การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา

            ผู้เขียนอยากเล่าเรื่อของพ่อที่เส้นเลือดในสมองแตกให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพราะมีบทเรียนรู้หลายๆอย่างและคงเป็นประโยชน์กับบุคลากรทางสาธารณสุขและญาติผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกหลายๆราย แต่ที่รอเวลาผ่านมา 5 เดือน กว่าเพราะอยากจะเล่าตั้งแต่แรกจนอาการในปัจจุบันนี้

บทเรียนเรื่องที่สาม  :  การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา

            เมื่อถึงโรงพยาบาลด้วยความกรุณาของอาจารย์นายแพทย์องอาจ  เลิศขจรสิน หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ และอาจารย์นายแพทย์พีระพงศ์ เธียราวัฒน์ ก็มาช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจและดูอาการและ Admit เข้า ICU จาก film X-ray เลือดออกในสมองไม่มากแต่ทำไมคะแนนได้เพียง 3 คะแนน อาจารย์ให้สังเกตอาการดูก่อน พอวันที่ 22 พ.ย. 51 เป็นวันเสาร์ญาติก็มาเยี่ยมที่ ICU คุณอาบอกว่าไปดูดวงพ่อมั้ยอาจะพาไป เรื่องดูดวงผู้เขียนก็ไม่อยากดู แต่พอบอกไปทำบุญกัน ก็โอเคไม่เสียหาย อย่างน้อยแม่จะได้สบายใจเป็นช่วงรักษาใจแม่มากกว่า ก็พากันไปพบพระ ท่านก็บอกให้รีบทำบุญปล่อยปลาถวายพระแทนผู้ป่วยเพื่อเป็นทางสว่างในการเห็นแนวทางต่อไป อาการเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถตอบได้ พระท่านมีลูกศิษย์เป็นหมอฟังอาการที่เล่าก็เข้าใจว่าหนักก็เน้นให้เราทำบุญ ไม่ทำนายว่าอาการเป็นอย่างไร พอกลับจากวัดน้อง ICU บอกว่า อาจารย์พีรพงศ์ ให้ไปทำ CT ซ้ำ ถ้าคนเชื่อเรื่องการทำบุญก็ผูกเรื่องได้เป็นเรื่องเป็นราว จังหวะคงตรงกันพอดี ถ้าไม่ผูกเรื่องให้เข้ากัน อาจารย์พีระพงศ์ก็ต้องมาตามอาการอยู่แล้ว ปรากฏว่าผลออกมาเลือดออกในสมองเพิ่มมากขึ้นจนสมองถูกเบียดไปข้างหนึ่ง อาจารย์นัดผ่าตัดด่วน วันนั้นตอน 15.00 น.ซึ้งเป็นวันเสาร์ ระหว่างผ่าตัดสมองใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชม. จะทำอะไรหละนั่งรอก็เครียด วิธีรักษาใจญาติก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ทุกๆที่ใน มน. ได้ผลดีเยี่ยมเพราะขอไว้หมดแล้ว พ่อเราต้องปลอดภัยแน่ๆ การทำสิ่งใดๆก็ตามเป็นการรักษาใจญาติมากกว่าเพราะอาการของพ่อขึ้นกับตัวผู้ป่วยและผลการรักษามากกว่า

            หลังผ่าตัดไป 15 วัน ผู้ป่วยก็ยังไม่ตื่นญาติๆมาเยี่ยมก็ถามอาการ ทำไมไม่ดีขึ้นจะทำอย่างไร ผู้เขียนก็บอกว่าต้องใจเย็นๆ และญาติอีกคนก็บอกว่าตอนคุณย่าของเค้าก็เป็นแบบนี้ผ่าแล้วนอนอยู่ ICU 1 เดือน ไม่ตื่นสุดท้ายก็เสียใน ICU แต่ผู้เขียนบอกแม่เสมอว่าต้องตื่นเพราะพวกเรามีประสบการณ์ดูลุงที่เป็นพระที่ญาติๆบอกว่าปล่อยไปเถอะเค้าไม่มีลูกจะลำบากไม่มีคนดูแล ตอนนั้นผู้เขียนเป็นพยาบาลอยู่ที่จุฬาได้ 3-4 ปี ก็ไม่ยอม การดูแลต้องดูแลกันให้ถึงที่สุด สุดท้ายอยู่โรงพยาบาลหลายเดือน เจาะคอ ญาติเอากลับมาดูแลท่อที่บ้าน เดินได้แถมยังมาแบ่งนาให้ทุกทุกคนได้ แม่ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง เพราะได้นามาด้วยก็มีกำลังใจและเชื่อมั่น ผู้เขียนบอกทุกคนไว้เราต้องตั้งเป้าไว้สูงๆว่าต้องหาย  เราจะได้ทุ่มเทในการดูแลและไม่ต้องถามว่าจะกี่เปอร์เซ็นเพราะแพทย์ก็ดูตามอาการและประสบการณ์บางทีก็ไม่สามารถฟันธงได้หรอกเพราะแต่ละรายไม่เหมือนกัน คุณแม่ก็อยากให้ช่วยเต็มที่ถามหมอมียาอะไรช่วยไหม ซึ่งอาจารย์คิดว่ายาไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก แต่พวกเราก็ยอมจ่าย ซื้อมา 1 คอร์ส เป็นอาหารให้สมองเมื่อให้แล้วไม่มีผลเสียแต่จะช่วยอะไรได้หรือไม่ก็ไม่รู้เสียอย่างเดีวยแพง “แต่ช่วยให้แม่แล้วใจมากกว่า” ก็ได้ทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว วันรุ่งขึ้นเริ่มลืมตา หลังจากนั้นคุณพ่อก็อาการดีขึ้นคงได้ช่วงเวลาที่สมองฟื้นตัวดีขึ้น ก็อยู่ ICU ไป 1 เดือน และอยู่ที่ Ward ไปอีก 1 เดือน และได้กลับบ้าน

              บทบาทของญาติในการมีส่วนร่วมในการรักษาระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ช่วงอยู่ ICU หลังผ่าได้คะแนนเพิ่มจาก 3 เป็น 4 คะแนน เป็นเวลา 15 วัน ญาติต้องกระตุ้นผู้ป่วยมิใช่ให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลเท่านั้น ผู้เขียนจะดึงความรู้ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาใช้ เช่น พูดข้างหู ให้ฟังเทศน์หลวงปู่จันทรา วัดป่าเขาน้อย ที่พ่อไปสร้างกุฏิพระไว้ ให้ฟังเพลงจากวิทยุ นวดฝ่าเท้าทุกครั้งที่เข้าเยี่ยม นำพระคล้องคอที่เคยคล้องมาให้ พาสวดมนต์ก่อนนอน  บทบาทของญาติในการมีส่วนร่วมในการรักษาระหว่างที่อยู่ที่หอผู้ป่วยเป็นปากเป็นเสียงแทนผู้ป่วย เช่น ขอให้ฝึกผู้ป่วยทานอาหารทางปากเพราะถ้าทานเองทางปากได้ กลับบ้านญาติก็สบายไม่ต้องให้อาหารทางสายยาง และคอยเปลี่ยนสาย คนเฝ้าผู้ป่วย หรือญาติที่อยู่ตลอดเวลาสามารถช่วยกันประเมินอาการผู้ป่วยได้ อย่ากลัวที่จะเสนอความเห็นต่อบุคลากรทางการแพทย์

           เมื่ออยู่ที่โรงพยาบาล 2 เดือนและพอได้กลับบ้านและมาตรวจตามนัด อาจารย์บอกว่าหลอดคอที่ช่วยหายใจ หลังกลับบ้านอีก 2 เดือนค่อยเอาออกเมื่อมีอาการดีขึ้น วันที่ 17 มีนาคม 2552 แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เดือนครึ่ง จากประสบการณ์ของน้าเยาว์และคุณแม่ที่ดูแลเห็นว่าดีขึ้นอยากให้เอาออกหลอดคอที่ช่วยหายใจออกจะได้ดูแลง่ายขึ้น ก็ขอให้อาจารย์เอาออกให้ ตอนแรกกะว่าจะให้นอนสังเกตอาการ 1 คืน เผื่อฉุกเฉินจะได้ใส่ทัน ปรากฏว่าเอาออกคุณพ่อหายใจดี ก็เลยได้กลับบ้านไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

           วันที่ 21  มีนาคม  2552 หลังเอาออกประมาณ 5 วัน พูดมีเสี่ยงเล็กน้อย พูดคำว่า กล้วยได้ เจ็บมากได้  วันที่ 5  เมษายน  2552  พัฒนาการดีมาก ถามหลานได้ทำงานอะไรได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ถ้าคนในบ้านคุยด้วยก็ไม่ได้คุยตอบ คงเป็นบางช่วงจังหวะที่อยากพูด ผู้เขียนบอกว่านอนเฉยๆ เดี๋ยวความจำไม่ดีต้องหัดบวกเลขและคิดโจทย์

1+1 เป็นเท่าไหร่  2+2  เป็นเท่าไหร่...........

1+9  เป็นเท่าไหร่ 2+8  เป็นเท่าไหร่...........

ก็ตอบได้หมดแต่เสียงยังไม่ค่อยออกอ่านริมฝีปากแทน  จากวันที่  21  พฤศจิกายน  2551ถึง       ปัจจุบัน เวลารวม 5 เดือน กว่า แต่ดูเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนมีความสุขที่ได้ดูแลพ่ออย่างดีอยู่อย่างมีความหวัง ตั้งเป้าให้สูง  “หายเหมือนเดิม”   แต่ได้แค่ไหนก็เป็นกำไรแล้ว แม่บอกรอดตายมาได้ ลูกๆก็หวังได้ตอบแทนคุณที่เลี้ยงพวกเรามา ช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นอย่างไรก็ต้องคอยดูพัฒนาการกันต่อไป แต่ที่น่าดีใจเป็นช่วงเวลาที่พ่อจะได้ทำบุญต่อได้ใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน ได้ฟังเทศน์จากทางวิทยุ ก็บอกพ่อว่านอนอยู่ก็ให้ภวนาไปด้วย ฝึกสมาธิไปในตัว เป็นช่วงที่หลานๆ ได้ไปหาเกือบทุกอาทิตย์

             ติดตามบทเรียนต่อไปนะคะ