การศึกษาไทยที่อ่อนแอ อ่อนด้อย
ไร้พลังในการพัฒนาประชาชน
เมื่อ 14-15 เดือนพฤษภาคม คือเมื่อวาน กับวานซืน ผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การทำแผนที่ผลลัพธ์ ให้แก่กลุ่มแกนนำการพัฒนาตำบลสุขภาวะของจังหวัดเพชรบุรี โอกาสครั้งนี้ทำให้ผมได้เห็นผลลัพธ์ของการศึกษาไทยอีกกรณีหนึ่งและเป็นเหตุที่ทำให้ได้มานั่งไตร่ตรองและระลึกถึงตัวอย่างอื่น ๆ ที่เป็นตัวสะท้อนการศึกษาของเราที่เป็นอยู่และเป็นมา ความรู้สึกที่ว่า “การศึกษาไทยเรานี่ มันช่างยอดแย่เสียจริง ๆ”ผุดพรายระยิบระยับอยู่ในสามัญสำนึก
กลุ่มแกนนำตำบลสุขภาวะของจังหวัดเพชรบุรีที่ผมกล่าวถึงนี้ เป็นกลุ่มคนใน 3 ตำบล ของอำเภอท่ายางและแก่งกระจาน ที่ได้รับการกระตุ้น หนุน เสริม ให้ลุกขึ้นมาเป็นกลุ่มพลังขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลสุขภาวะจากกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชนภาคตะวันตก จากการได้เห็นการปฏิบัติกิจกรรมของกลุ่มแกนนำเหล่านี้ทำให้เห็นว่า
1. ขาดทักษะพื้นฐานในการทำงานพัฒนาที่สำคัญได้แก่ ทักษะในการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะของการประชุมทั้งในเรื่องของกระบวนการ วิธีการ และการใช้เครื่องมือในการประชุม ตลอดทั้งคุณนิสัยที่จำเป็นสำหรับการประชุม เช่น การไม่กล้าแสดงความคิดเห็น การยอมรับซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือทักษะและความสามารถในการคิดเชิงจินตนาการ ที่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการวางแผน
2. ชาวบ้านที่เป็นแกนนำเหล่านี้ โดยเฉลี่ยการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ผมได้รับการบอกเล่าโดยวาจาจากแกนนำเหล่านี้ว่า พวกเขามีใจที่อยากจะทำอะไร ๆเพื่อบ้านเมือง และชุมชน แต่ความรู้ความสามารถเขาน้อย คนในชุมชนที่มีการศึกษาสูงกว่าเขา มีความรู้ความสามารถมากกว่าเขา แต่คนเหล่านี้ไม่มาทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม
3. แกนนำฯบางคนบอกว่า เขามีวุฒิการศึกษาชั้นมัธยม ฯ การศึกษาระดับมัธยมฯของเขา ได้จาก กศ.น. เขาพูดว่า “เขาแค่เรียนจบ แต่ไม่รู้เรื่อง” นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของการศึกษานอกโรงเรียนที่จัดในบ้านเรา
4. นักพัฒนาเอง ซึ่งหมายถึง นักพัฒนาจากกลุ่มนักพัฒนาเอกชนภาคตะวันตก จากการได้สัมผัสอย่างฉาบฉวย ในช่วง 2 วัน และจากการบอกเล่าของแกนนำถึงความสัมพันธ์ กิจกรรม และพฤติกรรมที่เขากับนักพัฒนามีต่อกัน ทำให้เห็นว่านักพัฒนาก็ยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ทั้งในด้านกระบวนทัศน์ ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถ และทักษะในเชิงการพัฒนา
5. ทำให้นึกไปถึงนักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่นโดยทั่วไป ที่มีคุณสมบัติ ซึ่งชาวบ้านมักใช้สำนวนว่า “ ไม่เอาถ่าน ยังไม่เท่าไร แก๊สก็ยังไม่เอาอีกด้วย ” หรืออีกสำนวนหนึ่งเขาว่า“ หนุ่มสาวสมัยนี้เขาไม่สนหร็อกงานช้าง เขาสนงานม้า ” เป็นต้น
6. ทำให้นึกไปถึง เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ราชภัฏที่บ้านผม ประกาศรับนักศึกษา ให้พาเหรดเข้ามาเรียนโดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติ ในสาขาวิชาชีพครูมีคนสนใจเข้ามา คณะฯรับไว้ได้ถึง 300 กว่าคน ได้ทราบจากปากเด็กเองว่า พวกเขาบางคนในจำนวนนี้ จบมาโดยผ่านการแก้ ร. ในรายวิชาหนึ่งมา โดย “ ยิ้มหวาน ๆหนึ่งครั้ง ร้องเพลงชาติ หนึ่งจบ” ผ่าน!!!
ฯลฯ
สุดท้าย มานึกถึงตัวเอง เราเองก็แค่นี้ และก็อย่างนี้ ซึ่งก็คือผลพวงหนึ่งของการศึกษาบ้านเราเหมือนกัน
โอ้ อนิจจา วัฏสังขารา...
paaoobtong
16/05/52
6:31

สวัสดีค่ะ
รักษาสุขภาพนะคะ
อยากบอกอาจารย์ว่า....นี่คือความเป็นจริงที่สุดของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ....รอให้คนเหล่านี้ตายไป...ก็สายเสียแล้ว...
สวัสดีค่ะ
มาเห็นด้วยกับอาจารย์
ตอนนี้เวียดนาม ใครๆก็แซงหน้าเรา
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นกำลังใจให้อาจารย์ และอยากเชิญที่นี่ด้วยค่ะ