ในร่างกฎกระทรวงข้อ ๓ ที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา มีดังต่อไปนี้
๓.๑ ผู้เก็บรักษาหนังสือแสดงเจตนาของผู้ใดไว้ เมื่อผู้แสดงเจตนาเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาลใด ให้แสดงหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วย หรือข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขของสถานพยาบาลนั้นโดยไม่ชักช้า และให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขนำหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยเก็บเข้าในแฟ้มเวชระเบียนของผู้ป่วย พร้อมทั้งให้รายงานให้ผู้บริหารสถานพยาบาลนั้นได้ทราบ
กรณีที่ผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตและมิได้ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาเมื่อผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล ให้ส่งคืนหนังสือแสดงเจตนานั้นแก่ผู้ป่วย
๓.๒ ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะดีพอที่จะสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามปกติ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาผู้ป่วย ทำความเข้าใจโดยอธิบายภาวะและความเป็นไปของโรคของผู้ป่วยให้ผู้ป่วยทราบ พร้อมทั้งขอคำยืนยันการปฏิเสธบริการสาธารณสุขตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว รวมทั้งอธิบายถึงวิธีปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนานั้นให้ผู้ป่วยเข้าใจให้ชัดแจ้ง
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่อยู่ในภาวะที่จะรับรู้ สื่อสารกับผู้อื่นได้ตามปกติ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาผู้ป่วยดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา
๓.๓ ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะดีพอที่จะสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามปกติ และผู้ป่วยมีความประสงค์จะทำหนังสือแสดงเจตนาที่สถานพยาบาล ก็ให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องให้ความสะดวกตามสมควร ดังนี้
ก. อำนวยความสะดวกในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วย โดยอาจจัดเตรียมแบบฟอร์มหนังสือแสดงเจตนาที่สถานพยาบาลจัดทำขึ้น
ข. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยในการทำหนังสือแสดงเจตนาตามข้อ ๒
๓.๔ กรณีที่มีปัญหาการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา หรือการตีความหนังสือแสดงเจตนา ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาผู้ป่วย ควรปรึกษาหารือกับบุคคลใกล้ชิดตามข้อ ๒.๒ หรือญาติผู้ป่วย เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลรักษาต่อไป โดยควรทำการรักษาเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
๓.๕ ในกรณีที่ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ให้หนังสือแสดงเจตนามีผล ก็ต่อเมื่อผู้นั้นพ้นจากสภาพการตั้งครรภ์
ร่างกฏกระทรวงฉบับนี้กำหนดบทบาทของบุคลากรสุขภาพไว้ชัดเจน โดยเฉพาะแพทย์
ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- อธิบายภาวะและความเป็นไปของโรคของผู้ป่วยให้ผู้ป่วย
- ขอคำยืนยันการปฏิเสธบริการสาธารณสุขตามหนังสือแสดงเจตนา
- อธิบายถึงวิธีปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนานั้นให้ผู้ป่วยเข้าใจให้ชัดแจ้ง
- ดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา
- ควรปรึกษาหารือกับบุคคลใกล้ชิดตามข้อ ๒.๒ หรือญาติผู้ป่วย ในกรณีมีปัญหา
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาล
- นำหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยเก็บเข้าในแฟ้มเวชระเบียนของผู้ป่วย
- รายงานให้ผู้บริหารสถานพยาบาลนั้นทราบ
- อำนวยความสะดวกในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วย
- จัดเตรียมแบบฟอร์มหนังสือแสดงเจตนาที่สถานพยาบาลจัดทำขึ้น
- ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยในการทำหนังสือแสดงเจตนา
การกำหนดบทบาทของบุคลากรสุขภาพไว้เช่นนี้ บางคนอาจจะมองว่า เอางานมาเพิ่มอีกแล้ว แล้วอาจจะคัดค้านหรือไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้องมีระบบเตรียมการและสนับสนุนให้ เข่น การจัดอบรม เพื่อให้สามารถดำเนินการตามกฏกระทรวงได้
ผมคิดถึงกรณี การชันสูตรศพ ที่กำหนดบทบาทของแพทย์เอาไว้ แล้วก็เป็นปัญหาความไม่พร้อมมาถึงทุกวันนี้
อีกเประเด็นหนึ่งที่ผมอยากให้มี แต่ไม่ทราบว่าจะอยู่ในกฏกระทรวงนี้หรือไม่ ก็คือ ในกรณีที่คนไข้ไม่ประสงค์จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น การแสดงด้วยวาจา ควรดำเนินการอย่างไร ทั้งผู้แสดงเจตจำนง และบุคลากรสุขภาพ
ผมเห็นว่าการแสดงเจตจำนง กระบวนการสำคัญกว่าเอกสาร
ประกอบด้วย
- บุคลากรสุขภาพให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของคนไข้ ผลของการดูแลรักษาและไม่รับการดูแลรักษา และทางเลือกของการดูแลรักษา
- คนไข้และครอบครัวได้แสดงเจตจำนงที่จะรับหรือไม่รับการดูแลรักษานั้นๆอย่างเป็นอิสระ
เพราะ
-
บางครั้ง เมื่อผ่านกระบวนการมาทั้งหมด แต่คนไข้ไม่อยากเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ไม่ได้บันทึกเอาไว้ เจตนาที่สำคัญของคนไข้ไม่ได้รับการบันทึกหรือถ่ายทอดให้ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆทราบ
- วัฒนธรรมการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ยังไม่ค่อยเข้าเนื้อในวัฒนธรรมไทย เช่น กลัวเป็นการแช่งตัวเอง เป็นการผูกมัด ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกร็ง คนไข้กลัวว่าแพทย์จะมาไม้ไหน แพทย์ก็กลัวเหมือนกัน
- ในสหรัฐอเมริกาเอง ที่สังคมมีความเป็นปัจเจกสูงและมีกรอบกม. กำหนด คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำเป็นหนังสือฯ
- การมุ่งแต่เอกสาร โดยกระบวนการไม่ได้ทำ ทำไม่ครบ หรือถูกบิดเบือนไป จะเกิดอันตรายได้ง่าย ตัวอย่างที่พบอยู่ในปัจจุบัน คือ การเขียนใบยินยอมของคนไข้เมื่อเข้าโรงพยาบาล โดยให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เป็นคนบอกให้คนไข้ลงนาม โดยไม่ได้อธิบายอะไร
- หากมุ่งแต่เอกสาร แล้วคิดว่าเป็นเรื่องยาก ก็เลยไม่ทำเสียเลย
สามารถอ่านรายละเอียดของพ.ร.บ. กฏกระทรวง และโครงการเพิ่มเติมได้ ที่นี่
หนูว่าประเด็นที่อาจารย์ทิ้งไว้น่าสนใจค่ะ
หนูเคยมี case ที่ญาติทิ้งขว้างขนาด NR ทางโทรศัพท์ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวไปแล้ว
เกิดปัญหาว่าใครจะลงนาม แต่แล้วราวกับโชคชตากลั่นแกล้ง(สงสัยแกล้งญาติผู้ป่วย)หลัง NR ผู้ป่วยกลับดีขึ้นค่ะตอนนี้ยัง Admit อยู่ที่โรงพยบาลดีขึ้นมากช่วยตัวเองได้กินข้าวเองได้ค่ะ