หากรัฐบาลไทยบางสมัยจะเอาผิดกับบรรดาผู้นำมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้ ที่แปรพักตร์ไปร่วมมือกับอังกฤษ เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐมาลายูแล้ว อังกฤษก็ยังคงมีสิทธิ์ที่จะฝากรอยแค้นไว้กับไทย ที่ไปร่วมมือกับญิ่ปุ่นซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทหารอังกฤษและพันธมิตรต้องบาดเจ็บล้มตายในประเทศไทยนับจำนวนมากมาย เฉพาะหลุมศพที่กาญจนบุรี ก็มีนับพันๆคนแล้ว เมื่อไทยมีเสรีไทยได้ ชาวมลายูก็มีเสรีมาลายูได้เช่นกัน ใครเล่าอยากจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆในฐานะผู้แพ้
หลังสิ้นสงครามโลกแล้ว ในสมัยนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ไม่ดำเนินการใดๆกับผู้นำมุสลิมสี่จังหวัดภาคใต้ ที่ร่วมมือกับตนกูมุฮัยยิดดิน คิดก่อตั้งสหพันธรัฐมลายูตามนโยบายปกครองอาณานิคมของอังกฤษ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไทย ในขณะนั้นไม่ต้องการทำอะไรให้อังกฤษขุ่นข้องหมองใจเพิ่มขึ้น และผู้นำเหล่านั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่เป็นภัยต่อประเทศชาติขึ้นมา นายแช่ม พรหมยงค์ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ได้ดำเนินการเพื่อให้มีการบริหารกิจการศาสนาอิสลามในรูปแบบที่ ว่างอยู่ในระบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ความพยายามจึงสัมฤทธิผล ด้วยการประกาศใช้พระราชกฤษฏีกา ว่าด้วยศาสนูปถัมภ์ ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488 จากนั้นจึงมีการแต่งตั้วตัวแทนในทุกระดับชั้น จากระดับมัสยิด จังหวัด และประเทศ
ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่ปฏิบัติราชการส่วนพระองค์ เกี่ยวกับที่จะอุปถัมภ์ ฝ่ายศาสนาอิสลาม(มาตรา 3 ) ซึ่งนายแช่ม พรหมยงค์ ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ นโยบายของรัฐบาลเช่นนี้ถือเป็นการดึงบรรดาผู้นำศาสนาอิสลามเหล่านั้น ที่ถูกรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ตัดออกจากความสนใจเมื่อ พ.ศ. 2486 ให้กลับมาช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลในสมัยนั้นกับบรรดาผู้นำศาสนาอิสลาม ถึงขั้นรัฐบาลจัดให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เดินทางมายังกรุงเทพฯ และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ด้วยเหตุผลทางการเมือง และเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อประมุขของชาติ จากผู้นำศาสนาอิสลาม ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภก ทรงพระราชทานเงินจำนวน 20,000 บาท เพื่ออุดหนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วย
สำหรับนายบรรจง ศรีจรูญ ในฐานะวุฒิสมาชิก ได้เคยเสนอความเห็นต่อนายควง อภัยวงค์ ว่ารัฐบาลควรจะมอบของขวัญในอันที่จะคืนสิทธิทั้งหลายที่อิสลามิกชนชาวไทย เคยมีและเคยได้มาก่อน ให้ครบ ก่อนที่ผู้นำศานาอิสลามเหล่านั้นจะกลับภูมิลำเนา (รัฐสภาในอดีตเขาช่วยกันแก้ปัญหาของชาติ ไม่ได้ช่วยกันสร้างปัญหาอย่างปัจจุบัน) แต่ก่อนที่จะตราเป็นพระราชบัญญัติ รัฐบาลนายควง ได้ลาออกไปเสียก่อน
รัฐบาลต่อมาเป็นรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ จึงคืนสิทธิ์อันแรกแก่อิสลามิกชนชาวไทย ในการอนุญาตให้โต๊ะครูสอนภาษามลายู ภาษาอรับ และศาสนาอิสลามได้ (อย่างที่ท่านชาญเดช กำลังจะทำนี่ถือว่าดีมาก ขอให้ผู้บังคับบัญชาอนุมัติเถอะครับ) โดยไม่ถือว่า เป็นลักษณะการสอนที่อยู่ในระเบียบของพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฏร์ พ.ศ. 2486 ความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล กับบรรดาผู้นำในสี่จังหวัดภาคใต้กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตสี่จังหวัดภาคใต้ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 ความขัดแย้งที่ถือว่าตกลงกันไม่ได้จริงๆก็คือ เรื่องที่ฮัจยีสุหลง ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี คัดค้าน โดยขอให้แยกศาลอิสลามออกจากศาลจังหวัด โดยเอกเทศแล้วจึงจะจัดการคัดเลือก ดาโต๊ะยุติธรรมจังหวัดปัตตานีให้
จากจุดนี้เองทำให้การเคลื่อนไหวของฮัจยีสุหลงที่ผิดหวังจากคำ 7 ข้อที่มีต่อรัฐบาล จึงปานปลายกลายเป็นภาวการณ์ทางการเมือง ซึ่งฮัจยีสุหลง ได้ใช้สื่อของทางมลายู ระบายออกถึงการคับข้องใจ ของเขาและชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการไทยกดขี่ข่มเหง
เมื่อรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ไม่อาจสนองตอบข้อเรียกร้องทั้งหมด 7 ข้อได้ ฮัจยีสุหลงจึงหันไปใช้วิธีทางการเมือง ทั้งในและต่างประเทศ อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้อง เรื่องทั้งหมดจึงกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ยังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้เลย กอรปกับการเจรจาระหว่างรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กับฮัจยีสุหลง ต้องยุติลง เพราะถูกทำรัฐประหาร โดย คณะทหารของชาติ นำโดยพลโทผิณ ชุณหวัณ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
ต่อมาฮัจยีสุหลงถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2491 ในความผิดฐาน ตระเตรียมและสมคบก่อการเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครอง และเพื่อให้เอกราชรัฐเสื่อมเสียไปและเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอก ซึ่งมีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต หลังจากต่อสู้มาถึงสามศาล จึงถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน ตามศาลอุทรณ์ แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำบางขวางในวันที่ 15 มิถุนายน 2495 ก่อนกำหนดเพียง 2 เดือนกับ 25 วัน
ผมได้อ่านคอมเมนท์ท้ายของ Ibm ครูปอเนาะ แล้วมีความรู้สึกว่าปัญหายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ความไม่เข้าใจยังดำรงอยู่ที่อันตรายมากก็คือ คนที่เป็นปัญญาชนกลับไม่เข้าใจ สังเกตได้จากการมีปัญหากับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือกับวงการศึกษา ตบท้ายคอมเมนท์ของ Sila Phu-Chayaที่ว่า “อยู่ที่คนแก้จริง ๆ ว่าจะให้น้ำหนักความสำคัญที่ตรงไหน” เสียดายที่ผ่านๆคนแก้หลายคนไม่เคยเข้าใจยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”เลย แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้อย่างจริงจัง ผมอยากจะให้ผู้แก้ได้รับทราบว่าปัญหาอย่างที่ครูปอเนาะแสดงความคิดเห็นยังคงมีอยู่จริง
แต่ปัญหาหลายอย่างไม่ได้อยู่ที่ผู้แก้เท่านั้น ผู้ที่ถูกแก้ก็เป็นปัญหาด้วย ถ้าผู้แก้และผู้ที่ถูกแก้ยอมรับความจริงได้ ปัญหาทุกอย่างจะจบโดยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

นายควง อภัยวงค์ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พลโทผิณ ชุณหวัณ
ยังไม่จบนะครับ จะพยายามนำลงให้เร็วขึ้นครับ
สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านต่อค่ะ
ดีจังเลย ขอบคุณค่ะ จะรีบอ่านต่อ
สวัสดีค่ะ คุณเบดูอิน แวะมาทบทวนประวัติศาสตร์ค่ะ ขอบคุณค่ะ รออ่านตอนต่อไปนะค่ะ
สวัสดีครับ มาให้กำลังใจ และรออ่านตอนต่อไป ..
สวัสดีค่ะ คุณเบดูอิน
มาให้กำลังใจ
"ความขัดแย้งภายในใจมีด้วยกันทุกคนค่ะ แล้วเราจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร"
โชคดี มีสุขค่ะ
ดีใจจังจะได้นำหนังสือเล่มเล็ก "ที่มาและที่ไปวิกฤติการณ์จังหวัดชายแดนใต้โดยเบดูอิน" ไปฝากคุณถวิล คุณลุงกล้วย และอีกหลาย ๆ คน ขอบคุณค่ะ
ปู่จ๋า...
แวะมาอ่านบันทึก(เมื่อคืนยังไม่ได้อ่าน อิ.อิ..)
และก็มาเชียร์ปู่ด้วย เผื่อคืนนี้พี่แอ๊ดจะมาท้าดวลกับปู่
จุ๊ๆ..อย่าเสียงดังนะคะเดี๋ยวพี่แอ๊ดรู้ว่า แอบมาเชียร์ อิ..อิ...
^___^
ขอบคุณมากครูบ้านนอก คงหายเหนื่อยแล้วนะครับ
แวะมาทักทายค่ะ
ปลอดภัยในทุกเส้นทาง
มีความสุขมากมายนะคะ
ขอบคุณมากครับ
แวะมาแล้ว..ยังไม่หลับจ้า..
อ่านและอ่าน..แต่บางอย่างก็หนักจนไม่พยายามเข้าใจ..
แต่ก็เป็นความรู้ที่ลูกยังไม่เคยรู้
ขอบคุณนะคะป๊ะ
ไม่ขอแสดงความคิดเห็น..นะคะ..อย่าดุล่ะ..กลัวกลัว