กรรม คืออะไร?

     คำว่า กรรม นี้ แปลว่า "การกระทำ" เป็นคำกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ขึ้นอยู่กับการกระทำ กล่าวคือ ถ้าทำดีก็จัดเป็นกรรมดี หรือที่เรียกกันว่า กุศลกรรมหรือบุญ ถ้าทำชั่วก็จัดเป็นกรรมชั่วหรือที่เรียกว่าอกุศลกรรมหรือบาป แต่การกระทำไม่ว่าดีหรือชั่ว ทุกอย่างที่ทำไปแล้วล้วนมีผลตอบสนองผู้ทำทั้งนั้น ต่างแต่ว่าจะให้ผลช้าหรือเร็ว หนักหรือเบากว่ากันเท่านั้น เรื่องกรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนมาก ผู้มีปัญญาน้อยยากที่จะมองเห็นได้โดยตลอด มักจะติดขัดอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่ง เพราะญาณของคนธรรมดาไม่อาจมองข้ามภพข้ามชาติได้ ระยะที่มองเห็นก็สั้นเกินไป ชีวิตเพียงชาติเดียวของมนุษย์เรานั้นมันสั้นเกินไป ไม่พอพิสูจน์ผลของกรรมได้ตลอด เหมือนดูหนังหรือละครเพียงตอนเดียว ย่อมทำให้งงหรือสับสน หรือเข้าใจผิด เพราะรู้เรื่องไม่ตลอด ชีวิตของคน ๆ หนึ่งทำทั้งกรรมดีกรรมชั่วไว้ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าชีวิตของคนเรามีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป ทั้งนี้ก็เพราะอำนาจกรรมดีกรรมชั่วที่เคยทำไว้ กรรมดีย่อมให้ผลเป็นความสุขความเจริญแก่ชีวิต ส่วนกรรมชั่วก็ให้ผลชั่วคือเป็นความทุกข์ความเสื่อมตัดรอนความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต แต่การให้ผลของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ที่ให้ผลเร็วทันทีทันใดก็มี ที่ให้ผลช้าต้องรอเป็นปีหรือรออีกหลายชาติก็มี จึงทำให้มีผู้เข้าใจผิดคิดว่าผลของกรรมไม่มี เพราะทำดีแต่กลับไม่ได้รับผลดีตอบแทน หรือคนทำชั่วกลับอยู่อย่างสบายไม่โดนลงโทษ ความจริงแล้วผลของกรรมดีกรรมชั่วนั้นมีจริง เพียงแต่ว่าให้ผลคนละขณะ คนที่ทำดีแต่ไม่ได้ดีนั้น เป็นเพราะขณะนั้นกรรมชั่วที่เขาเคยทำไว้ในอดีตกำลังให้ผลอยู่ กรรมดียังไม่ส่งผล จึงไม่ได้รับผลดีตอบแทน ส่วนคนที่ทำชั่วแต่กลับไม่ถูกลงโทษ เป็นเพราะในขณะนั้นกรรมดีในอดีตชาติกำลังให้ผลอยู่ ผลของกรรมดีหมดเมื่อไร เมื่อนั้นเขาจึงจะได้รับผลของกรรมชั่วทันที

ลักษณะการให้ผลของกรรม

     เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องการให้ผลของกรรมนี้แจ่มแจ้งขึ้น จึงจะขอแสดงลักษณะการให้ผลของกรรม ๑๒ ประการ ที่ท่านเรียกว่า กรรม ๑๒ โดยแบ่งเป็น ๓ หมวดตามลักษณะการให้ผลดังนี้ :-

หมวดที่ ๑ : แบ่งตามระยะกาลเวลาที่กรรมให้ผลช้าหรือเร็ว มี ๔ อย่าง คือ

          ๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม  คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ได้แก่ให้ผลในชาตินี้ พ้นจากชาตินี้ไปแล้วไม่ให้ผล ตัวอย่างเช่นคนทำกรรมบางอย่าง เมื่อได้รับความทุกข์ร้อนทรมานทางกาย ทางใจเพียงเล็กน้อยในชีวิตนี้แล้ว ก็เป็นอันแล้วกันไป กรรมไม่ตามไปให้ผลในชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไป

          ๒. อุปัชชเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติหน้าถัดจากชาตินี้ไป เช่นฆ่าคนตาย แต่ตำรวจจับไม่ได้ ไม่ได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายบ้านเมืองในชาตินี้ แต่เมื่อตายไปแล้วต้องไปเสวยผลกรรมที่ตนทำไว้ในชาติหน้า

          ๓. อปราปรเวทนียกรรม คือ กรรมที่คอยให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ไม่มีกำหนดระยะเวลา สบโอกาสเมื่อไรก็ให้ผลเมื่อนั้น ท่านเปรียบการให้ผลของกรรมประเภทนี้ว่า เป็นเหมือนสุนัขล่าเนื้อ ไล่ทันในที่ใดก็กัดในที่นั้น กรรมนี้มีโอกาสให้ผลมากกว่ากรรมอื่น ๆ ให้ผลอยู่เรื่อยไปจนกว่าจะหมดกำลังของมัน กรรมชนิดนี้จะไล่ตามผู้ทำอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงหมั่นสร้างบุญสร้างกุศลสั่งสมแต่กรรมดีไว้เสมอ เพื่อเป็นการให้กำลังแก่ตัวเอง ซึ่งเปรียบเหมือนเนื้อที่ถูกสุนัขไล่ จะได้มีกำลังวิ่งได้เร็ว สุนัขคือกรรมชั่วจะได้ไล่ตามไม่ทัน

          ๔. อโหสิกรรม คือ กรรมที่ไม่ให้ผล อาจเป็นเพราะคอยนานเกินไป ถูกกรรมอื่นที่มีกำลังแรงกว่าให้ผลก่อน จนไม่มีโอกาสให้ผลกระทั่งหมดอายุไปเอง หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึงกรรมที่ให้ผลเพียงพอสาสมกับกรรมที่ทำแล้วหมดกำลังลง ไม่มีอานุภาพในการให้ผลต่อไปได้อีก กรรมชนิดนี้ท่านเปรียบเหมือน เมล็ดพืชที่เก่า หรือที่เก็บไว้นานเกินไปจนราขึ้นหมดอายุ หมดคุณภาพ ไม่สามารถนำไปเพาะให้งอกได้อีกต่อไป


หมวดที่ ๒
: แบ่งตามหน้าที่ของกรรม มี ๔ อย่าง คือ 

          ๑. ชนกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่ให้เกิด ส่งให้ไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นกำเนิดดีหรือเลวก็ได้ ขึ้นอยู่กับกรรมที่ได้ทำไว้ ถ้าเป็นกรรมดีก็ส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ถ้าเป็นกรรมชั่วก็ส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีเช่นอบายภูมิ กรรมนี้เปรียบเหมือนมารดาบิดาผู้ให้กำเนิดทารก บุคคลจะไปเกิดในที่ดีหรือเลวก็ด้วยอานุภาพของกรรมนี้ พอให้เกิดแล้วก็หมดหน้าที่ของตน

          ๒. อุปถัมภกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือประคับประคอง เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงนางนม ถ้าชนกกรรมส่งไปเกิดในที่ดี กรรมนี้ก็ช่วยส่งเสริมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ในทางตรงกันข้าม ถ้าชนกกรรมส่งไปเกิดในที่ไม่ดี กรรมนี้ก็จะช่วยส่งเสริมไปในทางที่ชั่ว รวมความว่าเหมือนพี่เลี้ยงดีหรือพี่เลี้ยงชั่วนั่นเอง

          ๓. อปปีฬกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่บีบคั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับอุปถัมภกกรรม ตัวอย่างเช่น คนเกิดมาดีเพราะกรรมดี แต่เมื่อเกิดมาแล้วทำแต่กรรมชั่ว กรรมชั่วนั้นจะกดหรือบีบคั้นบุคคลนั้นให้ต่ำลงไม่ให้ได้รับความเจริญก้าวหน้า หรือบางคนเกิดในกำเนิดที่ไม่ดี แต่เกิดมาแล้วทำแต่กรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว กรรมดีของเขาก็จะกดหรือบีบคั้นกรรมไม่ดีเก่าให้หมดกำลังลง กรรมใหม่ที่ดีของเขาย่อมโผล่เด่นขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่า เป็นอุปปีฬกกรรม

          ๔. อุปฆาตกรรม หรือ อุปัจเฉทกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่ตัดรอน จัดเป็นกรรมหนัก ตัดรอนได้ทั้งฝ่ายดีและชั่ว  ฝ่ายชั่ว เช่น อนันตริยกรรม ๕ มีฆ่ามารดาบิดาเป็นต้น ใครทำกรรมนี้ลงไป กรรมนี้จะตัดรอนคุณงามความดีที่เขาเคยทำไว้ก่อนหน้าหรือที่จะทำหลังจากนี้ทั้งหมด ทำให้กรรมดีหมดโอกาสให้ผล ตัวอย่างก็คือ พระเจ้าอชาตศัตรูที่ปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์เอง ภายหลังแม้พระองค์จะทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดา พระองค์ก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ตายไปก็ตกนรกโดยไม่ต้องสงสัย  ฝ่ายดี เช่น ผู้ที่ได้ฌาณสมาบัติหรือบรรลุพระอรหันต์ ตัวอย่างเช่น พระองคุลิมาล ท่านฆ่าคนมามากแต่พอได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว กรรมที่ฆ่าคนนั้นกลายเป็นอโหสิกรรมให้ผลไม่ได้อีกต่อไป


หมวดที่ ๓
: แบ่งตามแรงหนักเบาของกรรม มี ๔ อย่าง คือ

          ๑. ครุกรรม คือ กรรมหนัก ฝ่ายชั่วได้แก่อนันตริยกรรมดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  ฝ่ายดีได้แก่ฌาณสมาบัติ พระอรหัตตมรรค พระอรหัตตผล

          ๒. อาจิณณกรรม คือ กรรมที่ทำจนเคยชิน ทำอยู่เป็นประจำ ทำอยู่เสมอ ทำจนติดเป็นนิสัย กรรมนี้แม้จะมิใช่กรรมหนัก แต่เพราะทำบ่อย ๆ เมื่อให้ผลจึงให้ผลยาวนานยืดเยื้อทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว

          ๓. อาสันนกรรม คือ กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนจะตาย ใกล้จะขาดใจตาย บุคคลทำกรรมหรือระลึกถึงกรรมใดที่เคยทำไว้ขณะนี้ จิตมักจะยึดเหนี่ยวกรรมนั้นไว้เป็นอารมณ์ ทำให้กรรมชนิดนี้ให้ผลก่อนกรรมอื่นทั้งหมด เพราะใกล้ปฏิสนธิ จิตย่อมหน่วงเหนี่ยวเอากรรมนี้ไว้ในขณะจุติและถือเอาภพใหม่ การให้ผลของกรรมนี้ ท่านเปรียบเหมือนโคที่ยืนอยู่ตรงประตูคอก แม้จะเป็นโคแก่มีกำลังน้อย แต่เมื่อประตูคอกเปิดออก โคนี้ย่อมได้โอกาสออกมาก่อนโคตัวอื่น ๆ เพราะมันอยู่ตรงประตูคอก ถ้ามันไม่ออก โคตัวอื่น ๆ ที่อัดกันแน่นอยู่ในคอกก็จะดันมัน(โคที่อยู่ตรงประตูคอก)ออกมา เพราะโคตัวอื่น ๆ ก็อยากจะออกจากคอกเหมือนกัน กรรมนี้ท่านว่ามีกำลังเพลา เมื่อให้ผลแล้วก็หมดกำลังลง ถูกกรรมอื่นที่มีกำลังกว่าเช่น ครุกรรม เป็นต้นแซงให้ผล เหมือนโคแก่ที่พอออกจากคอกได้แล้วก็ถูกโคหนุ่มแซงหน้าไป สำหรับกรรมที่มีกำลังสมำเสมอคอยติดตามให้ผลอยู่เป็นประจำก็คือ อาจิณณกรรม เพราะฉะนั้น ก่อนตายท่านจึงสอนให้ระลึกถึงแต่กรรมดี เพื่อจิตจะได้หน่วงเหนี่ยวเอาความดีไว้ จักได้ไปถือเอาปฏิสนธิในภพภูมิที่ดี อย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง ถ้าจิตใจไปหน่วงเหนี่ยวเอากรรมชั่วไว้ ก็จะไปถือเอาปฏิสนธิในภพภูมิที่ไม่ดีที่เรียกว่า ทุคติ มี นรก  เปรต  อสุรกาย เป็นต้น

          ๔. กตัตตากรรม คือ กรรมสักแต่ว่าทำ กรรมนี้ท่านหมายถึงกรรมที่เคยทำไว้โดยมิได้มีเจตนา กตัตตากรรมนี้มีผลเบาที่สุด จะให้ผลก็ต่อเมื่อกรรมอื่น ๆ ไม่มีกำลังจะให้ผลอีกแล้ว ที่ท่านจัดการกระทำที่ไม่มีเจตนาเป็นกรรมอย่างหนึ่งด้วย ก็เพราะว่าการกระทำที่มิได้มีเจตนานั้น บางอย่างก็มีผลเป็นสุขหรือทุกข์แก่ผู้อื่นได้เหมือนกัน เช่น โยนก้อนหินไปโดยมิได้มีเจตนาจะให้ถูกใคร แต่ถ้าบังเอิญไปโดนใครเข้า เขาก็ไม่พ้นเจ็บเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้จะไม่ได้มีเจตนากระทำ ท่านก็จัดเป็นกรรมที่มีผลสะท้อนย้อนกลับมาหาผู้ทำด้วย

     กรรม ๑๒ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ หมวดตามลักษณะการให้ผลของกรรม ดังที่ได้นำเสนอแบบย่อนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพอจะเป็นแนวทางสำหรับพุทธศาสนิกชนผู้ให้ความสนใจ เพื่อจะได้นำไปพินิจพิจารณาศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น และคงจะพอมองเห็นว่า ชีวิตของเรานั้น จะดีหรือชั่ว จะสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับกรรมคือการกระทำของเราเองทั้งสิ้น ไม่มีใครมาบันดลบันดาลให้ ชีวิตทั้งชีวิตมีกรรมชักใยอยู่โดยตลอด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มิใช่ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม มัวแต่ทอดอาลัยว่าที่ชีวิตของเราเป็นเช่นนี้ก็เพราะผลของกรรมเก่า เลยไม่คิดที่จะทำอะไรที่ดี ๆ ให้แก่ชีวิต ที่ถูกนั้นเราควรคิดว่า กรรมนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดมีขึ้นได้ทุกขณะ กรรมที่เราทำในวันนี้ จะกลายเป็นกรรมเก่าในวันพร่งนี้ กรรมที่ทำในชาตินี้ก็จะกลายเป็นกรรมเก่าในชาติหน้า กรรมเก่าอะไรของเราที่ไม่ดีนั้น ถึงแม้เราจะไม่สามารถแก้ไขหรือลบล้างให้หายไปได้ แต่เราสามารถทำกรรมใหม่ที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปให้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งว่ากรรมดีมีอำนาจมากกว่ากรรมชั่วไม่เปิดโอกาสให้กรรมชั่วที่มีเพียงน้อยนิดส่งผลได้ เปรียบเหมือนน้ำเค็ม(กรรมชั่ว)ผสมน้ำจืด(กรรมดี)อยู่ในตุ่ม เมื่อเราเติมน้ำจืดเข้าไปเรื่อย ๆ จนมีปริมาณมากกว่าน้ำเค็มมาก แม้น้ำเค็มจะยังมีอยู่ก็จริงแต่ปริมาณของน้ำจืดมากกว่าย่อมเจือจางน้ำเค็มไม่ให้แสดงความเค็มออกมาได้ สรุปคือ เมื่อบุญมีมากกว่าบาปอยู่มากอำนาจบุญย่อมมีโอกาสส่งผลมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นกรรมดีอันอุกกฤษ คือ ฌาณสมาบัติ หรืออรหัตผล แล้วก็จะทำให้กรรมชั่วเหล่านั้นกลายเป็นอโหสิกรรมไป ไม่สามารถจะส่งผลได้อีกต่อไป   ในสถานการณ์ปัจจุบัน คนที่เกิดมายากจนขัดสนแล้วยังทอดอาลัยยกให้เป็นเรื่องของกรรมเก่า ไม่ยอมขวนขวายขยันหมั่นเพียรทำการงาน ก็จะยากจนอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าคิดเสียใหม่ว่าเราจะแก้ไขกรรมเก่าของเราด้วยความขยันหมั่นเพียรประหยัดอดออม เขาย่อมมีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าฐานะมั่นคงได้ คือเราต้องกำหนดทิศทางผลกรรมการกระทำของเราเองว่าจะให้เป็นไปในทางใด โดยการเริ่มต้นกระทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วเราจะเป็นนายของกรรม
     การศึกษาเรื่องกรรมและเข้าใจกรรมอย่างถูกต้องนั้นเป็นผลดีต่อชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราไม่ยอมตกอยู่ภายใต้ความท้อแท้ผิดหวัง ไม่มองโลกและชีวิตอย่างคนสายตาสั้นและสิ้นคิด แม้จะผิดหวังหรือล้มเหลวในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็จะมีความเชื่อมั่นว่าผลของกรรมนั้นมีจริง และผลของกรรมนั้นมิได้สิ้นสุดลงเพียงชาติเดียว สักวันหนึ่งกรรมดีที่ได้ทำไว้ต้องส่งผลแก่เราแน่นอน เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเชื่อมั่นเถิดว่า กรรมที่เราทำลงไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือชั่ว ล้วนมีผลตอบสนองย้อนคืนแก่ผู้ทำไม่ช้าก็เร็ว และเมื่อถึงเวลาที่กรรมนั้น ๆ จะให้ผล ต่อให้บินอยู่ในอากาศได้เหมือนนก หรือหนีเข้าไปอยู่ในซอกเขาหุบเหว ก็ไม่มีวันที่จะหลบพ้นผลของกรรมนั้นไปได้

ตัวอย่างเรื่องการให้ผลของกรรมในสมัยพุทธกาล

เรื่องที่ ๑
     สมัยนั้น มีภิกษุพวกหนึ่งออกเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถี แต่ระหว่างการเดินทางนั้นได้เดินทางไปทางเรือ และเรือลำที่พวกภิกษุเหล่านั้นอาศัยโดยสารไปนั้นแล่นไปได้สักระยะหนึ่ง พอถึงท่ามกลางมหาสมุทรก็หยุดแล่นเอาดื้อ ๆ สาเหตุคือ ลมที่เรือใบในสมัยนั้นต้องอาศัยในการแล่นไปสู่มหาสมุทรหยุดพัดไปเฉย ๆ จึงทำให้เรือไม่สามารถแล่นต่อไปได้ พวกชาวเรือจึงปรึกษากันว่า ในเรือของพวกเรานี้ คงจะมีคนกาฬกัณณีอยู่เป็นแน่ จึงจับสลากเพื่อหาคนกาฬกัณณีกัน สลากไปตกอยู่กับภรรยานายเรือซึ่งยังเป็นสาวสวยและอายุยังน้อย คนทั้งหลายต้องการจะเอาใจนายเรือจึงให้จับสลากกันใหม่ แต่สลากก็ยังไปตกอยู่แก่ภรรยาของนายเรือถึงสามครั้งสามคราด้วยกัน พวกลูกเรือและคนโดยสารเรือจึงมองหน้านายเรือเหมือนจะถามว่าจะเอาอย่างไร นายเรือนิ่งตรึกตรองอยู่นาน ในที่สุดก็พูดขึ้นมาว่า "ข้าพเจ้าไม่อาจให้คนทั้งปวงพินาศลง เพราะคนเพียงคนเดียวได้ ข้าพเจ้าขอสละหญิงนี้ พวกท่านจงโยนนางลงไปในทะเลเสีย"  พวกลูกเรือก็จับนางเพื่อจะโยนลงทะเล นางกลัวตายก็เลยร้องขอความช่วยเหลือจากนายเรือ แต่นายเรือกลับสั่งลูกเรือว่า "พวกท่านจงถอดเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับของนางออกก่อน เพราะใส่ไว้ก็ไม่ประโยชน์อะไร เอาเสื้อผ้าเก่าให้นางนุ่งแทน และข้าพเจ้าไม่อยากเห็นนางทรมาน เพราะฉะนั้น จงเอาหม้อทรายผูกติดคอนาง นางจะได้จมลงทันที ข้าพเจ้าจะได้ไม่เห็นนางทรมานก่อนตาย
" พวกลูกเรือได้ทำตามที่นายสั่ง และแล้วเรือก็สามารถแล่นไปได้ตามปรกติ พวกภิกษุที่โดยสารเรือมาเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นต่างก็พากันคิดว่า นอกจากพระศาสดาแล้ว ไม่มีใครสามารถรู้กรรมในอดีตชาติของหญิงนี้ได้ พวกเราจักทูลถามเรื่องนี้กับพระองค์เมื่อเดินทางไปถึงเมืองสาวัตถี
     เมื่อพวกภิกษุเดินทางถึงเมืองสาวัตถี ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว จึงทูลเล่าเรื่องที่พวกตนได้ประสบมาให้พระพุทธองค์ทรงสดับ พร้อมกับทูลถามถึงบุพพกรรมของภรรยานายเรือนั้น  พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่าบุพพกรรมของหญิงนั้น ว่า ในอดีตชาตินางเกิดเป็นลูกสาวคหบดีคนหนึ่งในเมืองพาราณสี แต่งงานแล้วก็ได้ไปอยู่บ้านสามี นางได้เลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง ซึ่งสุนัขตัวนั้นรักนางมาก จะคอยติดตามนางอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร จะไปไหน สุนัขก็จะคอยติดตามอยู่ตลอด จนพวกหนุ่ม ๆ ชาวบ้านล้อเลียนนางว่า "เป็นพรานสุนัข (คือพรานที่ใช้สุนัขช่วยในการล่าสัตว์)" เห็นนางไปเก็บผักหักฟืนในป่าก็พูดล้อนางว่า "วันนี้พวกเราคงได้กินเนื้อเป็นอาหาร เพราะนายพรานพร้อมกับสุนัขของเขาออกเดินทางไปล่าสัตว์แล้ว" นาน ๆ เข้า นางก็เกิดความเขินอาย จึงเอาก้อนดิน ท่อนไม้บ้าง ขว้างตีให้มันจากไปและไม่ให้ติดตามอีก สุนัขนั้นหนีไปได้หน่อยหนึ่งก็หวนกลับมาหานางอีก ได้ทราบมาว่า ในชาติที่ ๓ นับย้อนจากชาติปัจจุบันนี้ไป สุนัขตัวนี้เคยเป็นสามีนางมาก่อน เพราะฉะนั้น สุนัขตัวนั้นจึงไม่อาจตัดความรักความสิเนหาอันมีต่อนางมาแต่อดีตชาติได้
 จึงคอยติดตามนางอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง นางเอาอาหารไปให้สามีที่นา สุนัขก็ติดตามไปด้วยเหมือนอย่างเคย เมื่อนางได้นำเอาอาหารไปให้แก่สามีเรียบร้อยแล้ว ก็ถือเอาหม้อข้าวเปล่า ๆ เดินทางไปยังท่าน้ำ เอาทรายบรรจุใส่หม้อเปล่าจนเต็ม แล้วเรียกสุนัขตัวนั้นให้เข้ามาหาด้วยถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน สุนัขเกิดความรู้สึกดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่งด้วยคิดว่า เป็นเวลานานแล้วที่มันไม่เคยได้ยินเสียงอันแสดงความปราณีอย่างนี้จากนายของมัน จึงเดินกระดิกหางเข้าไปหาอย่างมีความสุข นางซึ่งเป็นนายของมันได้เอาเชือกผูกคอมันแล้วผูกติดกับหม้อที่ใส่ทรายจนเต็ฒ จากนั้นก็โยนหม้อลงไปในน้ำ สุนัขตัวนั้นจึงถูกหม้อทรายดึงร่างของมันให้จมดิ่งลงไปในน้ำและตายในที่สุด  ด้วยผลแห่งกรรมนี้ เมื่อนางตายไปจึงไปเกิดในนรกอยู่เป็นเวลาช้านาน พ้นจากนรกแล้ว แต่ด้วยเศษกรรมที่ยังเหลืออยู่ ยังไม่หมด ส่งผลให้นางถูกจับถ่วงน้ำด้วยหม้อทรายอย่างนี้มาถึงร้อยชาติแล้ว