ตอนที่ 2 จะอดข้าวเย็นได้ไหม?
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงาน วันที่จะได้บวชเป็นพระ คำว่า “พระ” แปลว่า ผู้ประเสริฐ เดิมทีรากศัพท์ของคำๆนี้เป็นภาษาบาลีคือ วะระ ซึ่งแปลว่าผู้ประเสริฐ โดยไวยากรณ์ของภาษาบาลีจะแปลง ว.แวน เป็น พ.พาน (ถ้าท่านใดสนใจจะศึกษาภาษาบาลีก็สามารถศึกษาได้เองเลยนะครับ หรือจะปรึกษาผมก็ได้นะครับ ผมพอจะรู้อยู่บ้างเล็กน้อยครับ) ดังนั้นคำว่าพระจึงแปลว่า ผู้ประเสริฐ ถามว่า “ประเสริฐเพราะอะไร?” ก็ประเสริฐเพราะต้องเป็นผู้มีศีล ทรงศีล รักษาศีล มีอาจาระ มีความประพฤติที่เรียบร้อย น่าเลื่อมใสศรัทธา โดยที่จริงแล้วพื้นฐานของคนทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนดีมีศีลกันทุกคน แต่ที่ทำผิดศีลกันทุกๆวันนี้ก็เพราะอำนาจของกิเลส ซึ่งจะชักจูจิตใจของเราที่บริสุทธิ์เหมือนผ้าขาวให้กระทำในสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และเพราะอวิชชา คือไม่รู้ว่าสิ่งไหนดี เราควรทำ สิ่งไหนไม่ดีเราไม่ควรทำ เหล่านี้ล้วนทำให้เรากลายเป็นคนทุศีล ห่างไกลจากคำว่า “มนุษย์” เหลือเกิน ซึ่งคำว่า “มนุษย์” แปลว่า ผู้มีใจสูง ดังคำกลอนสอนใจที่ว่า
เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนนกยูงมีดีที่แววขน
ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคนก็เสียทีที่ตนได้เกิดมา…
ผมขอยกมาเพียงแค่นี้นะครับ
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมจึงเรียกมนุษย์ซึ่งแปลว่าผู้มีใจสูงว่า “คน ค.ควาย” ซึ่งไม่ใช่ “คน ฅ.ฅน”
ก็เพราะว่ากิเลสเป็นตัวชักจูจิตใจซึ่งเป็นเหมือนผ้าขาวๆของเราให้ลงไปสู่ที่ต่ำ ให้ทำในสิ่งที่ชั่ว ให้เราทำในสิ่งที่เป็นอบายมุข ผิดศีลธรรม จึงทำให้เราเป็นได้แค่เพียงคน ถามว่า “อะไรจะนำจิตใจของเราให้กลับไปสู่สถานที่ที่เราจากมา ซึ่งคือความดีงามภายในจิตใจได้ล่ะ?” ขอตอบว่า “ศีล” เพราะศีลเป็นรากฐานของการจะก้าวไปสู่การเป็นคนดีที่สู้ขึ้นไปอีก คือกลับไปเป็นมนุษย์ กลับไปเป็นคนที่ประเสริฐ ดังนั้น นักบวชที่ทรงศีล รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต จึงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญว่า เป็นผู้ประเสริฐ ซึ่งก็คือพระนั่นเองครับ
และแล้วนาคพระทั้ง 4 คน ก็ได้เข้าพิธีมอบนาคกับท่านเจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านก็ได้บอกให้นาคพระทั้ง 4 ไปท่องคำขอบรรพชาและคำขออุปสมบทพร้อมทั้งศีล 10 มาด้วย และท่านก็ได้อธิบายต่อไปว่า อุปสมบทคือการบวชเป็นพระ ส่วนบรรพชาใช้บวชสามเณรและศีล 10 ก็เป็นศีลของสามเณร ทำไมต้องบรรพชาและอุปสมบทล่ะ? เพราะว่าก่อนที่จะบวชเป็นพระ เราจะต้องบวชเป็นสามเณรก่อน เพื่อที่จะได้เป็นคนมีศีลบริบรูณ์ ก่อนที่จะเป็นพระจริงๆ หลังจากนั้นนาคพระทั้ง 4 คนก็กลับมาท่องคำขอบรรพชาอุปสมบทและต่อด้วยศีล 10
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. อะทินนาทานา “ เว้นจากการลักทรัพย์
3.อะพรัหมะจะริยา “ เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
(ห้ามถูกต้องกายหญิง)
4.มุสาวาทา “ เว้นจาการพูดปด
5.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา “ เว้นจากการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6.วิกาละโภชะนา “ เว้นจากการขบฉันในเวลาวิกาล
(ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไปจนถึงตี5เรียกว่า เวลาวิกาล)
7.นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา “ เว้นจากการร้องรำทำเพลง(ห้ามร้องเพลงฟังเพลงและเต้น)
8.มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เว้นจากการลูปไล้ด้วยของหอม(สิ่งบำรุงผิดทุกอย่าง)
9.อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา “ เว้นจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่(ห้ามนอนบนที่นอนนุ่มๆใหญ่ๆ)
10.ชาตะรูปะระชะตะปะฏิคคะหะนา “ เว้นจากการรับเงินและทอง
ผมและพี่ชายอีก 3 คนนั่งท่องด้วยกันอย่างมีความสุข (หรือเปล่า?) พอท่องมาถึงข้อสำคัญ เว้นจากการขบฉันในเวลาวิกาลหรือห้ามกินข้าวเย็นนั่นเอง
พี่คนที่พูดว่า 1 “งานเข้าแล้ว จะอดได้ไหมเนี่ย”
พี่คนที่ 2 “ไม่เป็นไรครับ เขาบอกว่าห้ามกินข้าวเย็นนี่ครับ... เรากินข้าวร้อนๆก็ได้”
ป๋ม “อืมมม - -”
พี่คนที่ 3 “ดูข้อ 9 นะ เขาบอกว่าห้ามนอนบนที่นอนสูงใหญ่ แสดงว่าเรานอนบนกุฏิไม่ได้ใช่ไหม”
ป๋ม “อืมมม - -”
มุกส่งท้ายครับ อาทิตย์นี้ขอโม้เพียงเท่านี้ส่วนอาทิตย์ต่อไปจะโม้เกี่ยวกับอะไรยังไม่ขอบอก ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ถ้ามีส่วนผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย สวัสดีครับ
เอาใจช่วยครับ
ขอบคุณครับ
ถือศีล 5 อดข้าวเย็นไหมค่ะเพราะตอนนี้ถือศีล 5 อยู่