คนที่เคยเรียนจบปริญญาไปแล้ว ต้องกลับเข้ามาเข้ากระบวนการ retooling เพราะความรู้หรือเทคนิคหรือวิธีการที่เคยเรียนจบไปเมื่อ ๕ – ๑๐ ปีที่แล้วมันเก่าและล้าสมัย ความรู้ใหม่ เทคนิคใหม่มันทรงอานุภาพกว่าที่เคยเรียนอย่างเรียกได้ว่าคนละโลก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องให้บริการผลัดเปลี่ยนชุดของความรู้แก่ผู้จบปริญญาแล้วด้วย กว่าร้อยละ ๕๐ ของทรัพยากรของระบบอุดมศึกษา ใช้เพื่อการ retooling นี้

เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุดมศึกษา (๔)

ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

 

การทำให้กิจกรรมอุดมศึกษาเป็นของคนทุกกลุ่มอายุ (Education for All)  ของทุกภาคส่วน (sector) ในสังคมไทย

กระบวนทัศน์เดิมของอุดมศึกษาคือสถานที่ที่คนอายุ ๑๗ – ๒๔ มาเข้าชั้นเรียนและทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่ บัณฑิต    หรือในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้ปริญญา   ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย    สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมฐานานุภาพได้อย่างมั่นใจตนเอง

อาจมีคนที่อายุมากกว่านี้บ้าง มาเรียนระดับบัณฑิตศึกษา   และอาจมีหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นบ้าง ตั้งแต่ ๑ วัน ไปจนถึงเป็นเดือน   แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็นับว่ามีน้อยมาก    กว่าร้อยละ ๙๐ ของกิจกรรม และการใช้ทรัพยากร เพื่อคนช่วงอายุ ๑๗ – ๒๔   นี่คือกระบวนทัศน์เดิม

กระบวนทัศน์ใหม่คือ มีคนทุกกลุ่มอายุมาใช้บริการของสถาบันอุดมศึกษา   ในกิจกรรมด้านการเรียนรู้และการค้นคว้าหาความรู้ที่หลากหลายรูปแบบ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเรียนจบปริญญาไปแล้ว    ต้องกลับเข้ามาเข้ากระบวนการ retooling เพราะความรู้หรือเทคนิคหรือวิธีการที่เคยเรียนจบไปเมื่อ ๕ – ๑๐ ปีที่แล้วมันเก่าและล้าสมัย   ความรู้ใหม่ เทคนิคใหม่มันทรงอานุภาพกว่าที่เคยเรียนอย่างเรียกได้ว่าคนละโลก   ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องให้บริการผลัดเปลี่ยนชุดของความรู้แก่ผู้จบปริญญาแล้วด้วย    กว่าร้อยละ ๕๐ ของทรัพยากรของระบบอุดมศึกษา ใช้เพื่อการ retooling นี้ 

ที่สำคัญ สถาบันอุดมศึกษาต้องมีวิธีทำงานแบบใหม่ ที่จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาอยู่ที่ขอบฟ้าใหม่ หรืออยู่ที่แนวหน้าของความรู้ใหม่ ที่จะ retool คนทำงานได้อย่างแท้จริง   นั่นคือสถาบันอุดมศึกษาต้องทำงานพัฒนาความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี เป็นหุ้นส่วนหรือภาคีของภาคชีวิตจริง (real sector)    คือสถาบันอุดมศึกษาต้องสร้างและสั่งสมความรู้ทั้งที่เป็นทฤษฎี และที่เป็นความรู้ปฏิบัติ

ในกระบวนทัศน์ใหม่นี้ จะต้องตีความ หรือให้ความหมายของ อาจารย์เสียใหม่    ไม่ให้คับแคบอยู่แค่คนที่เป็นอาจารย์ประจำ    ผมเดาว่าในอนาคตอันใกล้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาจารย์ประจำ    และบทบาทของอาจารย์ประจำก็จะเปลี่ยนไปมาก   ทั้งหน้าที่วิจัยจากโจทย์ของ real sector   และหน้าที่ทำงานเป็นทีม เป็น virtual institute     

ถ้าเรากล้าออกจากกระบวนทัศน์ใหม่ เราจะพบว่ามีโอกาสสร้างสรรค์สถาบันอุดมศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด   โดยใช้ความเป็น Learning Organization หมุนกิจกรรมปฏิบัติ-ทำงานเป็นเครือข่าย-เรียนรู้ ยกระดับขีดความสามารถของสถาบันอุดมศึกษา    จะเป็นงานที่สนุก ท้าทาย และเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขอบเขต

ที่จริง เวลานี้สถาบันอุดมศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยได้ก้าวไปสู่ลูกค้า/นักศึกษาวัยทำงานแล้ว   แต่เป็นการเน้นที่โอกาสหารายได้เป็นหลัก   สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าผู้จบการศึกษาจะมีคุณภาพจริงหรือ    บางแห่งยอมให้มี conflict of interest อย่างโจ๋งครึ่ม   เช่น คณะหนึ่งเปิดหลักสูตรปริญญาเอก รับนักศึกษาจำนวนมาก อย่างน่าตกใจ    แล้วคณบดีก็เข้าเรียนด้วย   สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งถือว่าหลักสูตรเหล่านี้เป็นหลักสูตรพิเศษ มีค่าตอบแทนให้คณะกรรมการอำนวยการ และออกระเบียบให้อธิการบดีเป็นประธานในทุกหลักสูตรแบบนี้    และมีข่าวลือว่าอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมีรายได้รวมกว่าเดือนละ ๕ แสนบาท   

ในอนาคตหลักสูตรเหล่านี้จะกลายเป็นหลักสูตรปกติ   มีกฎระเบียบเพื่อควบคุมคุณภาพที่รัดกุม   ไม่ใช่หลักสูตรเพื่อหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนจำนวนน้อย   แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง

หลักสูตรการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาผู้ใหญ่   หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นแก่ผู้ทำงานแล้วเพื่อเปลี่ยนความรู้ให้ทันสมัย   หลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะสำหรับหน่วยงาน   เหล่านี้เป็นความท้าทายและโอกาสสร้างสรรค์สำหรับสถาบันอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์ใหม่

วิจารณ์ พานิช

๑๐ พ.ค. ๕๒