พันคำไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถยนต์สักเท่าไร ที่รู้ก็เป็นความรู้พื้นฐานเล็กๆน้อยๆจากคำแนะนำที่ช่างรถยนต์เขียนไว้ในสื่อต่างๆ
พันคำมีประสบการณ์การซ่อมรถยนต์ที่ไม่ดี รู้สึกแย่มากๆในครั้งนั้น เรื่องคือรถยนต์คันเก่าคันแรก โดยทั่วไปทำงานดีไม่มีปัญหาอะไร แอร์ก็ใช้ได้ตามปกติ เพียงมีควันขาวจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (ช่างยนต์ว่าเครื่องหลวม)
วันหนึ่งนึกยังไงไม่ทราบ ก็นำรถคันนี้ไปเข้าอู่ถามเขาว่าแก้ไขได้ไหม เขาว่าได้ ให้เขาตีราคามา ราคาที่ว่ามายอมรับได้ จึงตกลงฝากรถให้ทำ
วันมารับรถ ช่างบอกแอร์เสียเลยเปลี่ยนอะไหล่ให้ใหม่ด้วย (ผมก็นึกในใจว่า ก็ตอนแรกแอร์มันใช้ได้อยู่นี่นา แล้วที่มาซ่อมนี้ไม่มาเรื่องแอร์ซักหน่อย) แล้วช่างก็สาธยายต่อว่า ทีนี้สวิทซ์เปิดปิดอันมันใช้กันไม่ได้ ผม(ช่าง)เลยเจาะพลาสติกให้ที่หมุนมันโผล่ออกมาได้ แล้วจะได้บิดเปิดปิดได้ ว่าแล้วก็เสียบหัวลูกบิดลงไป (เห็นแล้วก็พูดไม่ออก แต่ทำไปแล้ว)
รวมแล้วค่าใช้จ่ายใหม่เป็นเท่านี้ ผมเห็นบิลแล้วตกใจมากเพราะต่างจากที่คุยกันตอนแรก (งบบานปลาย) แล้วก็เริ่มสะสมหนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...ฮาฮาฮา..เพราะเงินเดือนตอนนั้นนิดเดียว (ตอนนี้ก็ไม่เยอะอะไร ---เทียบกับอายุ! )
อันนั้นคงเข้าทำนองที่คำพูดที่ฝรั่งพูดกัน "If it's not broken, don't fix it."
รถคันนั้นหลังจากนั้นไม่นานก็ต้องนำมาซ่อมอีก เหมือนป่วยเรื้อรังแล้วตอนนี้ เลยลองเปลี่ยนอู่ แล้วในที่สุดก็เลยขายไป คิดในใจว่าถ้าทำได้ใช้รถยนต์ใหม่เมื่อรถเก่าแล้วพยายามเทิร์นรถไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรื่องเช่นนี้อีก และมีคนวิเคราะห์ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมในรถเก่าหรือมือสองก็ไม่ต่างกับเงินที่สูญไปจากค่าเสื่อมราคาเมื่อซื้อรถใหม่
----------------------------------------------------------
อันนั้นเป็นประสบการณ์ในอดีต ทีนี้เรื่องปัจจุบัน ครั้งก่อนไปเข้าบริการที่ศูนย์เพราะครบเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ช่างที่ศูนย์ว่าต้องเช็คและเปลี่ยนน้ำยาต่างๆแต่เนื่องจากลูกค้าเยอะมาก พันคำก็เลยขอผลัดวันไว้ก่อน วันนี้ว่างจากงานสอน จึงตั้งใจ(มาก)ว่าจะมาติดต่อเรื่องนี้ ถึงศูนย์ฯสิบโมงครึ่งในตอนเช้า รถที่มาเข้ารับบริการยังมีแค่สองสามคัน บริกรประมาณว่าเที่ยงเสร็จ
สิ่งที่เช็คสำหรับระยะวิ่ง 40000 กม ประกอบด้วยตรวจ
ระบบ เครื่องยนต์
ระบบเบรค
ระบบส่งกำลัง
ระบบช่วงล่าง
ระบบไฟแสงสว่าง แตร ที่ปัดน้ำฝน
ระบบปรับอากาศ น้ำยาแอร์
เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ออโต้ (ATM T-IV) และประเก็นเกียร์ออโต้
-------------------
เวลาผ่านไป บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง
รถถูกขับออกไปวิ่งทดสอบ
เริ่มอึดอัดแล้ว
เลยลุกไปถามว่า รถไม่มีปัญหา ทำไมตรวจเช็คนานจัง (กว่าที่ประมาณเวลา)
เขาก็มาบอกว่า โช๊คอัพ หน้ารั่ว ต้องเปลี่ยนก่อนตั้งศูนย์ เพราะต้องศูนย์ก่อนมาเปลี่ยนทีหลังจะต้องตั้งศูนย์ใหม่
พันคำมีธุระเล็กน้อยที่จะต้องสะสาง
จริงๆแล้วตอนเข้ามา รถก็ไม่เห็นมีปัญหา กลับเข้ามาแล้วเจอเลย (เหมือนดูปกติ พอเข้าไปตรวจร่างกาย หมอบอกคุณมีเนื้องอก )
ผมเลยบอก นัดวันเปลี่ยนโช๊ค คือจะมาอีกครั้ง ตกลงวันอังคารหน้า เช้าตรู่
พันคำรับรถขับกลับไปได้สัก 1 กม ที่ความเร็ว 80 กม/ชม เท่านั้นแหละรู้ว่า รถผิดปกติ มันเหมือนปูขาเก หรือวิ่งกะเผลกๆ อย่างไรอย่างนั้น
คิดอยู่ในใจนี่มันอะไรกันนี่ ตอนขามามันยังวิ่งนิ่มๆอยู่เลย ไม่รู้สึก (หรือว่าพันคำไม่สังเกตก็ไม่รู้)
เลยตัดสินใจวิ่งย้อนกลับมาที่ศูนย์ขอเปลี่ยนโช๊คเลย
ถามช่างยนต์ทำไมขับกลับไม่เหมือนตอนมา เขาว่าที่มันรั่วมาหมดที่ศูนย์พอดี ---- weird
วันนี้ จึงเป็นวันที่หมดไปกับการซ่อมบำรุงรถยนต์
เป็นวันที่ยาวนาน ชำระเงินเวลา 16.37 น.
เหลียวมองไปรอบๆ ผมคงเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้
----------------------------------------------------------
ทัศนะ:
ระบบงานของบริษัทเป็นระบบที่ป้องกันตัวเอง โดยขั้นแรกจะตรวจรอยแมวข่วนและตำหนิ เพื่อป้องกันลูกค้าต่อว่าภายหลัง ส่วนเรื่องอื่นไม่มีอะไรควบคุม
ยาวไปหน่อย
แต่อ่านแล้วก็สนุกดี
ฮา ฮา ขอบคุณ คุณ TaYanO
เรียน ท่านพันคำ
สวัสดีครับท่านอาจารย์ Beeman吴联乐
ประมาณนั้นครับอาจารย์
เดือนนี้ก็ประหยัดลงหน่อย :) จะได้ ไม่เกินงบดุล
(ยังติดใจอยู่ว่า รถเข้าไปไม่มีอาการกะเผลก ลองให้เธอทดสอบวิ่ง กลับมาเดี้ยงเลย)
ขอบคุณครับท่านอาจารย์
เรื่อง "บริการ" เคล็ดลับ มีอยู่นิดเดียว
คือลองคิดว่า "ถ้าคุณเป็นผู้มารับบริการ จะรู้สึกอย่างไร สมมุติคุณเป็นคนจ่ายค่าบิลนี้ คุณมีความสุขอิ่มเอมในใจหรือเปล่า"