| เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ |

ประกฤติ กับ ปุรุษะ :
ที่มาของแนวคิดโยคะของปตัญชลี ตอนที่ ๒
วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ส.ค.'๕๑
ปรัชญาสางขยะเชื่อว่า โลกนี้วิวัฒนาการมาจากประกฤติซึ่งเป็นมูลธาตุของโลก แต่ลำพังประกฤติอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดวิวัฒนาการใดๆ ได้ จึงต้องมีปุรุษะด้วย เพราะประกฤติเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ซึ่งสติปัญญาหรือวิญญาณ ไม่สามารถก่อให้เกิดโลกขึ้นมาได้ จึงต้องหาปุรุษะซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาหรือมีวิญญาณมาช่วยให้สามารถใช้สติปัญญาในการวิวัฒน์ตัวเองให้กลายเป็นสิ่งต่างๆ ได้ สางขยะยังเชื่อว่า เหตุที่แต่เดิมนั้นโลกนี้ยังไม่เกิดขึ้นเพราะว่าประกฤติและปุรุษะต่างก็แยกกันอยู่ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ต่อมาเมื่อประกฤติและปุรุษะมาสัมพันธ์กันเข้า (สังโยคะ) ก็เกิดจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการของโลกขึ้น ในการสัมพันธ์กันนั้นไม่ได้หมายความว่าปุรุษะหรือประกฤติเคลื่อนเข้าหากัน เพราะปุรุษะไม่มีกิริยาหรือไม่มีการเคลื่อนที่จึงเคลื่อนเข้าหาประกฤติไม่ได้ และประกฤติก็ไม่ได้เข้าหาปุรุษะจริงๆ แต่ความสัมพันธ์นั้นเกิดจากแรงสะท้อน (Reflection) คือ ปุรุษะสะท้อนเข้าหาประกฤติ เปรียบเทียบได้กับความคิดของจิตที่สามารถสั่งให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวได้ เช่นเมื่อจิตต้องการสื่อสารกับบุคคลซึ่งอยู่ตรงหน้า ก็จะสั่งให้ปากขยับเพื่อพูดกับคนๆ นั้น โดยที่จิตไม่ต้องเคลื่อนที่ไปที่ปาก แต่จิตทำให้เกิดแรงสะท้อนไปยังปากให้ปากทำงานตามที่จิตต้องการได้
โดยปกติประกฤติจะหมุนตัวอยู่ในลักษณะสมดุล แต่พอได้รับแรงสะท้อนจากปุรุษะ (จากการที่ปุรุษะสัมพันธ์กับประกฤติ) ก็ทำให้ประกฤติเกิดความไม่สมดุลขึ้น เพราะรชัสซึ่งเป็นคุณะ3 (ลักษณะ) ที่มีพลังขับดันหรือพลังกระตุ้นในตัวเองจะหมุนตัวออกนอกวงจรของตนเอง และเป็นเหตุให้สัตตวะและตมัส (ซึ่งโดยตัวของมันเองแล้วไม่มีพลังขับดัน) พลอยไม่สมดุลไปด้วย ดังนั้นเมื่อคุณะทั้ง ๓ ของประกฤติเกิดการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของตน จึงยังผลให้เกิดการผสมผสานกันเองในรูปต่างๆ แล้วผลที่สุดจึงเกิดวิวัฒนาการหรือเกิดโลกและสิ่งต่างๆ ในโลกขึ้นดังที่เราเห็นกันอยู่นี้ วิวัฒนาการดังกล่าวก่อให้เกิดสิ่งแรกคือ มหัต หรือ พุทธิ และจากมหัตหรือพุทธิจึงก่อให้เกิดสิ่งที่สองคือ อหังการ (ego) จากอหังการจึงเกิดมี มนัส ญาเณนทรีย์ ๕ กรรเมนทรีย์ ๕ และตันมาตระ ๕ จากตันมาตระจึงเกิดเป็น มหาภูต ๕ ดังแผนภูมิข้างล่างนี้

จากแผนภูมิข้างต้น มหัต ซึ่งเป็นผลผลิตอันดับแรกของวิวัฒนาการนั้น แปลว่า ใหญ่ หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นสิ่งแรกเริ่มที่ก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ แต่ถ้าว่าตามหลักจิตวิทยาแล้วผลผลิตอันดับแรกนี้จะเรียกว่า พุทธิ (Intellect) ซึ่งหมายถึง ปัญญา ทำหน้าที่กำหนดสิ่งต่างๆ และรู้จักตัดสินใจว่าอะไรเป็นอะไร การที่คนเรารู้จักแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งต่างๆ ออกจากกันได้ โดยไม่เห็นว่าสิ่งหนึ่งเป็นเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง ก็เพราะมี
พุทธิ ปรัชญาสางขยะกล่าวว่าุพุทธินี้วิวัฒนาการมาจากสัตตวะในประกฤติ ในภาวะบริสุทธิ์พุทธิประกอบด้วยลักษณะที่ดีหลายอย่าง เช่น คุณธรรม ความรู้ ความไม่หลงใหล ความไม่มีอุปาทาน และความดีอื่นๆ แต่ในเวลาที่ถูกอิทธิพลของตมัสหรือความเฉื่อยเนือยครอบงำ มันจะแสดงคุณลักษณะที่ไม่ดีออกมา เช่น ความโง่เขลา ความหลงใหล ความอาฆาตปองร้าย ความริษยา และความยึดมั่น เป็นต้น พุทธิเป็นวัตถุที่ละเอียดอ่อนผ่องใสและอยู่ใกล้ชิดปุรุษะตลอดเวลา มันจึงสะท้อนภาพของปุรุษะซึ่งเป็นสิ่งที่มีสัมปชัญญะให้ปรากฏในตัวมัน เปรียบเหมือนกระจกเงาสะท้อนภาพสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไว้ในตัวมัน4 ด้วยเหตุที่มันสะท้อนภาพปุรุษะให้ปรากฏในตนเอง พุทธิจึงเสมือนเป็นสิ่งที่มีสัมปชัญญะไปด้วย หน้าที่สำคัญที่สุดของพุทธิก็คือ ช่วยให้ปุรุษะมองเห็นความแตกต่างระหว่างตนเองกับประกฤติ อันเป็นเหตุให้ปุรุษะบรรลุโมกษะหรือหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในที่สุด
สิ่งที่วิวัฒนาการออกมาจากประกฤติอย่างที่สอง คือ อหังการ หรือความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน หรือ "ตัวกู" "ของกู" (I and mine) เพราะอหังการนี้เองทำให้ปุรุษะเข้าใจตัวเองอย่างผิดๆ ว่า ตัวเองเป็นผู้กระทำ ผู้ปรารถนา ผู้พยายาม ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ได้รับสุขหรือทุกข์ซึ่งเป็นผลของการกระทำ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้นับว่าเป็นความหลงผิด และจะผลักดันให้บุคคลกระทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ อย่างมากมายตามความคิดเห็นของตนเอง
อหังการมีคุณสมบัติ ๓ ประการตามคุณลักษณะหรือคุณะทั้ง ๓ ชนิดของประกฤติ คือ
๑) สาตตวิกะ เกิดขึ้นเมื่อลักษณะของสัตตวะเด่นกว่าคุณะชนิดอื่น
๒) ราชสะ เกิดขึ้นเมื่อลักษณะของรชัสเด่นกว่าคุณะชนิดอื่น
๓) ตามสะ เกิดขึ้นเมื่อลักษณะของตมัสเด่นกว่าคุณะชนิดอื่น
ผลของอหังการแบบที่ ๑ สาตตวิกะอหังการ ทำให้เกิดญาเณนทรีย์ ๕ คือ อวัยวะเพื่อการรับรู้ ๕ อย่างหรือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย และทำให้เกิดกรรเมนทรีย์ ๕ หรือ อวัยวะเพื่อการกระทำ ๕ อย่าง ได้แก่ ปาก มือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบาหรืออวัยวะสืบพันธุ์ และยังทำให้เกิดมนัส หรือใจอีกอย่างหนึ่งด้วย รวมเป็น ๑๑ อย่าง
ผลของอหังการแบบที่ ๓ ตามสะอหังการ ทำให้เกิดตันมาตระ ๕ หรือมูลธาตุพื้นฐานที่ละเอียดอ่อน ๕ อย่าง ได้แก่ มูลธาตุพื้นฐานแห่งเสียง การสัมผัส การเห็น การรับรู้รส และการรู้กลิ่น ซึ่งเราไม่อาจรับรู้ได้โดยตรงแต่เรารู้ว่าธาตุละเอียดเหล่านั้นมีอยู่เพราะเราสามารถรับรู้ผลผลิตของมันคือ สี เสียง กลิ่น รส และสัมผัสได้
สำหรับราชสะอหังการในแบบที่ ๒ เป็นเพียงผู้ช่วยให้อีกสองอหังการวิวัฒนาการได้ เพราะราชสะอหังการเป็นกิริยาหรือเป็นพลังขับเคลื่อน สาตตวิกะและตามสะอหังการนั้นไม่มีพลังจึงต้องอาศัยราชสะอหังการเป็นตัวขับเคลื่อน
ส่วน มหาภูต ๕ หรือธาตุหยาบทั้ง ๕ เกิดมาจากตันมาตระ ๕ ได้แก่ อากาศ ลม ไฟ น้ำ และดิน ทางด้านตามสะอหังการซึ่งทำให้เกิดตันมาตระและมหาภูตนับรวมกันได้ ๑๐ อย่าง
จากวิวัฒนาการของประกฤติไปเป็นสิ่งต่างๆ ตามแนวคิดของปรัชญาสางขยะดังที่สรุปเป็นแผนภูมิและอธิบายมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า ประกฤติได้วิวัฒนาการเป็นสิ่งต่างๆ รวม ๒๓ อย่าง (๑๐ + ๑๑ + ๑ + ๑) หากรวมตัวประกฤติและปุรุษะเข้าไปด้วยจะเป็น ๒๕ อย่าง โลกและสิ่งต่างๆ ในโลกล้วนประกอบขึ้นด้วยสิ่งเหล่านี้ทั้ง ๒๕ อย่าง บางสิ่งอาจมีครบ ๒๕ อย่างบางสิ่งอาจมีไม่ครบ แล้วแต่ลักษณะของสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตก็ประกอบขึ้นด้วยสิ่งเหล่านี้ครบทั้ง ๒๕ อย่าง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็มีส่วนประกอบไม่ครบทั้ง ๒๕ อย่าง
จากทฤษฏีวิวัฒนาการของประกฤติที่กล่าวมาข้างต้นนี้ หากยังมีข้อสงสัยว่าประกฤติซึ่งเป็นสสารนั้นวิวัฒนาการมาเป็นโลกและสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตได้อย่างไร ลองมาพิจารณาจากตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้นในสองประเด็น คือ
1) ชีวิตเจริญงอกงามและดำเนินไปโดยอาศัยสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ซึ่งโตมาจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ต้องอาศัยดิน น้ำ ลม แสงแดด และอากาศ (ซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานที่เรามองว่าไม่มีชีวิต) อันเหมาะสมเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นสามารถแตกหน่อและเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ได้ ในกรณีเช่นนี้ต้นไม้ซึ่งมีชีวิตต้องอาศัยอาหารและแร่ธาตุจากดิน น้ำ อากาศ แสงแดดต่างๆ เพื่อช่วยให้เติบโตและดำเนินชีวิตต่อไปได้เช่นเดียวกัน
2) ในชีวิตก็มีองค์ประกอบของสิ่งไม่มีชีวิตอยู่ด้วย เช่น ต้นไม้ หากแยกองค์ประกอบของธาตุพื้นฐานออกจากกันแล้วในที่สุดต้นไม้ก็จะไม่มีอยู่ ต้นไม้เมื่อเราดึงขึ้นมาจากดินแล้วจะพบว่า ลมซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้ต้นไม้สามารถดูดน้ำเลี้ยงและสังเคราะห์แสงได้ก็จะหยุดทำงาน น้ำที่เป็นองค์ประกอบในต้นก็จะระเหยออก ไฟก็จะหมดไปเพราะไม่สามารถสังเคราะห์แสงให้พลังงานได้ ที่ว่าง (อากาศธาตุ) ในท่อน้ำเลี้ยงและเซลล์ต่างๆ ภายในต้นก็จะค่อยๆ หดหายไป เมื่อทิ้งไว้นานวันเข้าต้นไม้ก็จะค่อยๆ เหี่ยวแห้งสลายกลายเป็นดินในที่สุด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สสารซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิตนั้นสามารถเป็นตัวก่อเกิดสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตก็สามารถคืนกลับไปสู่สิ่งไม่มีชีวิตได้ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตจึงเกื้อกูลกันในวิวัฒนาการของโลกและสรรพสิ่งในโลกนี้ ชีวิตมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน!!!
+++++++++++++++
3 คุณะ หมายถึง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะ ๓ ประการของสรรพสิ่ง ได้แก่ สัตตวะ รชัส และตมัส สัตตวะ คือ คุณสมบัติเบา บริสุทธิ์ ใสกระจ่าง เช่น จิตที่อยู่ในภาวะสัตตวะจะมีลักษณะสดใส เบิกบาน หรืออาหารที่เป็นสัตตวะเมื่อทานแล้วจะรู้สึกร่างกายเบา สบาย เป็นอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ผัก ผลไม้ เป็นต้น รชัส คือ คุณสมบัติกระตุ้น ผลักดัน ปรารถนา มีความรู้สึกรุนแรง เช่น จิตที่อยู่ในภาวะรชัสจะมีลักษณะฟุ้งซ่าน ซัดส่าย มีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจค่อนข้างมาก อาหารประเภทรชัสเมื่อทานแล้วจะรู้สึกร้อน กระตุ้น รุนแรง เช่น อาหารรสเผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด อาหารที่มีกลิ่นแรง ฉุน ทานแล้วจะรู้สึกร้อน เหงื่อออก กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกค่อนข้างมาก ส่วนัส คือ คุณลักษณะเฉื่อยเนือย นิ่ง หนัก แน่น ทึบ เช่น จิตที่มีภาวะของตมัสจะรู้สึกหดหู่ โศกเศร้า ท้อแท้ ง่วงซึม ส่วนอาหารประเภทตมัสเมื่อทานแล้วจะรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ย่อยยาก ทำให้อยากอยู่นิ่งๆ หรือง่วงนอน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เป็นต้น (ผู้เขียน)
4 อาจเปรียบกับคนเราเวลายืนอยู่หน้ากระจกเงา คนที่ยืนอยู่หน้ากระจกเปรียบเหมือนปุรุษะ ส่วนกระจกเงาก็เปรียบเหมือนพุทธิ หากคนผู้นั้นหลงผิดคิดว่าภาพที่ปรากฏอยู่ในกระจกคือตนเองจริงๆ (เกิดอวิชชา) ก็จะเข้าใจว่าตัวเองคือภาพที่อยู่ในกระจกเงาและตนเองกับภาพในกระจกนั้นเป็น สิ่งเดียวกันจริงๆ ทั้งๆ ที่ภาพในกระจกนั้นไม่อาจมีสัมปชัญญะหรือวิญญาณได้ ต่อเมื่อคนผู้นั้นเกิดปัญญาเข้าใจว่าตนเองไม่ใช่ภาพในกระจกเงา ตนเองกับภาพในกระจกเป็นคนละสิ่งกันและแยกกันอยู่ คนผู้นั้นจึงหลุดพ้นจากอวิชชาได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นมนุษย์เรามักจะหลงผิดและยึดติดอยู่กับรูปกายและความ คิดต่างๆ ว่าเป็นตัวตนของเรา ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเช่นนี้จึงเป็นมูลเหตุให้เรายังคงต้องเวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏร่ำไป (ผู้เขียน)
เอกสารอ้างอิง :
สุนทร ณ รังษี (๒๕๓๐). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อดิศักดิ์ ทองบุญ (๒๕๔๖). ปรัชญาอินเดีย. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ :
มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
|
อ่านบทความ |
