ห้องเรียนคุณภาพ

แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับโรงเรียน

 

1.  กรอบแนวคิด

       พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า เข้าใจ  เข้าถึง และพัฒนา  ถือว่าเป็นหัวใจของการทำงานเพื่อรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในฐานะข้าราชการ  หากพิจารณาแล้วมีความหมายที่ลึกซึ้งนัก กล่าวคือ 

       เข้าใจ หมายถึง ความเข้าใจแจ่มชัดในประเด็น จุดมุ่งหมาย ทิศทางของงานที่ทำ

       เข้าถึง  หมายถึง การเข้าถึงปัจจัย เช่น องค์ความรู้ หลักคิดทฤษฎี แนวทาง ทรัพยากรการบริหารต่าง ๆ ของงานที่กำลังทำ

       พัฒนา หมายถึง การลงมือกระทำ และหาทางต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้ดีขึ้น  สิ่งที่ต่อยอดนี้เป็นองค์ความรู้ใหม่ ที่เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) เกิดวิธีคิดใหม่ (Paradigm) ที่เป็นของตน ส่วนนี้ถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่จะเปิดทางให้ผู้อื่นได้เรียนรู้และต่อยอด

       ถือว่าเป็นทฤษฎีการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่มีคุณค่ายิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริการจัดการศึกษาในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี  ทั้งระดับบริหารและระดับปฏิบัติคือครู

       กรอบแนวคิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ของสำนัหงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนตร เขต 2 เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจ มีดังนี้

     การยกระดับคุณภาพการศึกษา  เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามแนวทางการส่งเสริมคุณภาพห้องเรียน (Quality Classroom) ถือว่าเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ตรงเป้าที่สุด  เพราะสามารถบอกความสำเร็จและความล้มเหลวของการจัดการเรียนรู้ได้จริง  ผู้เรียนจะมีคุรภาพหรือไม่ต้องดูจากจุดนี้  

     2.  ห้องเรียนคุณภาพ คืออะไร

     ห้องเรียนคุณภาพ ที่ สพฐ.กำหนด เป็นแนวทางสำหรับครูโดยตรง  ที่จะเป็นผู้จัดการเรียนรู้ที่เน้นคุณภาพให้เกิดขึ้นในชั้นเรียนอย่างแท้จริง  ภายใต้แนวทาง  มี  5 ประการ คือ

                 1) นำการเปลี่ยนแปลงสู่ห้องเรียนคุณภาพ

                 2) ออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน

                 3) การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research- CAR)

                 4) การใช้ ICT เพื่อการสอนและสนับสนุนการสอน

                 5) การสร้างวินัยเชิงบวก (Positive Discipline)

          ห้องเรียนคุณภาพ  จึงไม่ใช่รู้และเข้าใจ จำแนวทางทั้ง 5 ข้อได้อย่างขึ้นใจเท่านั้น  หากเมื่อครูสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม  ย่อมจะเป็นคุณูปการแก่ผู้เรียน ตนเอง  และโรงเรียนเป็นอย่างมาก  การใช้แนวพระราชดำรัสของในหลวง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาทบทวนในแต่ละข้อ  ก็จะส่งผลให้งานสอนของครูมีคุณค่าที่สุด  จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก  

 

3.  แนวทางสู่ห้องเรียนคุณภาพในระดับโรงเรียน

          โรงเรียน  มีบทบาทโดยตรงในการจัดการศึกษา และพัฒนาสู่ห้องเรียนคุณภาพ  โรงเรียนมีองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ  บุคลากรครู นักเรียน หลักสูตร และสถานที่เรียน  ในด้านบุคลากรประกอบด้วยบุคลากรหลัก 2 ส่วน คือผู้บริหารและครู 

          การทำให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ ผู้บริหารและครู ควรมีจังหวะเดินที่มั่งคง  ดังนี้

            3.1  ผู้อำนวยการโรงเรียน 

            อยู่ในฐานะผู้บริหารจัดการหลักสูตร (Curriculum Manager)  มี 3 บทบาทที่ต้องพิจารณาในการเดิน คือ  1) การสร้างหลักสูตร  2) การใช้หลักสูตร  และ 3) การประเมินหลักสูตร

 

               1)  การสร้างหลักสูตรสถานศึกษา

              ผู้บริหาร  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างหลักสูตรสถานศึกษาและนำหลักสูตรมาใช้จริง  ต้องการศึกษาวิเคราะห์สภาพข้อมูล  การมีส่วนร่วม  การกำหนดวิสัยทัศน์  เป้าหมาย  คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน  การกำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา  การออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้กลุ่มสาระ  การวัดและประเมินผลหลักสูตร  ตลอดจนการอนุมัติใช้หลักสูตรและประชาสัมพันธ์หลักสูตรสถานศึกษาแก่สาธารณชนผู้มีส่วนได้เสีย

              2)  การใช้หลักสูตรสถานศึกษา

               เป็นการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้  ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องพิจารณาและตัดสินใจมอบหมายให้ครูได้รับผิดชอบในรายวิชาหรือชั้นเรียนตามหลักสูตรอย่างครบถ้วน  เพื่อครูจะได้มีสถานภาพสมบูรณ์ในฐานะเจ้าภาพรับผิดชอบสาระรายวิชาหรือชั้นเรียนที่จะต้องทำการบริหารจัดการต่อไป

 

                  เงื่อนไขความสำเร็จ (แนวทาง)  มีดังนี้

                    (1)  วางแนวทางการบริหารจัดการ  ได้แก่  การกำหนดเงื่อนไข  นโยบาย ปฏิทินการทำงาน (School Agenda) การส่งงาน กำหนดระเบียบและข้อตกลงร่วมกัน (House Rules) ที่จะทำให้ครูและบุคลากรต้องทำแนวทางเดียวกัน  ที่สำคัญคือ ผู้บริหารได้รับทราบและส่งเสริมความเคลื่อนไหวในการเดินของครูแต่ละก้าวที่มั่นคงต่อเนื่อง

                   (2)  กำหนดโครงการพัฒนา  การทำงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ได้แก่ การวิจัยองค์กร (สถานศึกษา) การวิจัยหลักสูตร  โครงงาน  กิจกรรมการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

                   (3)  การจัดระบบนิเทศภายใน เป็นระบบการนิเทศการศึกษาที่มีคุณค่าที่สุด ด้วยการวางระบบการนิเทศภายใน  กำหนดโครงสร้าง  ภารกิจขอบข่าย  กิจกรรมการเยี่ยม การให้คำปรึกษาหารือ การกำกับ โดยผู้บริหารต้องทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ที่คอยให้กำลังใจ    ดูแล สร้างเสริม พัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการรายวิชาของครูสู่การพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ  และการประเมิน

          จึงไม่ควรมีห้องทดลอง หรือนำร่องห้องเรียนคุณภาพ  สร้างโอกาสเกิดให้ขึ้นกับทุกห้องเรียนอย่างเท่าเทียม

                        3)  ประเมินหลักสูตรสถานศึกษา

                    การประเมินหลักสูตร  เป็นการสรุปรายงานผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาเมื่อสิ้นปีการศึกษา  มีการวิเคราะห์ผลสำเร็จและความล้มเหลวของการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในรอบปี  ซึ่งควรดำเนินการเมื่อสิ้นปีการศึกษาในสิ้นเดือนมีนาคม แล้วนำข้อเด่นและข้อด้อยมาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาใหม่  และขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและประกาศใช้ในปีการศึกษาต่อไปในเดือนพฤษภาคม  เป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากหลักสูตรเดิมสู่รอบปีการศึกษาใหม่ (Spiral) ต่อไป 

          ทุกสิ้นปีการศึกษา เดือนมีนาคม จึงเป็นระยะเวลาที่มีความสำคัญที่สุด  ที่จะได้รับการสรุปและรายงานผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาประจำปีในรายวิชาหรือชั้นของครู  และผู้บริหารก็นำผลงานวิจัยรายวิชามาพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาในเดือนเมษายน  ให้ทันใช้ในปีการศึกษาต่อไป

 

3.2  ครู 

          เมื่อครูได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบวิชาหรือชั้นใด  ครูก็มีบทบาททางการบริหารทันที  คือ  การเป็นผู้บริหารจัดการรายวิชา (Course Manager) เมื่อได้รับผิดชอบสาระรายวิชา หรือผู้จัดการชั้นเรียน (Class Manager)  เมือได้รับมอบหมายให้สอนทั้งชั้น 

          เป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญที่สุดต่อการจัดการเรียนรู้และสร้างคุณภาพ ควรได้รับการส่งเสริมจากผู้บริหารให้มีจังหวะก้าวเดินที่มีคุณค่า  และสร้างคุณภาพให้กับครู ก่อนที่จะไปสร้างห้องเรียนคุณภาพ  อย่างน้อย 4 ก้าว  ดังนี้

            ก้าวที่ 1  กำหนดหน่วยการเรียนรู้สาระรายวิชา (Course Syllabus)

          (บอกความเป็นนักวางแผนชั้นครู)

          การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ (Syllabus) เป็นงานวางแผน  ที่ครูต้องวางแผนให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทที่มีอยู่ คือ  หลักสูตรสถานศึกษา(คำอธิบายรายวิชา)  ผู้เรียน  วิถีชีวิตท้องถิ่น  ตลอดจนทรัพยากรการบริหารอื่น ๆ  ซึ่งต้องวางแผนให้ชัดเจนก่อนปีการศึกษาใหม่จะเริ่มขึ้น  เพื่อจะได้ใช้เป็นแผนที่เดินทางประจำตัวครู (Roadmap)

          หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยกลุ่มสาระต่าง ๆ และแต่ละสาระวิชาจะมาสิ้นสุดที่ คำอธิบายรายวิชา (Course Description) หมายถึง  การพรรณนาขอบข่ายสาระของวิชานั้นตามมาตรฐานกำหนดไว้   คำอธิบายรายวิชา ก็คือ หลักสูตร  ที่ครูจะนำไปวางแผนบริหารจัดการ (Course Management)           

          องค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้  โดยทั่วไปประกอบด้วย  ข้อมูลผู้สอน  คำอธิบายรายวิชา  จุดมุ่งหมาย (วัตถุประสงค์)  หัวข้อเรื่องที่จะสอนหรือหน่วยการเรียนรู้  วันเดือนปี จำนวนสัปดาห์หรือชั่วโมงที่ต้องใช้  กิจกรรมการเรียนรู้  สื่อ  หนังสือคู่มือต่าง ๆ การวัดและประเมินผลและอื่นๆ 

          การกำหนดวันเวลาและเนื้อหา ให้เป็นไปตามปฏิทินวันทำการปกติของทางราชการ  ของ สพท.และของโรงเรียน  ควรเว้นวันหยุดต่าง ๆ  วันสำคัญทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่น  และเหตุการณ์ที่คาดว่าจะมีความสำคัญเกิดขึ้นออกไป  จัดเนื้อหาและวันเวลาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของท้องถิ่นและระดับการศึกษาตลอดทั้งปีการศึกษา  ประมาณ  200-230 วัน หรือ 40 สัปดาห์ ดังนี้ 

          1) ระดับชั้นประถมศึกษา  จะพบโรงเรียนมีธรรมชาติการปฏิบัติงาน  2 แบบ ซึ่งการบริหารจัดการก็จะต่างกัน  คือ

              (1)  การสอนประจำชั้น  โดยครูได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเป็นชั้นเรียน บทบาทครูจะมีความแตกต่างจากครูที่ต้องรับผิดชอบรายวิชา  เพราะต้องรับผิดชอบสอนทั้งชั้นเรียนและสอนทุกกลุ่มสาระ  กรณีอย่างนี้  ครูมีบทบาทเป็น ผู้บริหารจัดการชั้นเรียน (Class Manager)   

          หน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดต้องเป็น แบบบูรณาการ  คือการรวมทุกสาระมาจัดไว้เรียนร่วมกัน  ครูจะต้องนำคำอธิบายรายวิชาและมาตรฐานการเรียนรู้จากทุกสาระ  มากำหนดเป็นหน่วยแบบบูรณาการหน่วยต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะตามบริบทของชั้นเรียนนั้น ๆ ทั้งสองภาคเรียน คือ 40 สัปดาห์ หรือ 200 วัน ไม่เหมาะในการจัดหน่วยการเรียนแยกรายสาระ

     การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ของครูประจำชั้นเช่นนี้จึงมีความยุ่งยากซับซ้อน  ครูต้องมีความรู้ทำความเข้าใจและมีทักษะในการบูรณาหลายสาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน  มีการเชื่อมโยงแนวคิด (Mind Map) และกิจกรรมไปยังสาระต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน  

 

              (2)  การสอนประจำวิชา  คือการที่ครูได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบประจำรายวิชา เรียกว่าเป็น ผู้บริหารจัดการรายวิชา (Course Manager) โดยการนำคำอธิบายรายวิชา (Course Description) มาวิเคราะห์ กำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) จัดหน่วยการเรียนรู้  ให้เป็นไปตามมาตรฐานและธรรมชาติรายวิชา ซึ่งเป็นงานวางแผนเช่นเดียวกันแต่ไม่เหมือนกับการวางแผนแบบบูรณาการที่ซับซ้อนกว่า

          แนวทางการบริหารจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาจึงเป็นไปตามความเหมาะสมของจำนวนบุคลากรและย่อมมีความหลากหลายในวิธีการปฏิบัติ เพราะจะพบการสอนประจำชั้น  ครูประจำวิชา  การสอนควบชั้น  การสอนคละชั้น  เป็นต้น  จึงเป็นไปตามธรรมชาติของแต่ละสถานศึกษาซึ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้กับครูแต่ละคนตามบริบทที่มีอยู่ได้เป็นอย่างดี

 

          2) ระดับมัธยมศึกษา  มีธรรมชาติที่เป็นรายวิชาอิสระที่มีครูรับผิดชอบ  มีคำอธิบายรายวิชาที่ชัดเจน  กำหนดวัตถุประสงค์และหน่วยการเรียนรู้เป็นรายภาคเรียน  ใช้เวลาประมาณ  20 สัปดาห์ อยู่ในฐานะผู้บริหารจัดการรายวิชา (Course Manager) ที่ชัดเจน  

 

          การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ (Syllabus) จึงเป็นก้าวแรกของครูทุกระดับการศึกษา  เป็นด่านแรกที่แสดงศักยภาพความเป็น  นักวางแผน ของครู  ทำให้เห็นวิธีคิด (Paradigm) เห็นองค์ความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะที่มีอยู่ในตัวครูได้อย่างชัดเจน  เป็นสิ่งให้ผู้บริหารใช้เป็นพื้นฐานในการเก็บเกี่ยวและพัฒนาส่งเสริมทักษะ  บุคลิกภาพและเจตคติที่มีอยู่ในตัวครูก่อนทำการสอนได้อย่างชัดเจน  สร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี  และหน่วยการเรียนรู้ถือเป็นเสมือนเค้าโครงการวิจัยเชิงทดลอง 

          จึงถือเป็นก้าวแรกที่งดงามของครูที่ผู้บริหารโรงเรียนจะใช้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับอนุญาตจากผู้บริหารสถานศึกษาที่จะให้เข้าทำการสอนในชั้นเรียนได้

 

            ก้าวที่  2  วางแผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan)

            (บอกความเป็นนักออกแบบชั้นครู)

 

          เป็นขั้นของการนำหน่วยการเรียนรู้ (Syllabus) มาเตรียมการสอน  เป็นการถอดหน่วยการเรียนรู้มาทำการวางแผนการจัดการเรียนรู้รายบทเรียน (Lesson Plan) ด้วยตนเอง  ด้วยการจัดทำบทเรียน  กำหนดวัตถุประสงค์  กิจกรรมการเรียนการสอน  เอกสารคู่มือ  สื่อ  แบบวัดประเมินผลการเรียนรู้ 

          แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแผนสด  ที่ออกแบบเพื่อการจัดการเรียนรู้ล่วงหน้าและใช้แต่ละครั้งไป  โดยออกแบบไว้ในวันนี้เพื่อการสอนในสัปดาห์หน้าเสมอ เป็นการเตรียมความพร้อมของครูตามหลักที่ว่า จะปลูกพืชต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร

          รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้  อย่างน้อยสิ่งที่จะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนคือ สาระการเรียนรู้ตามมาตรฐาน  วัตถุประสงค์  และกิจกรรมการเรียนรู้  การจัดทำรายละเอียดมากเท่าใดยิ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของครูมากเท่านั้น  การออกแบบการสอนที่ดีต้องตอบคำถามได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เรียน  การใช้วิธีการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) ก็เป็นเทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน การสอนที่มีประสิทธิภาพย่อมมาจากการเตรียมการที่ดีเสมอ 

             ก้าวที่  3  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 

            (บอกความเป็นนักบริหารจัดการห้องเรียนชั้นครู)

           เป็นขั้นของการจัดการเรียนรู้ของครูตามแผนที่ได้กำหนดไว้  ครูได้แสดงบทบาทการเป็นนักบริหารจัดการอย่างเต็มที่  คือ  การใช้ทักษะผู้นำ (Leadership) และความรู้ความสามารถทุกอย่าง  ได้แก่  การบริหารชั้นเรียน  การบริหารเวลา  ทักษะการใช้สื่อ  การตัดสินใจ  การวัดและประเมินผลของครู เพื่อที่จะทำให้การจัดการเรียนรู้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

          สิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นนี้คือ  การบันทึกร่องรอยผลการจัดการเรียนรู้  ให้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการทำงาน  สิ่งที่ครูควรมีการบันทึกผลหลังสอน ได้แก่

1)      ผลการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น  โดยการตอบวัตถุประสงค์ของแผน  แต่ละข้อมีผลสำเร็จอย่างไร  ด้วยวิธีใด  จำนวนเท่าใด และมีค่าสถิติอย่างไร  มีข้อสังเกต  และข้อพิจารณานำไปปรับปรุงต่อและใช้ในครั้งต่อไปอย่