หลายแผนก  แต่ชื่อของลุงนวล เป็นที่รู้จักของคนทั่ว ๆ ไป  ผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงทำไมคนถึงรู้จักพ่อทั้ง ๆ ที่ทำงานคนละฝ่าย มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้ว่ามีญาติมาจากจังหวัดพิจิตรพอลงสถานีรถไฟพิโลก เดินเข้าไปถามผู้ที่ทำงานที่สถานีรถไฟว่ารู้จักลุงนวลไหม ผู้ที่ปฏิบัติงานที่สถานีรถไฟท่านนั้นพาส่งถึงบ้านเลย บ้านของเราไม่ไกลจากสถานีรถไฟสักเท่าไหร่

มานึกดูอีกทีว่าทำไมคนสมัยนั้นถึงได้รู้จักกันทั่วไปหมด อาจจะเป็นเพราะว่าคนสมัยนั้นเป็นผู้มีอัธยาศัยดีต่อกันและผู้คนมีน้อยจึงได้รู้จักกันทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดินรถ หรือฝ่ายช่างกล  รู้จักกันไปหมด บ้านพักจะแยกกันระหว่างเดินรถกับช่างกล บ้านผมอยู่ในแถวย่านบ้านพักโรงงานช่างกลรถไฟ (ปัจจุบันบ้านพักรถไฟแถวนั้นรื้อหมดแล้ว จะมีเหลือเป็นอนุสรณ์ก็คือถังน้ำสีดำใหญ่ ๆ ใกล้ ๆ บริเวณทางปิดเปิดทางข้ามรถไฟเส้นทางถนนที่จะไปโคกมะตูม หรือไปสนามบิน) พูดถึงพ่อมากแล้วมาพูดเรื่องแม่บ้างแม่ผมเป็นแม่บ้านและค้าขาย (ขายขนมปัง) เช่นกันครับถ้าเอ่ยชื่อป้าเจือ เป็นที่รู้จักกันดีในแถวย่านบ้านพักรถไฟในสมัยนั้นเช่นกันโดยเฉพาะผู้ที่ขัดสนเงิน  ที่บอกว่าครอบครัวเป็นครอบครัวหนึ่งที่พอมีอันจะกิน  เพราะแม่เป็นคนเก็บเงินเก่งหากินเก่งรำพังพ่อทำงานรถไฟคงจะไม่ค่อยพอกินเท่าไหร่เพราะมีลูกเยอะ (9 คน) เพราะเหตุนี้แม่จึงช่วยอีกทางหนึ่งโดยการค้าขาย  จึงทำให้ฐานะของครอบครัวในตอนนั้นอยู่กันอย่างมีความสุขสบาย  ผมมีพี่น้องทั้งหมด 9 คน  อย่างที่เอ่ยกล่าวมาแล้ว ผมเป็นคนที่ ๔  ครอบครัวผมมีผู้ชาย ๓ คน หญิง ๖ คน  การเกิดของแต่ละคนจะสลับกันชาย ๑ หญิง ๒ ตลอด โดยมีพี่คนโตเป็นผู้ชายและมีพี่สาวอีก ๒ คน ละก็มาผม น้องสาวถัดจากผม ๒ คน แล้วก็เป็นน้องชาย ๑ และสุดท้ายจะมีน้องสาวอีก ๒  ปิดท้าย  พี่น้องทั้ง ๙ เรียงตามลำดับดังนี้ครับ

๑.  พี่ทูล  ๒.  พี่ดิน  ๓. พี่ป็อด  ๔. ตัวผม  ๕. จิ๋ม  ๖. นาต  ๗. บูลย์   ๘. นา  ๙. ทา  วันที่ผมเขียนอยู่นี้  ๒๘ มิถุนายน  ๒๕๕๑   พี่ชายคนที่ 1  และน้องชาย คนที่ 7 เสียชีวิตแล้ว      ตัวผมเองมาคิดดูแล้วน่าจะได้ความขยันทำมาหากินมาจากแม่ (คุยสักหน่อย) แต่พ่อก็ขยันน่ะครับ เพราะช่วงเสาร์อาทิตย์หากไม่ติดภาระกิจพ่อก็จะช่วยแม่ขายขนมปังด้วย  ผมจำได้ว่าทุกปีที่วัดท่าหลวงจังหวัดพิจิตรมีงานแข่งเรือประจำปีพ่อและแม่จะต้องเอาขนมปังไปขายทุกปี ที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ อย่างผมที่คอยช่วยใส่ถุงบ้างร้องขายบ้าง ตามประสาเด็ก ๆ เหมือนกับสนุก ซึ่งตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคือประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ต้องไปร่ำเรียนที่ไหนเรียนกันสด ๆ เลย พูดถึงการไปขายขนมปังที่พิจิตรในงานแข่งเรือเกือบทุกปีไปทีไรฝนตกทุกปีมีอยู่ปีหนึ่งฝนตกแรงมากแล้วฟ้าดันมาผ่าใกล้ ๆ กับที่เราขายขนมปังหวาดเสียวน่าดูเพราะกิ่งไม้ที่ฟ้าผ่าตกลงมาเลยที่เราขายไป ๒  ล็อกงานแข่งเรือที่พิจิตรเป็นงานใหญ่ผู้คนมาเที่ยวงานกันมากมายเพราะเป็นงานใหญ่เป็นงานประจำปีวัดท่าหลวงและงานแข่งเรือด้วย และเหตุนี้เองที่ทำให้ผมค้าขายเป็นและรู้จักในการทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก ๆ   เอาเป็นว่าผมเองได้เรียนรู้การทำมาหากินมาจากพ่อ และแม่ก็แล้วกัน ฮิฮิ ขอคุยหน่อย  พอโตหน่อยอายุ 7 ขวบก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเซ็นนิโกลาส ในชั้นประถม 1 สมัยนั้นไม่มีอนุบาลครับ  

ผมจำได้ว่าผมเริ่มทำมาหากินตั้งแต่เรียนชั้นจบประถมปีที่ 1  ช่วงปิดต้นเทอม ที่จะขึ้นชั้นประถม 2 โดยการแบกกระติกไอติมแท่ง ขาย เพราะเห็นเด็กคนอื่นขาย เราก็น่าจะขายได้กระติกก็ไม่หนักมากเท่าไหร่ พูดถึงไอติมแท่งสมัยนั้น  สมัยนี้คงจะไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ถ้าบอกว่ากระติกไอติมสมัยก่อนเหมือนกับกระติกน้ำแข็งที่ทำด้วยปรอทแก้วภายในกระติกจะเป็นแก้วมีฝาปิดเป็นไม้ก๊อก หรือพลาสติกหุ้มไม้ก๊อก และมีฝาแสตนเลสปิดภายนอกอีกชั้น แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยปิดกันเพราะไม่สดวกในการขาย กระติกนี้จะเก็บความเย็นไว้ได้ดีมาก ถ้าพูดกับเด็กในยุคปัจจุบันนี้ก็คงไม่รู้อีกนั้นแหละ แต่ถ้าเป็นพูดกับคนที่อายุราว ๆ ๔0 ขึ้นไปน่าจะรู้จักกระติกไอติมที่ว่านี้ภายนอกจะมีหวายเป็นที่ใส่กระติกทำไว้สำหรับ  สะพายไหล่ เมื่อเดินขายจะแบกไว้ที่ไหล  และมีกระดิ่งด้ามเป็นไม้จับ  มีกระดิ่งเป็นทองเหลือไว้เขย่าให้เกิดความเสียงดัง เพื่อเรียกเด็ก ๆ หรือเรียกคนที่ต้องการจะซื้อไอติม ให้รู้ว่าไอติมมาแล้ว  ปัจจุบันภาพเหล่านั้นไม่มีให้เห็นแล้วไม่ว่าจังหวัดใด ๆ ก็ตามในประเทศไทย จะมีให้เห็นแต่ภาพของรถเข็นหรือเป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ๆ ใส่ถังไอสครีมมาขาย   ผมเองขณะนี้สะสมกระติกพร้อมหวายไว้ 5 ใบ  ถ้าหากผู้อ่านเห็นที่ไหนช่วยบอกด้วยครับจะไปขอมาสะสมครับ  (ให้ฟรีคงยาก)  เอาเป็นว่าดูภาพไปก่อนล่ะกันเผื่อเห็นที่ไหนมีช่วยบอกด้วยก็แล้วกันครับ

                    

      เมื่อไอติมหมดจะรีบไปรับมาขายเพิ่ม จำได้ว่าตอนนั้นที่ไปรับขายไอติมอยู่ทางไปโรงพยาบาลพุทธชินราช ใกล้ ๆ กับโรงเรียนซินหมิน (เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน) ไม่รู้เหมือนกันว่าขณะนี้ยังมีอยู่หรือไม่  ลืมบอกไปว่าตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนเซ็นนิโกลาสครับ  ฮั่นแน่เรียนโรงเรียนฟรั่งซะด้วย