การปฏิรูปภาคการผลิตภายในเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

แนวคิดการเพิ่มผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product)

 

       John Maynard Keynes  นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ  เสนอแนวคิดในหนังสือ The General Theory of Employment, Interest and Money  สาระสำคัญของ Keynesian Economics  คือ  ใข้เศรษฐกิจมหภาค  ด้านนโยบายการเงิน  นโยบายการคลัง  และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจัดการกับอุปสงค์รวม  ที่เรียกว่า  Demand Management

 

       ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product = GDP)  หมายถึง  มูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่ง  โดยไม่คำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ  ว่าจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศ  หรือเป็นของชาวต่างประเทศ

 

       GDP =   C + I +G + (X-M)

       C     =    การใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของครัวเรือน

       I      =    การลงทุนของภาคเอกชนและรัฐบาล

       G     =    การใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของรัฐบาล

       X     =    การส่งออกสินค้าและบริการไปยังต่างประเทศ

       M     =    การนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ

      

       ฉะนั้นกล่าวสรุปได้ว่า  อุปสงค์รวมในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย  แบ่งออกเป็น 4 ด้าน

       1.  แรงซื้อภาคครัวเรือน

            หากมีการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคในประเทศมาก  เงินสะพัดในประเทศ  แสดงว่าเศรษฐกิจจะดี  แต่เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยหดตัว  ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากขาดทุน  ส่งผลให้แรงงานไทยตกงานเป็นจำนวนมาก  ทำให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนหดตัวลง

       2.  แรงซื้อสินค้าประเภททุนของภาคธุรกิจ

            มีการใช้เงินเพื่อการลงทุนมาก  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนขยายธุรกิจ  หรือตั้งธุรกิจใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย  กระแสเงินไหลเข้าประเทศมาก  แสดงว่าเศรษฐกิจจะดี  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยหดตัว  ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากขาดทุน  และธุรกิจปิดตัวลงจำนวนมาก  ส่งผลให้กำลังซื้อของภาคธุรกิจหดตัวลง

       3.  แรงซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐ  หรืองบประมาณรายจ่าย

            รัฐบาลตั้งงบประมาณการใช้จ่ายสูง  เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมาก  แสดงว่า  เศรษฐกิจจะดี  เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยหดตัว  รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย  รายได้ของรัฐลดน้อยลง  รัฐบาลอาจจะมีความจำเป็นต้องกู้เงิน  เพื่อเป็นทุนในการดำเนินงานตามนโยบายขาดดุล  เพื่ออัดฉีดงบประมาณรายจ่ายลงไปในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มสภาพคล่องในตลาด            

       4.  แรงซื้อสินค้าจากต่างประเทศ  หรือ  มูลค่าการส่งออก

            การส่งสินค้าออกไปขายยังตลาดต่างประเทศมาก  ได้เงินกลับเข้ามาในประเทศมาก  แสดงว่า  เศรษฐกิจจะดี  เนื่องจากเศรษฐกิจของโลกตกต่ำและหดตัว  กำลังซื้อของต่างประเทศลดน้อยลง  ประกอบกับภาวะการแข่งขันของตลาดสูง  สินค้าออกของไทยเสียเปรียบประเทศผู้ผลิตขนาดใหญ่  เช่น  จีน  และอินเดีย  ดังนั้นไทยไม่สามารถคาดหวังจากแรงซื้อของต่างประเทศได้มากนัก

 

       การขยายตัวของผลิตผลมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product)  จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงซื้อ  และการลงทุนมาจาก

       1.  การส่งสินค้าออกขายนอกประเทศ (Export lead growth)

            การส่งออกของประเทศ  เป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล  เพราะการส่งออกจะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อจากต่างประเทศจะตัดสินใจ  ปัจจุบันในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วไป  กำลังซื้อของแต่ละประเทศหดตัวลง 

       2.  การพัฒนาภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ (Inward looking)

            การผลักดันและสนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจชุมชน (SME)  เพื่อให้เกิดการจ้างงานภายในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ  โดยแรงงานไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  หรือเมืองใหญ่ๆ  เพื่อหางานทำ  ได้แก่  นโยบายธนาคารคนจนเพื่อการกู้ยืมในการลงทุน  การตั้งกองทุนหมู่บ้าน  การพักหนี้เกษตร  การรักษาพยาบาลฟรี  การศึกษาฟรี  และ  สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่  เพื่อสนับสนุนความสัมฤทธิ์ผลของโครงการวิสาหกิจชุมชน

 

      

       จะเห็นได้ว่า  ประเทศไทยต้องเน้นที่การกระตุ้นอุปสงค์เศรษฐกิจในระยะสั้น (Demand side)  โดยเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศ  โดยใช้นโยบายขาดดุล  แต่การใช้งบประมาณขาดดุลติดต่อกันหลายๆ ปี  จะส่งผลให้สภาพคล่องของรัฐบาลขาดดุลเช่นกัน  หรือกล่าวได้ว่า  ขาดเงินคงคลังนั่นเอง  รัฐบาลจำเป็นต้องหาเงิน  อาจจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี  หรืออาจจะต้องกู้เงินจากต่างประเทศ  ซึ่งต้องเป็นภาระของประเทศในระยะยาว

 

       ไทยไม่สามารถพึ่งการส่งออกได้เพียงอย่างเดียว  เพราะไทยเป็นประเทศเล็ก  ไม่สามารถสู้กับภาวะการแข่งขันของตลาดโลกได้  ฉะนั้นไทยควรหันกลับมาดูภาคการลงทุนภายในประเทศ  โดยการกระตุ้นอุปทานเศรษฐกิจในระยะยาว (Supply side)  คือ  การให้ความสำคัญด้านการผลิต  ด้วยการปฏิรูปภาคการผลิต (Real Sector Reform)  เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ควบคู่ไปกับการใช่จ่ายในระยะสั้น

 

       จุดอ่อนของภาคการผลิตที่ต้องเร่งปฏิรูปและแก้ไข  คือ

       1.  โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ล้าสมัย

       2.  โครงสร้างระบบชลประทาน

       3.  สถานที่เก็บสินค้าเกษตร  หรือไซโลเก็บผลิตผลของการเกษตร

       4.  โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี  วิจัย  และพัฒนา

       5.  คุณภาพแรงงานไทยที่มีการศึกษาค่อนข้างต่ำ

 

นอกจากนั้น  รัฐบาลจต้องเร่งแก้ไขปัญหาของชาติไทยที่หมักหมมมานานในเรื่อง

1.  ปัญหาความยากจน

2.  ปัญหาความขัดแย้ง

3.  ปัญหาคอร์รัปชั่น

4.  ปัญหาการสร้างความสัมพันธ์โดยสันติวิธี

 

       อย่างไรก็ตามขอเสนอแนะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการฟื้นฟูภาวะทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมไทย  อันนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศ 10 ประการ ดังนี้

       1.    ยุทธศาสตร์การนำประเทศไปสู่ความเป็นเอกภาพ  และความสงบสุขภายในประเทศ

       2.    ยุทธศาสตร์การนำประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง  เข้าสู่กระบวนการรัฐสภา

       3.    ยุทธศาสตร์เร่งด่วนในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง  โดยไม่ใช้ความรุนแรง

       4.    ยุทธศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีมาตรฐานและเสมอภาค

       5.    ยุทธศาสตร์เร่งด่วนในการเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์  และความเชื่อมั่นของประเทศ

       6.    ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม 

       7.    ยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจ  ด้านการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

       8.    ยุทธศาสตร์การจัดการความรู้และการศึกษา  เพื่อตอบสนองแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

       9.    ยุทธศาสตร์การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ  และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   

       10.  ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

 

       เป้าหมายยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการฟื้นฟูภาวะทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองนั้น  เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศไทย  อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีเป้าหมาย 3 ประการ  คือ

       1.  การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)        

       2.  การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability)

       3.  การกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน (Economic Equity)

 

       เป้าหมายทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้น  เป็นเป้าหมายที่ส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง