ผู้เขียนอยากเล่าเรื่อของพ่อที่เส้นเลือดในสมองแตกให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพราะมีบทเรียนรู้หลายๆอย่างและคงเป็นประโยชน์กับบุคลากรทางสาธารณสุขและญาติผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกหลายๆราย แต่ที่รอเวลาผ่านมา 5 เดือน กว่าเพราะอยากจะเล่าตั้งแต่แรกจนอาการในปัจจุบันนี้
บทเรียนเรื่องที่สาม : การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา
เมื่อถึงโรงพยาบาลด้วยความกรุณาของอาจารย์นายแพทย์องอาจ เลิศขจรสิน หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ และอาจารย์นายแพทย์พีระพงศ์ เธียราวัฒน์ ก็มาช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจและดูอาการและ Admit เข้า ICU จาก film X-ray เลือดออกในสมองไม่มากแต่ทำไมคะแนนได้เพียง 3 คะแนน อาจารย์ให้สังเกตอาการดูก่อน พอวันที่ 22 พ.ย. 51 เป็นวันเสาร์ญาติก็มาเยี่ยมที่ ICU คุณอาบอกว่าไปดูดวงพ่อมั้ยอาจะพาไป เรื่องดูดวงผู้เขียนก็ไม่อยากดู แต่พอบอกไปทำบุญกัน ก็โอเคไม่เสียหาย อย่างน้อยแม่จะได้สบายใจเป็นช่วงรักษาใจแม่มากกว่า ก็พากันไปพบพระ ท่านก็บอกให้รีบทำบุญปล่อยปลาถวายพระแทนผู้ป่วยเพื่อเป็นทางสว่างในการเห็นแนวทางต่อไป อาการเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถตอบได้ พระท่านมีลูกศิษย์เป็นหมอฟังอาการที่เล่าก็เข้าใจว่าหนักก็เน้นให้เราทำบุญ ไม่ทำนายว่าอาการเป็นอย่างไร พอกลับจากวัดน้อง ICU บอกว่า อาจารย์พีรพงศ์ ให้ไปทำ CT ซ้ำ ถ้าคนเชื่อเรื่องการทำบุญก็ผูกเรื่องได้เป็นเรื่องเป็นราว จังหวะคงตรงกันพอดี ถ้าไม่ผูกเรื่องให้เข้ากัน อาจารย์พีระพงศ์ก็ต้องมาตามอาการอยู่แล้ว ปรากฏว่าผลออกมาเลือดออกในสมองเพิ่มมากขึ้นจนสมองถูกเบียดไปข้างหนึ่ง อาจารย์นัดผ่าตัดด่วน วันนั้นตอน 15.00 น.ซึ้งเป็นวันเสาร์ ระหว่างผ่าตัดสมองใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชม. จะทำอะไรหละนั่งรอก็เครียด วิธีรักษาใจญาติก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ทุกๆที่ใน มน. ได้ผลดีเยี่ยมเพราะขอไว้หมดแล้ว พ่อเราต้องปลอดภัยแน่ๆ การทำสิ่งใดๆก็ตามเป็นการรักษาใจญาติมากกว่าเพราะอาการของพ่อขึ้นกับตัวผู้ป่วยและผลการรักษามากกว่า
หลังผ่าตัดไป 15 วัน ผู้ป่วยก็ยังไม่ตื่นญาติๆมาเยี่ยมก็ถามอาการ ทำไมไม่ดีขึ้นจะทำอย่างไร ผู้เขียนก็บอกว่าต้องใจเย็นๆ และญาติอีกคนก็บอกว่าตอนคุณย่าของเค้าก็เป็นแบบนี้ผ่าแล้วนอนอยู่ ICU 1 เดือน ไม่ตื่นสุดท้ายก็เสียใน ICU แต่ผู้เขียนบอกแม่เสมอว่าต้องตื่นเพราะพวกเรามีประสบการณ์ดูลุงที่เป็นพระที่ญาติๆบอกว่าปล่อยไปเถอะเค้าไม่มีลูกจะลำบากไม่มีคนดูแล ตอนนั้นผู้เขียนเป็นพยาบาลอยู่ที่จุฬาได้ 3-4 ปี ก็ไม่ยอม การดูแลต้องดูแลกันให้ถึงที่สุด สุดท้ายอยู่โรงพยาบาลหลายเดือน เจาะคอ ญาติเอากลับมาดูแลท่อที่บ้าน เดินได้แถมยังมาแบ่งนาให้ทุกทุกคนได้ แม่ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง เพราะได้นามาด้วยก็มีกำลังใจและเชื่อมั่น ผู้เขียนบอกทุกคนไว้เราต้องตั้งเป้าไว้สูงๆว่าต้องหาย เราจะได้ทุ่มเทในการดูแลและไม่ต้องถามว่าจะกี่เปอร์เซ็นเพราะแพทย์ก็ดูตามอาการและประสบการณ์บางทีก็ไม่สามารถฟันธงได้หรอกเพราะแต่ละรายไม่เหมือนกัน คุณแม่ก็อยากให้ช่วยเต็มที่ถามหมอมียาอะไรช่วยไหม ซึ่งอาจารย์คิดว่ายาไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก แต่พวกเราก็ยอมจ่าย ซื้อมา 1 คอร์ส เป็นอาหารให้สมองเมื่อให้แล้วไม่มีผลเสียแต่จะช่วยอะไรได้หรือไม่ก็ไม่รู้เสียอย่างเดีวยแพง “แต่ช่วยให้แม่แล้วใจมากกว่า” ก็ได้ทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว วันรุ่งขึ้นเริ่มลืมตา หลังจากนั้นคุณพ่อก็อาการดีขึ้นคงได้ช่วงเวลาที่สมองฟื้นตัวดีขึ้น ก็อยู่ ICU ไป 1 เดือน และอยู่ที่ Ward ไปอีก 1 เดือน และได้กลับบ้าน
บทบาทของญาติในการมีส่วนร่วมในการรักษาระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ช่วงอยู่ ICU หลังผ่าได้คะแนนเพิ่มจาก 3 เป็น 4 คะแนน เป็นเวลา 15 วัน ญาติต้องกระตุ้นผู้ป่วยมิใช่ให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลเท่านั้น ผู้เขียนจะดึงความรู้ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาใช้ เช่น พูดข้างหู ให้ฟังเทศน์หลวงปู่จันทรา วัดป่าเขาน้อย ที่พ่อไปสร้างกุฏิพระไว้ ให้ฟังเพลงจากวิทยุ นวดฝ่าเท้าทุกครั้งที่เข้าเยี่ยม นำพระคล้องคอที่เคยคล้องมาให้ พาสวดมนต์ก่อนนอน บทบาทของญาติในการมีส่วนร่วมในการรักษาระหว่างที่อยู่ที่หอผู้ป่วยเป็นปากเป็นเสียงแทนผู้ป่วย เช่น ขอให้ฝึกผู้ป่วยทานอาหารทางปากเพราะถ้าทานเองทางปากได้ กลับบ้านญาติก็สบายไม่ต้องให้อาหารทางสายยาง และคอยเปลี่ยนสาย คนเฝ้าผู้ป่วย หรือญาติที่อยู่ตลอดเวลาสามารถช่วยกันประเมินอาการผู้ป่วยได้ อย่ากลัวที่จะเสนอความเห็นต่อบุคลากรทางการแพทย์
เมื่ออยู่ที่โรงพยาบาล 2 เดือนและพอได้กลับบ้านและมาตรวจตามนัด อาจารย์บอกว่าหลอดคอที่ช่วยหายใจ หลังกลับบ้านอีก 2 เดือนค่อยเอาออกเมื่อมีอาการดีขึ้น วันที่ 17 มีนาคม 2552 แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เดือนครึ่ง จากประสบการณ์ของน้าเยาว์และคุณแม่ที่ดูแลเห็นว่าดีขึ้นอยากให้เอาออกหลอดคอที่ช่วยหายใจออกจะได้ดูแลง่ายขึ้น ก็ขอให้อาจารย์เอาออกให้ ตอนแรกกะว่าจะให้นอนสังเกตอาการ 1 คืน เผื่อฉุกเฉินจะได้ใส่ทัน ปรากฏว่าเอาออกคุณพ่อหายใจดี ก็เลยได้กลับบ้านไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
วันที่ 21 มีนาคม 2552 หลังเอาออกประมาณ 5 วัน พูดมีเสี่ยงเล็กน้อย พูดคำว่า กล้วยได้ เจ็บมากได้ วันที่ 5 เมษายน 2552 พัฒนาการดีมาก ถามหลานได้ทำงานอะไรได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ถ้าคนในบ้านคุยด้วยก็ไม่ได้คุยตอบ คงเป็นบางช่วงจังหวะที่อยากพูด ผู้เขียนบอกว่านอนเฉยๆ เดี๋ยวความจำไม่ดีต้องหัดบวกเลขและคิดโจทย์
1+1 เป็นเท่าไหร่ 2+2 เป็นเท่าไหร่...........
1+9 เป็นเท่าไหร่ 2+8 เป็นเท่าไหร่...........
ก็ตอบได้หมดแต่เสียงยังไม่ค่อยออกอ่านริมฝีปากแทน จากวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551ถึง ปัจจุบัน เวลารวม 5 เดือน กว่า แต่ดูเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนมีความสุขที่ได้ดูแลพ่ออย่างดีอยู่อย่างมีความหวัง ตั้งเป้าให้สูง “หายเหมือนเดิม” แต่ได้แค่ไหนก็เป็นกำไรแล้ว แม่บอกรอดตายมาได้ ลูกๆก็หวังได้ตอบแทนคุณที่เลี้ยงพวกเรามา ช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นอย่างไรก็ต้องคอยดูพัฒนาการกันต่อไป แต่ที่น่าดีใจเป็นช่วงเวลาที่พ่อจะได้ทำบุญต่อได้ใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน ได้ฟังเทศน์จากทางวิทยุ ก็บอกพ่อว่านอนอยู่ก็ให้ภวนาไปด้วย ฝึกสมาธิไปในตัว เป็นช่วงที่หลานๆ ได้ไปหาเกือบทุกอาทิตย์
ติดตามบทเรียนต่อไปนะคะ
เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ครอบครัวเราก็เคยดูแลพ่อแบบนี้เหมือนกันค่ะ แต่พวกเราเป็นครู ไม่มีความรู้ทางการแพทย์มากนัก จึงดูแลพ่อได้ไม่นาน เอาใจช่วยให้น้องและครอบครัวดูแลพ่อให้พ่อกลับมาเหมือนเดิมนะคะ
สวัสดีค่ะ อ ขนิษฐา
ได้อ่านบทความอาจารย์ใน G2K แล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและผู้ดูแลในลักษณะเดียวกันนี้ จึงขออนุญาตนำบทความดังกล่าวลง web ของเวชศาสตร์ฟื้นฟู ถ้าอาจารย์ช่วยรวบรวมเป็นเรื่องเดียวต่อเนื่องกันได้ จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ จะนำไปให้ทีม PCT-stroke ของโรงพยาบาลวิชัยยุทธอ่านด้วยค่ะ
ขอบคุณนะคะ คุณครูป.1 ที่ให้กำลังใจครอบครัวเรา
สวัสดีค่ะ อ Dr. Sukajan Pongprapai
ยินดีค่ะถ้าบทความดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและผู้ดูแล ที่เขียนเรื่องนี้เพราะได้แรงบันบาลใจจากท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์ถามถึงอาการของพ่อก็เล่าๆให้ฟังและบอกอาจารย์ว่า การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา อาจารย์แนะนำให้เล่าผ่านBlog เพื่อเป็นการชี้นำสังคม ตอนนี้เขียนไว้ทั้งหมด6ตอนในเรื่องพ่อเส้นเลือดในสมองแตก บันทึกผ่านBlogครบหมดแล้ว ตอนที่1บทเรียนเรื่องแรก : ระบบส่งต่อที่ไร้รอยต่อที่ต้องร่วมกันพัฒนา ตอนที่ 2บทเรียนเรื่องที่สอง : ระบบส่งต่อความเสี่ยงที่ควรป้องกัน ตอนที่3 บทเรียนเรื่องที่สาม : การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา ตอนที่4บทเรียนเรื่องที่สี่ : การวางแผนกลับบ้าน ตอนที่5บทเรียนเรื่องที่ห้า : องค์ความรู้จากคนดูแลผู้ป่วย ตอนที่6บทเรียนเรื่องที่หก : ภูมิปัญญาไทยกับการประคบ หลังจากนี้ถ้ามีบทเรียนดีๆก็จะนำมาเขียนต่อค่ะในหัวข้อเดิมนะคะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ และขอให้คุณพ่อมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นและฟื้นตัวในเร็ววันนะคะ
สวัสดีครับอาจารย์ ผมเข้ามาค้นหาข้อมูลและได้เจอเว็บของอาจารย์ผมจึงอยากจะเล่าเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น และสอบถามอาจารย์
พ่อของผมอายุ 52 ปี ออกกำลังกายเสมอ ไม่กินเหล้า ไม่สุบบุหรี่ แข็งแรง มีอาการอ่อนแรง ผมรีบส่ง รพ.อำเภอ ตรวจพบมีอาการทางสมอง ส่งต่อโรงพยาบาลตรัง จากจุดเกิดเหตุ ใช้เวลา 1.5 ช.ม. ถึงหมอผู้เชี่ยวชาญ นพ.รัฐพล รักษาเบื้องต้นเป็นอย่างดีติดตามอาการต่อเนื่อง 4 ทุ่มพ่อไม่มีอาการตอบสนอง หมอพบญาติ ให้ตัดสินใจในการผ่าตัดและอธิบายผลและความรับผิดชอบในการดูและผู้ป่วยหลังผ่าตัด ได้ผ่าตัดนำเลือดออก หลังผ่าตัดดีขึ้นทันที อาการ 5 เดือนแรกเหมือนกับที่อาจารย์เขียนมา แผลที่ผ่าตัดแห้งดีไม่มีอาการแทรกซ้อนและได้ทำกายภาพ นวด ประคบ กินข้าวได้เอง พูดคุย ทำราวให้ฝึกเดิน และยกคอ แต่หลังจากนั้นมีอาการอักเสปที่ผ่าตัดเดิม มันบวมขึ้นมาพ่อมีอาการซึมไม่พูด ทุกสิ่งช้าไปหมด หมอรีบผ่าตัดใส่ท่อในร่างกายเพื่อระบายน้ำที่ทำให้บวม อาการดีขึ้นมาก แต่ไม่พูดอีกเลย ความจำยังคงปกติจำได้ทุกคนแต่ไม่พูด ยกมือไหว้มือเดียว พยักหน้า แต่ช่ากว่าเดิม ต้องให้อาหารทางสาย แต่ดีใจมากที่ยังมีพ่ออยู่ แม่และทุกคนในครอบครัวช่วยดูแลอย่างดี พ่อกับแม่เป็นอาจารย์มัธยม ตอนกลางวันแม่ต้องสอนหนังสือ มีผู้ช่วยดูแลกลางวัน จ้างพิเศษ 1 คน อาบน้ำให้ทุกวัน ดูแลอนามัยให้ทุกอย่าง
ผ่านมาถึงเมื่อวาน 19 เดือน ก่อนหน้า 2 วัน ไปเปลี่ยนสายอาหารที่ รพ.กลับมาไม่ค่อยสบาย ซึม ให้อาหารร่างกายไม่รับ ตัวร้อน เมื่อวานมีอาการช็อก ตัวสั่น รีบส่ง รพ.ใกล้บ้าน หมอบอกมีเลือดออกในกระเพาะ อาการไม่ดีรวดเร็วมาก รีบส่ง รพ.ศูนย์ตรัง อ็อกต่ำ ความดันต่ำ ติดเชื้อในปอด หมอรีบใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้ยากระตุ้น หมอบอกว่าอาการหน้าเป็นห่วง วันนี้หมอลองให้หายใจเองไม่ได้ ต้องใส่เครื่องช่วยต่อไปอีก ลืมตาบ้างแต่ยังไม่ขยับตัว ไม่รับรู้ ร่างกายดูสดใสขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ผมอยากให้พ่อได้กลับบ้านอยู่กันพร้อมหน้าครอบครัว
อาจารย์มีอะไรแนะนำบ้าง ที่ผมจะทำให้พ่อได้ดีกว่านี้ วันนี้ยังไม่สายเกินไป
สวัสดีค่ะ คุณปฏิญญา สากุล
จากประสบการณ์ที่เคยเป็นพยาบาลICUและCCU ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เกือบ9ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระบบสมองก็เพียงฝึกงานและญาติของตัวเองที่เล่ามาแล้ว คิดว่าอาการทางกายของคุณพ่อปฏิญญา คุณหมอผู้รักษาน่าจะให้ข้อมูลได้ดีมากๆเพราะฟังจากการเล่าอาการ อ่านแล้วก็ยังเข้าใจการดำเนินของโรค
จากประสบการณ์ก็มีผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ และระบบอื่นยังไม่ดีเช่นยังมีติดเชื้อในปอด การฝึกหายใจก็ลำบากผู้ป่วยจะเหนื่อ ก็ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปก่อน อย่างคุณพ่อหลังผ่าตัดไข้สูงตลอด ต้องลุ้นทุกวันเมื่อไหร่ไข้จะลงซักที คุณหมอวิสัญญีจะค่อยๆฝึกถ้ารีบกลัวที่ฝึกมาล้มเหลวต้องนับหนึ่งใหม่ บางคนก็ใส่เครื่องช่วยหายใจกันหลายเดือนแล้วแต่โรคและอาการ
การที่หมอบอกว่าอาการหน้าเป็นห่วง ก็เป็นการเตรียมตัวให้ญาติเตรียมใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไป ถ้าเรามีสติเราจะเป็นกำลังสำคัญของแม่ได้ อย่างที่เคยเล่าอาการของผู้ป่วยก็ขึ้นกับการดำเนินไปของโรค ซึ้งแพทย์และพยาบาลจะเป็นผู้ช่วยดูแลให้เรา บทบาทของลูกตอนนี้ทำให้สิ่งที่พ่อเคยชอบและอยากทำเราช่วยทำให้เท่าที่คิดว่าดีที่สุด อย่าลืมดูแลแม่มากๆเพราะถ้าพ่อจากไป แม่ยอมรู้สึกมากกว่าใครๆเพราะอยู่ด้วยกันทุกวัน ถ้าพ่อได้กลับบ้านอยู่กันพร้อมหน้าครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วไม่ต้องเตรียมใจอะไรมาก
การไม่รับรู้ของพ่อ ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาเยอะ เราเชื่อว่าผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว แต่หูจะได้ยินในสื่งที่เราพูด เป็นสิ่งที่ญาติๆต้องช่วยกันกระตุ้นพูดคุยข้างหู ใครมาเยี่ยมก็บอก การนวดฝ่าเท้าก็เป็นการช่วยอีกทางคนปกติยังรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นช่วยกันนวดก็ไม่เสียหาย ล้างมือให้สอาดก่อนเยี่ยมทุกครั้งด้วยนะคะ ดีกว่ายืนมองเฉยๆ นำความเชื่อทางศาสนามาช่วยอีกทาง เช่นสวดมนต์ ตามศาสนาที่นับถือ ก็ต้องดูด้วยว่าพ่อชอบแนวใด เพราะเคยมี ประสบการณ์ให้ผู้ป่วยได้ใส่บาตรแต่ว่าญาติมาบอกว่าผู้ป่วยเกลียดมาก ถ้าแนวพุทธก็จะเชื่อว่าจิตสุดท้ายของผู้ป่วยต้องสงบ โล่ง ว่าง คลายกิเลส ก็จะไปดี จึงออกมาแนวฟังธรรมะกัน และบอกไม่ต้องห่วงลูกหลาน
อะไรก็ไม่แน่ชีวิตคนเรา เคยเจอผู้ป่วยที่ปั้มกันเป็นชั่วโมง อายุมากประมาณ60-70ปี แพทย์ลงความเห็นกันว่าไม่ไหวแล้วอย่างไรก็ปั้มกันไม่ขึ้น เดินออกไปบอกญาติแล้ว น้องก็เตรียมน้ำไว้จะเช็ดตัวให้หลังเสียชีวืต เราทิ้งช่วงเวลาให้ญาติได้อยู่กับผู้ป่วยเพื่อรอให้คลื่นไฟ้ฟ้าหัวใจเป็นเส้นตรวจริงๆ ญาติก็เรียกกันไปเรียกกันมาปรากกฏว่าหัวใจกลับมาเต้นดี รอดกลับไปอยู่บ้านได้2-3ปีก็เสีย ทำงานมาก็เจอผู้ป่วยแบบนี้เพียง2คน อีกคนอยู่ต่อได้เพียง2อาทิตย์ไม่ได้กลับบ้าน
ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากให้เตรียมใจและมีสติตลอดเวลา สติจะช่วยได้ ให้เราผ่านช่วงเวลาต่างไปได้ อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำได้เลยเช่นการทำบุญ แนวพุทธก็ให้อุทิศส่วนบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อเรา ถึงไม่ถึงไม่รู้ มีจริงหรือไม่ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าทำแล้ว สบายใจก็ควรทำนะคะ นี่เป็นห็นหลากหลายแง่มุมของชีวิตคนเรา
ต้องขออนุญาติตอบเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวต้องตื่นตีสี่เพื่อไปประชุมที่กรุงเทพค่ะ ยินดีให้คำแนะนำนะคะ และขอเป็นกำลังใจให้คุณและครอบครัวนะคะ
ขอบคุณอาจารย์มากครับ สำหรับคำตอบและทุกๆ คำแนะนำที่ดี หมอที่รักษาพ่อดูแลเอาใจใส่ดีมากครับ เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เป็นคนตรัง และเป็นหมอประจำที่โรงพยาบาลศูนย์ตรัง โชคดีตอนพ่อไม่สบายหมอเพิ่งไปศึกษาเพิ่มเติมที่เมืองนอกจบกลับมายังไม่นาน ทำให้พ่อได้รับการรักษาจากหมอที่เก่งคนหนึ่ง วันนี้พ่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ไข้ลดลง ลืมตาและขยับแขน หมอกดที่หน้าอกทดสอบความรู้สึกพ่อเอามือมาปัด แสดงว่ามีการตอบสนองรู้สึกดีใจมาก หมอให้พ่อลองหายใจเอง หายใจได้แล้วแต่ยังคงให้เฝ้าระวังเพราะยังหายใจอ่อนแรง สำหรับที่อาจารย์แนะนำมา "กระตุ้นพูดคุยข้างหู ใครมาเยี่ยมก็บอก การนวดฝ่าเท้าก็เป็นการช่วยอีกทางคนปกติยังรู้สึกผ่อนคลาย" ผมจะลองทำให้พ่อ น่าจะรู้สึกผ่อนคลายและสบายขึ้นจริง สิ่งที่ครอบครัวเชื่อทำให้กับพ่ออยู่เสมอคือ ขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมและเทพทุกองค์ ทำบุญให้พ่อและอุทิศส่วนบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ทำอยู่เสมอ และทำทันทีทุกครั้งที่พ่อไม่สบาย โชคดีครับวัดอยู่หน้าบ้าน วัดตรังภูมิ ตอนพ่อเข้าห้องผ่าตัดครั้งแรก ผมมี 3 คนพี่น้อง สนิทกัน รักและสามัคคีกันมาก ผมคนโตเรียนจบวิศวะที่พระจอมเกล้ากลับมาช่วยกิจการที่บ้าน น้องชายคนกลางเรียนจบ ป.โท คนเล็กจบกฏหมายแล้ว ทำงานที่สำนักงานอัยการสูงสุดที่รัชฎาทั้ง 2คน ผมส่งข่าวไปบอก ลางานกลับทันที ต้องขอบคุณอธิบดีที่เข้าใจบอกกลับไปได้เลยเรื่องงานไม่ต้องห่วงกลับไปดูแลพ่อก่อน กลับมาถึงพ่ออยู่ในห้องผ่าตัด ร้องทุกคนด้วยความเป็นห่วง ยกเว้นแม่เข้มแข็งมากครับ ช่วยนั่งสวดมนต์หน้าห้องหมดเลย รวมทั้งญาติๆ แม่บอกให้สวดคาถาชินบัญชรแม่บอกว่าช่วยได้ ผมไม่รู้ครับว่าดียังงัยแต่เชื่อแม่ครับท่องอย่างเดียวเลย นึกอย่างเดียวคือพ่อต้องกลับมา จนหมอออกมา 2.00 บอกว่าการผ่าตัดผลดีทุกอย่าง ตื่นขึ้นมาพูดคุยกันได้ จนถึงตอนพ่อกลับบ้านก็เปิดธรรมะ บทสวดเจ้าแม่กวนอิมให้ฟังทุกวัน อาจารย์พูดถูกครับสิ่งที่ทำแล้วสบายใจทำไว้ก่อนเพื่อรักษาจิตใจของผู้ป่วยและของเราเองด้วย
ขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง รบกวนแค่นี้ครับ
คุณ ปฏิญญา สากุล
ยินดีด้วยนะคะที่คุณพ่อตอบสนองแล้ว ของเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ คุณปฏิญญา ได้คะแนนการประเมินความรู้สึกตัวเพิ่มขึ้น นะคะ ถ้าไข้ลงทุกอย่างน่าจะดีขึ้นค่ะ
ก่อนหน้านี้พ่อปวดศีรษะ เจ็บต้นคอ เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 8 มิย 52 ต่อมาเปลี่ยนรพ.เนื่องจากโรงบาลเดิมไม่มีฉีดสี ตอนนี้พ่อป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช หมอทำCTแล้ว แต่หมอบอกว่ายังไม่เห็นมีเส้นเลือดโป่งพอง ต้องรอทำซำอีก 1 ครั้ง ตอนนี้พอชอบโวยวายเนื่องจากถูกมัด จำอะไรก็ไม่ค่อยได้ จำได้ประมาณ 40เปร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
สวัสดีค่ะคุณรตาพร
ขอโทษนะคะที่ตอบช้ามาก จันทร์ที่ผ่านมาถึงวันนี้งานยุ่งมากๆกลับบ้านตอนหนึ่งทุ่มทุกวัน พึ่งจะได้มีโอกาสเปิดอ่านคืนนี้เอง ขอเป็นกำลังใจนะคะ ช่วงนี้คงต้องอดทนรอผลการรักษา เข้าใจความรู้สึกนะคะ อาการคุณพ่อเป็นอย่างไรแล้วตอนนี้ ยินดีเป็นที่ปรึกษาและกำลังใจนะคะ โรงพยาบาลมหาราช เป็นโรงพยาบาลใหญ่เชื่อว่าทีมแพทย์พยาบาลรวมทั้งเครืองมือต่างๆคงพร้อม เชื่อมั่นในทีม แล้วทุกอย่างจะค่อยๆคลี่คลายนะคะ
สำหรับผู้อ่านบันทึกนี้
ท่านใดที่มีปัญหาคล้ายๆกันยินดีให้คำปรึกษานะคะ ในฐานญาตินะคะ เข้าใจความรู้สึกของญาติๆที่กังวล สามารถให้คำแนะนำตามประสบการณ์นะคะ ถึงแม้ไม่ใช่ผู้เชียวชาญทางสมอง
มี2-3ท่านที่ส่งmail มาถาม แต่อาจตอบช้าไปหน่อยเพราะไปอบรมหลายๆวัน
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีคุณชาตรีจากกรุงเทพโทรมาปรึกษาอาการคุณแม่อายุ82ปี ก็แนะนำและให้กำลังใจในการดูแล คุณแม่คุณชาตรีอยู่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เวลาแพทย์ให้ญาติทำใจ ใจญาติก็ตกไปด้วย ก็บอกว่าเวลาแพทย์ให้ญาติทำใจ เป็นสิ่งที่ดีเมื่อเกิดอะไร จะได้มีสติ และสามารถจัดการเรื่องต่างๆยามฉุกเฉินได้ แต่ถ้าญาติเราดีขึ้นก็โชคดี คุณชาตรียังขออัดเสียงเพื่อเปิดให้ญาติๆฟังเพราะกลัวอธิบายไม่ถูก ได้แนะนำให้รวมญาติให้พร้อมๆและนัดเวลาขอคุยกับแพทย์พร้อมๆกัน ยิ่งถ้าบ้านใดญาติเยอะคุย ฟังพร้อมกันจะดีกว่า ดีกว่าใครเข้าไปเยี่ยมก็ถาม ฟังพร้อมๆกันจะได้ฟังอธิบายยาวๆ
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 คุณพ่อมีอาการดีขึ้นพูดคุยดี แต่มีหลงบ้าง แต่ก็น่ารักดี พอตกเย้นอาการไม่ดีจึงต้องเข้าไอซียู มีปัญหาตรงที่หมอทำCTแต่ไม่เห็นเส้นเลือดโป่งพอง แต่หมอบอกว่ามีอาการเหมือนเส้นเลือดโป่งพองแล้วตีบ ฉีดสีไม่ได้เนื่องจากพ่อมีถุงน้ำในไต ดังนั้นหมอจะทำMRA สงสารพ่อมากเลย ตอนนี้รออยู่จนกว่าพ่อจะแข็งแรงขึ้นแล้วหมอถึงจะทำให้ เวลามีคนมาเยี่ยมพ่อจะร้องไห้ตลอดเวลาสงสารพ่อกับแม่มากเลย แต่หมอให้กำลังใจดีมากหมอบอกว่าจะสู้แม้จะเสียเปรียบไปบ้าง อนาคตอาจจะต้องเจาะคอ อยากรู้ว่าลูกจะปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้กำลังใจพ่อโดยที่พ่อรับรู้ได้ช่วยตอบด้วยนะคะ อยากให้พ่อมีกำลังใจ
สวัดีค่ะ คุณรตาพร บุญเคหา
การให้กำลังใจกันมีหลายรูปแบบเช่นการพูดคุยให้กำลังใจกัน ให้สู้ ให้อดทน การสัมผัสเป็นสื่อที่ดี เป็นสื่อทางใจรับรู้ได้ด้วยใจ ยิ่งถ้าเป็นคนครอบครัวเดียวกันน่าจะสื่อถึงกันง่าย การจับ การนวด ดีกว่าการพูดเฉยๆ การพูดกับคนรู้ตัวไม่รู้ตัว ก็ยังดีกว่ายืนมองเฉยๆ การอยู่เป็นเพื่อน การนั่งจับมือ ก็เป็นการส่งกำลังใจอีกทางนะคะ เหมือนตอนเราไม่สบายเรายังอยากให้มีคนอยู่เป็นเพื่อน แต่เราก็อาจไม่อยากคุยเพราะเราอ่อนเพลียเราอยากนอน แต่พอมีเพื่อนอยู่เราก็อุ่นใจเช่นกัน ถ้าเป็นเด็กก็อยากให้แม่กอด ผู้ป่วยหลายคนที่ระยะสุดท้ายบางคนอายุ80กว่ายังเรียกหาแม่ให้ช่วยเลย ทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าทำแล้วสบายใจ และอย่าลืมดูแลคุณแม่ด้วยนะคะเพราะเค้าอยู่ด้วยกันมาก็จะทุกข์เหมือนกัน ให้กำลังใจคุณแม่ด้วยนะคะ ครอบครัวใดเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ เป็นธรรมชาติ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตอนนี้ครอบครัวพวกเรากำลังอยู่ในช่วง มีคนเจ็บนะคะ มีสติและทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ เกิดอะไรขึ้นที่ไม่คาดฝันเราจะสามารถผ่านไปได้ค่ะ
เรื่องเจาะคอไม่ต้องกังวลนะคะ การเจาะคอจะทำให้ดูแลง่าย ผู้ป่วยก็สบายปากไม่ต้องนอนคาบท่อช่วยหายใจ เมื่อหายใจเองได้แพทย์เอาท่อที่คอออก แผลก็จะปิดและพูดออกเสียงได้เหมือนเดิมค่ะ ยกเว้นแต่พูดไม่ค่อยมีเสียงเอง
ขอเป็นกำลังใจสู้ๆนะคะ
วันนี้ตอนเช้าคุยกับหมอ หมอบอกว่าพ่ออาการไม่ค่อยดี ต้องทำการเจาะคอวันนี้ สงสารพ่อจัง ผลเอ็กซเรย์ พบว่ามีอาการหลอดเลือดตีบหลายแห่ง แขนขาอ่อนแรง แต่ยังไม่เห็นต้นตอหรือสาเหตุ ทำให้ยังผ่าไม่ได้ แต่เราอยากให้หมอผ่าพ่อมากเลย อยากให้พ่อหายเป็นปกติ หมอเชิดศักดิ์ท่านดีมากท่านห่วงญาติมากกว่าคนไข้อีก บอกว่าให้อดทนและมีหนทางรักษาให้หาย ขอให้อดทน ทำหน้าที่ของตัวเองไป จะพยายามอดทนค่ะ หลังจากพ่อเจาะคอหนูจะดุแลพ่อหย่างไรคะ
สวัสดีค่ะ คุณรตาพร บุญเคหา
ขอเป็นกำลังใจนะคะ ก็อย่างที่คุณหมอบอกให้อดทนและคุณหมอก็พยายามหาวิธีรักษาที่ดีที่สุดให้อยู่แล้ว ขอให้อดทน ทำหน้าที่ของตัวเองไป
หลังจากเจาะคอ พยาบาลจะสอนการดูแลผู้ป่วยให้กับญาติหรือคนดูแลผู้ป่วยให้อยู่แล้ว สอนก่อนกลับบ้าน หรือสอนระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลเพื่อมั่นใจว่าญาติทำได้เมื่อกลับบ้าน เพื่อญาติๆจะได้ดูแลเป็นค่ะ ตอนนี้อย่าพึ่งกังวล ค่อยๆเรียนรู้ไปทีละขั้นทีละตอน นะคะทุกอย่างมีทางออกเสมอค่ะ
ตอนนี้หมอพาพ่อไปเจาะคอ แล้วค่ะ พี่มีนิทาน เรื่องเล่าคำสอนดี ๆ ไหมคะ หนูอยากเอาไปอ่านให้พ่อฟัง ขอบคุณคะ
ทุกครั้งที่บีบนวด จำขาพ่อยก พ่อจะร้องให้ สงสัยพ่อเริ่มรู้สึกว่าแขนขาไม่มีเรี่ยวแรงใช่ไหมคะ
อยากทราบว่าบางคนเจาะคอแล้วต้องซื้ออุปกรณ์กลับไปทำเองที่บ้าน แต่บางคนก็เย็บปิดคออย่างนั้นหรือคะ มันต่างกันอย่างไร
ขอบคุณมากนะคะเอาไปให้น้องสาวอ่าน น้องสาวชอบมากและมีกำลังใจขึ้นมากเลยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณรตาพร บุญเคหา
พี่ไม่มี นิทาน หรือเรื่องเล่าคำสอนดี ๆ หรอกค่ะ ถ้าจะแนะนำควรอ่านในสิ่งที่พ่อชอบ หรือทำให้สิ่งที่พ่อชอบเช่นชอบฟังเพลงก็เปิดเพลง ชอบฟังข่าวก็เปิดข่าว เดี๋วยนี้หลายที่ก็ให้นำอุปกรณ์เช่นวิทยุเล็กๆเข้าICUได้ บางที่มีบริการให้
ส่วนเรื่องการเตรียมอุปกรณ์ ถ้าต้องมีหลอดคอกลับบ้านด้วยและผู้ป่วยมีเสมหะมากก็ต้องมีเครืองดูดเสมหะ มีหลายราคาตั้งแต่6พันถึงหมื่นกว่าบาท การจะปิดหลอดคอก็ต่อเมื่อผู้ป่วยหายใจเองได้ดี ไม่มีเสมหะ ถ้ามีเสมหะบ้างต้องมั่นใจว่าสามารถไอออกเองได้เมื่อเอาหลอดคอออกแพทย์ก็เพียงดึงออก แผลหลอดคอจะค่อยๆติดเองโดยไม่ต้องเย็บค่ะ
ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ต้องกังวลถ้าได้กลับบ้านพยาบาลจะสอนทุกอย่างให้ทั้งหมดตั้งแต่การดูดเสมหะ ญาติจะได้ลองทำตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลและมั่นใจว่าทำได้ บางคนมีปัญหาการกลืนได้รับอาหารทางสายยาง ก็จะได้รับการสอนเรื่องการให้อาหารทางสายยางรวมทั้งการทำอาหารเหลวค่ะ
พี่ไปจัดOD 2วันไม่สามารถอ่านบันทึกได้ แล้วกลับมาจะมาเปิดอ่านต่อค่ะ
เมื่อวานพ่อรู้สึกตัวแล้วค่ะ แต่หนูรำคาญญาติมากเลยบางคนที่มาเยี่ยมก็จะตกอกตกใจกับสภาพที่เห็นเช่น อ้าบทำไมเจาะคอ อ้าวทำไมกำมือไม่ได้ แขนขาไม่มีแรง พ่อก็ร้องไห้ใหญ่เลย ปกติเมื่อเห็นใครมาเยี่ยมก็จะร้องไห้อยู่แล้ว ยิ่งเจอคำพูดแบบนี้ก็ร้องใหญ่เลย แต่เมื่อพ่ออยู่กับหนูกับน้อง ชวนคุยเรื่องอะไรที่พ่อชอบ พ่อก็จะตอบรับ พยักหน้า ส่ายหน้าได้ โดยไม่ร้องไห้ พ่อชอบให้หนูลูบหรือจับที่หน้าผากแล้วพ่อก็จะนอนหลับ เวลาหมดเวลาเยี่ยมก่อนออกจากห้งไอซียู ก็ต้องแอบย่องออกมาไม่กล้าบอกพ่อกลัวแกจะร้องไห้ พยาบาลบอกว่าพ่อจะไม่โต้ตอบกับพยาบาล แต่เมื่อเห็นพ่อคุยกับลูกๆ ก็แปลกดี ตอนนี้ก็ขอให้มันมีปาฏิหารย์ด้วยเถอะโอม.....เพี้ยง...
สวัสดดีค่ะ น้องรตาพร
ขอเป็นกำลังนะคะ ญาติหลายๆคนก็เป็นแบบนี้ อาจเป็นเพราะเค้าคาดหวังมาก และคิดว่าญาติตัวเองต้องอาการดีขึ้นร็วๆ โดยไม่รู้อาการของโรดที่บางครั้งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะหายจะดีในกี่วัน ถ้าญาติที่มีความเข้าใจก็จะไม่ตกใจกับสภาพที่เห็น ที่เป็น ต้องแนะนำญาติให้พูดให้กำลังใจผู้ป่วยนะคะ ไม่ต้องไปดาดคั้นกับแพทย์ พยาบาล ว่าจะหายเมื่อไหร่ ให้เชื่อมั่นว่าทีมแพทย์ พยาบาล จะดูให้ดีที่สุด