
เมื่อถึงเวลา.....ก็ต้องจากไป
เมื่อวานวันที่ 17 พค. 2552 ได้ข่าวการจากโลกนี้ไปของเพื่อนข้าราชการท่านหนึ่งที่เคยอยู่ที่เดลีมาด้วยกันช่วงหนึ่ง (ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณวีระฉันท์ ศรียานนท์-นักการทูตชำนาญพิเศษ) ทำให้สะท้อนใจยิ่งนัก เพราะมีสิ่งที่คล้ายกันหลายประการ คือมีลูกยังอยู่เล็กและในวัยเรียนและการที่เป็นคนเฉยๆ (ไม่ได้คิดร้ายกับใคร) และโดยเฉพาะไม่มีเส้นสายหรือพรรคพวก ทำให้ชีวิตราชการดำเนินไปอย่างเรียบๆ
“เมื่อถึงเวลา....ก็จากไป ” เป็นคำที่เกิดขึ้นในใจทันทีเมื่อได้ข่าวในลักษณะนี้ ซึ่งมีอยู่เสมอๆ ในช่วงหลัง ที่สังคมและสิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยนไป เรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยภยันตรายทั้งปวงและทุกรูปแบบ
ชีวิตของเพื่อนข้าราชการท่านนี้ ราบเรียบดี เพราะอุปนิสัยใจคอที่โอบอ้อม อารี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเองกับทุกคน ท่านเป็นคนมีความสามารถในงานที่ปฏิบัติและเป็นคนดีจนถูกลืมไปบ่อยๆ ซึ่งก็มักจะเป็นนิสัยของคนแบบนี้คือแม้จะถูกลืมแต่ก็ไม่เคยต่อว่าโวยวายออกมา แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานที่ตนรับผิดชอบไปเรื่อยๆ จนน่าชื่นชมในความอดทนและทนอด
ขอวิญญานของท่านไปสู่สุคติด้วยเทอญ...................................
ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวของท่าน ให้มีพลังจิตและแรงกาย สู้ชีวิตต่อไปอย่างองอาจ
........................
ถึงเวลา ก็มาพราก จากโลกนี้
ทั้งชั่วดี มีสตางค์ อย่างเศรษฐี
อริยะ จะปุถุชน ไม่พ้นที
ตายทุกที่ มีรูปนาม เป็นอนิจจัง
……………
ผลบุญ 18 พค. 2552
นึกถึงการจากไปของเพื่อนผู้นี้รวมทั้งผู้คนทั่วไป ที่รู้จักก็ดีหรือไม่รู้จักก็ดี ผมรู้สึกจิตหวั่นไหวเหมือนกัน (แม้จะไม่นาน) และก็อดคำนึงคิดถึงความรู้สึกของการจากไปว่า สิ่งเหล่านี้มิได้นานๆ เกิดครั้งหนึ่งเลย แต่เกิดบ่อยมากกับมนุษย์ทุกคน
บ้านพักอยู่ใกล้ที่ทำงาน ทุกเช้าและกลางวันจึงเป็นช่วงที่ผมรู้สึกถึงการจากไป........ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่คิดไปก็คือการจากไปที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน นั่นคือน้องเต้ เด็กชายเดชพล วรฉัตร อายุ 1 ขวบ 10 เดือน ทุกเช้า กลางวัน พ่อเป็นต้องหาวิธีหลบหลีกน้องเต้ออกจากบ้านไม่ว่าจะหลอกล่อให้เล่นในห้องรับแขกแล้วหลบออกมาทางประตูห้องทานข้าวเพื่อเดินออกประตูบ้านด้านหน้าไปเงียบๆ เพราะถ้าผละมาตรงๆ น้องเต้จะเกาะเสื้อไม่ยอมปล่อยพร้อมทั้งร้องไห้เสียงออดอ้อนจนบางครั้งพ่อต้องใจอ่อน อยู่ต่ออีกหน่อย
เมื่อถึงเวลา 8.30 น ของทุกวันก็ต้อง (หลบและหนี) จากน้องเต้มา ทราบภายหลังว่าน้องเต้พอรู้ตัวว่าพ่อหาย(ตัว)ไป ก็จะร้องไห้เสียใจ แม้จะร้องไม่นาน ก็ลืม แต่ผมก็สะท้อนใจว่า นี่คือการ.....เมื่อถึงเวลา...ก็ต้องจากไป........เช่นกันแม้จะเป็นของเด็กวัยเพียงขวบกว่าที่ชื่อน้องเต้
ในชีวิตของเรา มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นหลายรูปแบบและเกิดขึ้นแทบทุกวันที่จะต้องรู้สึกว่า “เมื่อถึงเวลา...ก็ต้องจากไป” ไม่ว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับสังคม ระดับประเทศและระดับโลก
จะว่าไปแล้ว ไม่เฉพาะมนุษย์ แม้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อถึงเวลา......ก็ต้องจากไปเช่นกันตามกฏอนิจจัง
ชีวิตเราเองก็หาได้พ้นสิ่งเหล่านี้ไม่ อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ เวลาของเรา......จะมาถึง
สำคัญที่ว่าเมื่อสิ่งนี้เกิด สติของเรา จะมาอยู่และเดินเป็นเพื่อน เช่นที่เคยสนิทกันมาหรือไม่.........ยังสงสัยอยู่
รำพึงไว้เป็นหลักฐาน ในวันที่อากาศร้อนมากๆ ในเดลี
18 พค.2552
……………………….
สวัสดีค่ะพี่โยคี
อ่านบันทึกนี้แล้ว ต้องขอแสดงความเสียใจ
แก่ครอบครัวของท่านวีระฉันท์ ศรียานนท์
แต่เมื่อทราบการดำเนินชีวิตของท่าน
ตามที่พี่โยคีเล่าให้ฟัง
หนทางของท่านคงเหมือนภาพวาดนี้แหละค่ะ
ความตาย ความพลัดพราก ทำให้ใจเราหวั่นไหวเสมอ
ฝากบทประพันธ์ปลอบใจ
คนอยู่ที่ผูกพันกับท่านวีระฉันท์ ด้วยคนค่ะ
**********************
กว่าจะถึงฝั่งฝัน...หมื่นพัน...จาก
ยามพลัดพรากอ้างว้างอย่างฉงน
จะเหลียวแลหนใดไร้ผู้คน
อีกทั้งหนทางกว้าง..ช่างเดียวดาย
ทั้งที่เคยเอ่ยจากมามากครั้ง
แต่ใยยังกังวลจนใจหาย
สายชีวิต ปลิดวางจากร่างกาย
แต่ว่าสายสัมพันธ์ยังมั่นคง
ถึงเวลา.ก็ต้องจากยากขัดขืน
ไม่ยั่งยืนจีรังดั่งประสงค์
เมื่อละครชีวิตปิดฉากลง
ไม่นานคงลืมเลือนเหมือนวันวาน
แต่ชีวิตที่งดงามสมตามเหตุ
ช่างวิเศษคุณค่ามหาศาล
แอบนึกเห็นเรื่องราวอีกยาวนาน
เทพบันดาลรอรับกลับวิมาน
ขอผู้อยู่จงคลายหายเศร้าโศก
อุปโลกน์พิลัย ไร้แก่นสาร
จงปกครองตัวตนพ้นภัยพาล
อีกไม่นาน ก็ลาลับ ดับเช่นกัน.
โยคีน้อย
ร่วมบันทึก
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒
โยคีน้อยตันติราพันธ์
ขอบคุณ ที่ร่วมอาลัย
แด่คนดี ที่จากไป.....อีกหนึ่งคน