อย่างน้อยก็มาเรียนรู้และสัมผัสกับ “หัวใจอันง่ายงาม” ของผู้คนที่ยังดำเนินชีวิตอยู่อย่างทระนงในอีกมุมหนึ่งของสังคม

ในเช้าชื่นที่สายลมยังคงพัดโบกโบย  ผมและทีมงานออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้ามืด 
โดยมีจุดหมายอยู่ที่บ้านหนองบัวแปะ  ต.ขามเรียง 

อ.ยางสีสุราช  จ.มหาสารคาม  โดยใช้เส้นทางหลักผ่าน
อ.บรบือ-อ.นาเชือก-อ.ยาสีสุราช  เป็นวิถีแห่งการเดินทาง

 

ภายหลังพิธีแรกนาขวัญในวันพืชมงคลเริ่มขึ้น  ฝนฟ้าก็คะนองลั่น  ตามมาด้วยพายุฝนระลอกใหญ่  ไม่ผิดหรอกครับ-ผมเรียกว่า พายุฝน  เพราะฝนที่ตกลงมานั้นกระหน่ำตกอย่างหนักและต่อเนื่องอย่างไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี  จนผมเปรยกับคนรอบข้างว่านี่แหละที่เขาเรียกว่า ฝนตกฟ้าคะนอง

 

ถัดจากนั้น  ฝนก็ยังคงตกต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายวัน  พลอยให้ชีวิตของใครๆ ดูแช่มชื่น ระริกระรี้ขึ้นมาบ้าง  ยิ่งท้องทุ่งยิ่งเห็นได้ชัดว่าความมีชีวิตชีวาได้คืนกลับมาเยือนอีกรอบแล้ว  และนั่นก็หมายถึงการส่งสัญญาณให้วิถีแห่งชีวิตได้รับรู้ว่า ฤดูแห่งการเริ่มต้นกำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง

 

ผมและทีมงานเดินทางไปยังบ้านหนองบัวแปะด้วยเหตุผลหลักๆ คือการไปสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การนำนิสิตไปศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนแบบ ฝังตัว และนั่นก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ผมมุ่งให้เกิดรสชาติชีวิตของปัญญาชนบนถนนเส้นทางของการ ใช้ชีวิต  โดยมีชุมชนต้นแบบเป็น ห้องเรียน ของการเรียนรู้นั้นๆ 

 

ผมไม่เคยได้ตอบคำถามของนิสิตว่าทำไมถึงเลือกที่จะพามาเรียนรู้ท้องถิ่นมากกว่าชุมชนเมือง  ไม่ใช่เพราะความยโสโอหังใดๆ เลย  แต่เป็นเพราะไม่เคยมีใครร้องถามผมมากกว่า  ถึงกระนั้น  ผมก็พยายามแทรกไว้กับถ้อยสนทนาในวาระต่างๆ  เป็นต้นว่า  อย่างน้อยก็มาเรียนรู้และสัมผัสกับ หัวใจอันง่ายงาม ของผู้คนที่ยังดำเนินชีวิตอยู่อย่างทระนงในอีกมุมหนึ่งของสังคมเท่านั้นแหละ  ส่วนที่เหลือนั้นก็สุดแท้แต่ละคนจะแสวงหามาได้จากห้องเรียนห้องนั้น

 

ครับ, อันที่จริงมันยังไม่ใช่เช่นนั้นเสียทั้งหมดหรอก  แต่เป็นเพราะผมยังไม่ปรารถนาที่จะบอกกล่าวอะไรอย่างชัดแจ้งต่อพวกเขาต่างหาก  วันนี้  ผมเพียงอยากสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาก้าวพ้นออกมาจากกรอบของชีวิตในหลักสูตรบ้างเท่านั้นแหละ  เป็นการก้าวออกมาเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่การละทิ้งการเรียน-หนีหายมาเป็นนักแสวงหาจนคืนกลับเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

 

เพราะยังไงเสีย  เรื่องการเรียนก็ยังเป็นเรื่องหลักที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ  และนั่นก็หมายถึงการรับผิดชอบต่อตัวเอง-คนของความรัก-และสังคมไปในตัว ....

ถนนบางสายที่ไม่เคยเดียวดายการสัญจร..


เถียงนาเคลื่อนที่...

 

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นแต่เพียงการเดินทางมาประสานงานภาคพื้นที่  พร้อมๆ กับการจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปฐมนิเทศ  เพื่อให้การลงพื้นที่ของนิสิตมี ต้นทุน  และชัดเจนในเรื่อง ทิศทาง การเรียนรู้  จะได้ไม่ต้องลงพื้นที่ด้วยหัวสมองที่ ว่างเปล่า จนเกินไป

 

แต่ทั้งปวงนั้น  บรรยากาศของชุมชนชนที่ผมไปเยือนในวันนี้ก็มีค่าอย่างมหาศาลต่อการสร้างพลังชีวิตให้กับตัวเองเป็นยิ่งนัก  การได้เห็นท้องทุ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง  มันเหมือนการย้ำเตือนเราเราตระหนักว่าฤดูกาลแห่งการเริ่มต้นได้เปิดฉากขึ้นแล้ว  และตราบเมื่อผืนดินยังมีน้ำเจิ่งนอง ความหวังในหัวใจของคนเรา  ก็ควรต้องไม่เหือดแห้งต่อการสู้รบกับอุปสรรค

 

ถึงแม้เราไม่อาจดำรงไว้ซึ่งวิถีเดิมๆ เสียทั้งหมด  แต่นั่นก็หาใช่ว่าฉากชีวิตของวันนี้จะโศกเศร้าแห้งผาก  และร้างซึ่งความสุขเสียที่ไหน  เพราะที่สุดแล้ว  เราล้วนละเอียดอ่อนต่อการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตไปอย่างปกติสุขได้-เว้นเสียแต่เราละเลยความมีสติเท่านั้นเอง

 

เช่นเดียวกับเราไม่สามารถจูงควายทุยไปลากไถพลิกฟื้นผืนนาได้ เราก็ไม่ได้หมายถึงว่า  เราจะปฏิเสธเจ้าควายเหล็กที่ไร้ชีวิต หรือปฏิเสธการปักดำโดยปราศจากการไม่ต้องไถคราด-

 

เราอาจไม่มีวัวควายมากพอที่จะให้มูลเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงผืนนาได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจำต้องพึ่งปุ๋ยเคมีเสียทั้งหมด  จนละเลยต่อการลงฝากหวังไว้กับปุ๋ยชีวภาพ  เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผืนนาก็คงเสมือนพิพิธภัณฑ์ของสารเคมี  ยังผลให้ปูปลา อึ่งอ่าง กบเขียดก็จำต้องอพยพไปสู่ที่อื่น  โชคดีก็อพยพทัน โชคร้ายก็ตายดับอยู่ตรงนั้น

 

เราอาจไม่สามารถปลูกข้าวได้มากเหมือนแต่ก่อนเก่า  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเพิกเฉยต่อการปลูกข้าวไว้กินกันเองในครัวเรือน  หรือแม้แต่เราไม่สามารถลางานจากเมืองใหญ่มาปักดำด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า  เราจะไม่ส่งเงินส่งทองมาจ้างวานให้คนอื่นได้ลงแรงในนาข้าวของเราเอง  ซึ่งก็ยังดีกว่าการทิ้งร้างว่างเปล่า  จนผืนนาไร้ชีวิต ไร้หวัง - 

 

คนต่างวัยที่ใช้ชีวิตในบริบทเดียวกัน

 

นั่นคือ  สิ่งหนึ่งที่ผมรำพึงรำพันกับตัวเอง  พร้อมๆ กับการเปรยบ่นออกมาสู่คนรอบข้าง
มันเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผมคิดว่า  ทุกๆ มุมของชีวิต ย่อมมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง  เช่นเดียวกับโลกและชีวิต  ก็ไม่มีสิ่งใดจีรังมั่นคงเสมอไป  ขึ้นอยู่กับว่า  เราละเอียดอ่อนพอต่อการรับรู้และทำความเข้าใจต่อสภาพการณ์ปัจจุบันแค่ไหนเท่านั้นเอง

 

และที่สำคัญ  ต่อให้บ้านเมืองเราพัฒนาไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอันหลากหลายด้วยเทคโนโลยีแค่ไหน  เราก็ต้องไม่ลืมว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็น ชาวนา  ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึงว่าวิทยาการใหม่ๆ  จะเกื้อหนุนต้นทุนเดิมของสังคมเกษตรเราได้แค่ไหน  โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่ยังต้องฝากชีวิตไว้กับท้องไร่ท้องนา