เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุดมศึกษา (๔)
การทำให้กิจกรรมอุดมศึกษาเป็นของคนทุกกลุ่มอายุ (Education for All) ของทุกภาคส่วน (sector) ในสังคมไทย
กระบวนทัศน์เดิมของอุดมศึกษาคือสถานที่ที่คนอายุ ๑๗ – ๒๔ มาเข้าชั้นเรียนและทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่ “บัณฑิต” หรือในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้ปริญญา ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมฐานานุภาพได้อย่างมั่นใจตนเอง
อาจมีคนที่อายุมากกว่านี้บ้าง มาเรียนระดับบัณฑิตศึกษา และอาจมีหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นบ้าง ตั้งแต่ ๑ วัน ไปจนถึงเป็นเดือน แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็นับว่ามีน้อยมาก กว่าร้อยละ ๙๐ ของกิจกรรม และการใช้ทรัพยากร เพื่อคนช่วงอายุ ๑๗ – ๒๔ นี่คือกระบวนทัศน์เดิม
กระบวนทัศน์ใหม่คือ มีคนทุกกลุ่มอายุมาใช้บริการของสถาบันอุดมศึกษา ในกิจกรรมด้านการเรียนรู้และการค้นคว้าหาความรู้ที่หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเรียนจบปริญญาไปแล้ว ต้องกลับเข้ามาเข้ากระบวนการ retooling เพราะความรู้หรือเทคนิคหรือวิธีการที่เคยเรียนจบไปเมื่อ ๕ – ๑๐ ปีที่แล้วมันเก่าและล้าสมัย ความรู้ใหม่ เทคนิคใหม่มันทรงอานุภาพกว่าที่เคยเรียนอย่างเรียกได้ว่าคนละโลก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องให้บริการผลัดเปลี่ยนชุดของความรู้แก่ผู้จบปริญญาแล้วด้วย กว่าร้อยละ ๕๐ ของทรัพยากรของระบบอุดมศึกษา ใช้เพื่อการ retooling นี้
ที่สำคัญ สถาบันอุดมศึกษาต้องมีวิธีทำงานแบบใหม่ ที่จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาอยู่ที่ขอบฟ้าใหม่ หรืออยู่ที่แนวหน้าของความรู้ใหม่ ที่จะ retool คนทำงานได้อย่างแท้จริง นั่นคือสถาบันอุดมศึกษาต้องทำงานพัฒนาความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี เป็นหุ้นส่วนหรือภาคีของภาคชีวิตจริง (real sector) คือสถาบันอุดมศึกษาต้องสร้างและสั่งสมความรู้ทั้งที่เป็นทฤษฎี และที่เป็นความรู้ปฏิบัติ
ในกระบวนทัศน์ใหม่นี้ จะต้องตีความ หรือให้ความหมายของ “อาจารย์” เสียใหม่ ไม่ให้คับแคบอยู่แค่คนที่เป็นอาจารย์ประจำ ผมเดาว่าในอนาคตอันใกล้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาจารย์ประจำ และบทบาทของอาจารย์ประจำก็จะเปลี่ยนไปมาก ทั้งหน้าที่วิจัยจากโจทย์ของ real sector และหน้าที่ทำงานเป็นทีม เป็น virtual institute
ถ้าเรากล้าออกจากกระบวนทัศน์ใหม่ เราจะพบว่ามีโอกาสสร้างสรรค์สถาบันอุดมศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด โดยใช้ความเป็น Learning Organization หมุนกิจกรรมปฏิบัติ-ทำงานเป็นเครือข่าย-เรียนรู้ ยกระดับขีดความสามารถของสถาบันอุดมศึกษา จะเป็นงานที่สนุก ท้าทาย และเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขอบเขต
ที่จริง เวลานี้สถาบันอุดมศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยได้ก้าวไปสู่ลูกค้า/นักศึกษาวัยทำงานแล้ว แต่เป็นการเน้นที่โอกาสหารายได้เป็นหลัก สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าผู้จบการศึกษาจะมีคุณภาพจริงหรือ บางแห่งยอมให้มี conflict of interest อย่างโจ๋งครึ่ม เช่น คณะหนึ่งเปิดหลักสูตรปริญญาเอก รับนักศึกษาจำนวนมาก อย่างน่าตกใจ แล้วคณบดีก็เข้าเรียนด้วย สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งถือว่าหลักสูตรเหล่านี้เป็นหลักสูตรพิเศษ มีค่าตอบแทนให้คณะกรรมการอำนวยการ และออกระเบียบให้อธิการบดีเป็นประธานในทุกหลักสูตรแบบนี้ และมีข่าวลือว่าอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมีรายได้รวมกว่าเดือนละ ๕ แสนบาท
ในอนาคตหลักสูตรเหล่านี้จะกลายเป็นหลักสูตรปกติ มีกฎระเบียบเพื่อควบคุมคุณภาพที่รัดกุม ไม่ใช่หลักสูตรเพื่อหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนจำนวนน้อย แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
หลักสูตรการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นแก่ผู้ทำงานแล้วเพื่อเปลี่ยนความรู้ให้ทันสมัย หลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะสำหรับหน่วยงาน เหล่านี้เป็นความท้าทายและโอกาสสร้างสรรค์สำหรับสถาบันอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์ใหม่
วิจารณ์ พานิช
๑๐ พ.ค. ๕๒