เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ

 


ไตรสิกขา


เรียบเรียง ; กวี คงภักดีพงษ์
โยคะสารัตถะ ฉ.; ส.ค.'๕๑

 

หลักสูตรของพระพุทธเจ้า ที่บอกว่า ปลายทางคือการที่จิตปล่อยวางความยึดถือ หรือปล่อยวางความเห็นผิดว่า กาย-ใจนี้เป็นเรา จะต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา บางคนเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ความไม่เข้าใจในเชิงความสัมพันธ์กันนี้ เรามักจะตั้งโจทย์ตรงนี้ หรือว่าตั้งสิกขาของพระพุทธเจ้าไปตามที่เราคิดเอาเอง เช่น "ศีล" ของเราก็บอกว่า คือศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ ใครมีศีลมากคนนั้นก็มีความดีเรื่องศีล แล้วก็ "สมาธิ" เราไปพูดถึงสมาธิแบบฤาษีดาบส คือสมาธิที่ตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เราคิดว่าแน่วแน่แบบนี้แล้วจิตจะไปรู้ความจริง และ "ปัญญา" ก็คือการคิดพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลอะไรต่างๆ นาๆ ที่จริงสิ่งเหล่านี้มันไม่เกี่ยวกันเลย มันเป็นเพียงความเข้าใจของเรา

ท่านบอกว่า ศีลสิกขานี้ ศีลเป็นความปกติของจิต สมมติว่าชีวิตของเราล่วงละเมิดศีล ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ดื่มน้ำเมา อะไรต่างๆ ที่เป็นศีลเบื้องต้น ตัวศีลนี้เป็นกฏเกณฑ์ของมันอยู่แล้วว่า เมื่อล่วงละเมิดแล้วต้องไปอบาย หมายความว่า กรรมย่อมได้วิบาก นี้คือกฎของกรรม แต่ที่ท่านให้เรามีศีล ไม่ได้พูดถึงศีลที่เป็นคนเป็นสัตว์ หมายถึงว่า ที่เป็นเรื่องของคนเกิด แล้วก็คนตาย หรือว่าไปได้เสวยวิบากอะไรต่างๆ นาๆ เป็นเรื่องราวอย่างนั้น นั่นเป็นเรื่องสมมติ แต่เรื่องจริง ๆ ก็คือว่า ศีลทำให้จิตเป็นปกติ ผมเคยพูดไว้ที่นี้ เหมือนกับว่า เวลาเราจะส่องดูอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นของละเอียดเล็กๆ ต้องใช้แว่นขยาย อันแรกสุดเมื่อแว่นมันสกปรก เราต้องทำความสะอาดเอาขี้ดินขี้ทรายออกก่อน เอาสิ่งเปรอะเปื้อนออกก่อน นั่นคือศีล. ศีลคือทำให้ใจปกติ เป้าหมายคือทำให้ใจปกติ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีมากแค่ไหน จะต้องกี่ข้อๆ คำว่าใจปกติ หมายถึงว่า มันไม่ดิ้นรนเดือดร้อน ในตำราบอกว่า ศีลเพื่ออวิปฏิสาร. อวิปฏิสาร หมายถึง ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อคนมีศีลจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะไม่ต้องห่วงว่า จะมีใครมาทำร้ายเรา หรือเราจะไปทำร้ายคนอื่น เพราะว่าศีลคอยคุ้มกัน เมื่อจิตเป็นปกติ เหมือนแว่นขยายที่ขูดเกลาเอาสิ่งสกปรกออก

"สมาธิ" สมาธิเป็นความตั้งมั่นของจิต เหมือนกับการฝึกหัดที่จะถือแว่นขยายที่จะส่องอะไร ด้วยมือที่ตั้งมั่น เมื่อมือที่ตั้งมั่น ย่อมไม่ซัดส่าย หรือไม่สั่น ของที่ดูก็จะเห็นชัด มีจิตตั้งมั่นเพื่อที่จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น สมาธิจึงไม่ใช่สมาธิที่นั่งหลับหูหลับตา แล้วไม่รู้อะไร แต่สมาธินั้นจะเกิดขึ้นจากการที่จิตจำสภาวะต่างๆ ได้ หัดรู้ หัดดู หัดรู้สึกตัวไปบ่อยๆ เข้า จิตจะเริ่มตั้งมั่นขึ้น ตั้งมั่นหมายความว่า ไม่เผลอไปกับสิ่งที่โดนดึงดูด เพราะมันจำสภาวะได้ แล้วมันก็ไม่ตื่นเต้น เหมือนกับว่า เราไปในต่างเมืองครั้งแรก ไปต่างประเทศนี่ เราจะตื่นตาตื่นใจ เห็นของน่าดูไปหมด อย่างนี้ ไม่มีสมาธิ ไม่มีสัมมาสมาธิ คือจิตไม่ตั้งมั่น โดนอารมณ์ดึงดูดไปได้เรื่อยๆ จนเราอยู่ภูมิภาคนั้น อยู่ในประเทศนั้นเป็นสิบปี เราไม่เห็น ไม่สนใจอะไรเลย เราสนใจแต่สิ่งที่เราทำ และสิ่งทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะฉะนั้น สัมมาสมาธิก็จะเกิดจากจิตมันไปตื่นเต้นซะให้พอ เห็นอารมณ์ตรงนั้นน่ายินดี ก็โดนดูดเข้าไป เห็นอันนั้นน่ายินร้ายก็ผลักไสอารมณ์นั้น ก็เป็นทุกข์กับมันมาตลอดเลย เพราะจิตไม่ตั้งมั่นจึงโดนอารมณ์ดึงดูด พอหัดรู้หัดดูไปบ่อยๆ เข้า ไม่ว่าอารมณ์อะไรมาปรากฏ แล้วจิตจำได้หมดเลย จิตจำแล้วมันก็แค่นั้นแหละ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็เกิด เมื่อจิตจำสภาวะได้ จิตจะอยู่ของมันเฉยๆ เหมือนกับที่เมื่อกี้ผมบอกว่า หลับตาลงแล้ว จิตตั้งมั่น เพราะว่ามันรู้ว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ มันถึงอยู่เฉยๆ แล้วคอยดูว่าอะไรแปลกปลอมเข้ามา แต่ถ้ายังไม่มีสัมมาสมาธิ เดี๋ยวมันจะเที่ยวควานหาของดู เดี๋ยวไปดูลมหายใจสักหน่อยนึง เดี๋ยวอะไรก๊อกแก๊กๆ วิ่งไปดูทางหูสักหน่อยนึง มันจะเป็นของมันอย่างนี้ นั่นคือจิตที่ไม่ตั้งมั่น เพราะฉะนั้น สัมมาสมาธิสำหรับพวกเราที่ไม่ได้เจริญฌาน ก็คือการที่คอยหัดรู้ หัดดูอารมณ์ต่างๆ จนช่ำชอง แล้วจำสภาวะได้ และสติจะเกิดขึ้นเองแล้ว ตอนนั้นจิตจะตั้งมั่น และอยู่ในฐานของมัน เมื่ออยู่ในฐานของมัน อะไรมาปรากฏมันจะไม่เที่ยวไปดู มันจะไม่รู้ว่านี่คืออะไร แต่มันจะเห็นธรรมชาติเดียวกัน ก็คือธรรมชาติที่ปรวนแปร

สำหรับ "ปัญญา" นี้ มีอย่างเดียวคือเห็นไตรลักษณ์ ปัญญาไม่ใช่ไปรู้เรื่องอะไรมากมาย. นั่นคือจิตของอวิชชาที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า อวิชชารู้ทุกอย่าง นอกจากอริยสัจ ปัญญารู้อย่างเดียวคือเรื่อง อริยสัจ รู้ว่าทุกขสัจกำลังเกิดดับ รู้ว่ากายใจกำลังปรวนแปร นี่คือกิจของปัญญา

สิกขาทั้งสามจึงสัมพันธ์กัน จิตเป็นปกติ จิตตั้งมั่น และจิตเห็นความจริง เอาเข้าจริงๆ ธรรมชาตินี้อยู่ในขณะจิตเดียวเลย ขณะมีสติ จิตเป็นปกติ ขณะมีสติ จิตตั้งมั่น และขณะมีสติ จิตรู้ความจริง นี่พูดถึงในขณะที่เรากำลังมีสภาพธรรมขึ้นมาปรากฏ ในขณะเดียว ไตรสิกขาครบ ไม่ต้องบอกว่า เอ้า สมาทานศีล รักษาศีลก่อนน๊า เพราะฉะนั้น เวลาเราเรียนธรรมะแล้วเราไม่แปลเป็นสภาพธรรม แล้วแปลเป็นเรื่อง มันจะมากมายมหาศาล แต่ถ้ากลับมาสู่สภาพธรรม มันจะเหลือเรื่องสั้นๆ แค่นั้นแหละ 



มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com