เรื่องล่าน่ารู้ก่อนมาญี่ปุ่น


บอกกล่าวเล่าให้ฟัง
 มีหลายๆเรื่องที่เพื่อนๆจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นเล็กๆน้อยๆ ในเรื่องการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ซึ่งในหลายเรื่องจำเป็นต้องใช้การสังเกตุและระยะเวลาในการเรียนรู้ เรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้จึงพยายามรวบรวมเรื่องราวที่คิดว่าเพื่อนๆน่าจะรู้ก่อนที่จะเดินทางมา เพื่อที่จะได้เตรียมตัวใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นขึ้น ทุกเรื่องอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็บอกกล่าวเล่าให้ฟังครับ

ก่อนที่เราจะมาญี่ปุ่นจะได้ไปรษณียบัตรใบหนึ่งให้ส่งไปที่สถานฑูตไทย
เป็นใบที่แจ้งให้ทราบว่าเราได้มาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว

หากมีเหตุการณ์อะไรเขาจะได้สามารถติดต่อเราได้

และหากมีการเลือกตั้ง

เราก็จะได้รับเอกสารยืนยันหากเราต้องการลงคะแนนทางไปรษณีย์

เอกสารที่ได้รับในการเลือกตั้งสว.ครั้งสุดท้ายก่อนมีการทำรัฐประหาร

เรื่องแรกเลยที่จะเล่าให้เพื่อนๆฟังคือเรื่องเกี่ยวกับกระแสไฟที่ญี่ปุ่นครับ
ที่เมืองไทยกระแสไฟฟ้าจะเป็นแบบ 220 โวลต์

แต่กระแสไฟที่ญี่ปุ่นจะใช้ 110 โวลต์

ดังนั้นก่อนเอาเครื่องใช้ไฟฟ้ามาหรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับเมืองไทย

ต้องดูด้วยว่าค่ากระแสไฟที่ใช้เท่าไร ไม่อย่างนั้นคงได้แบกเสียแรงเปล่าๆ

ซึ่งปลั๊กไฟส่วนใหญ่สมัยนี้จะเขียนว่า 100 V. - 240 V. AC. 50/60 Hz.

ถ้ามีตัวเลขนี้ก็ใช้ได้ทั้งที่เมืองไทยและที่ญี่ปุ่นอย่างไม่มีปัญหาครับ

ในกรณีที่เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ได้แค่ 220 โวลต์ แล้วต้องการนำมาใช้ที่ญี่ปุ่น

ให้หาซื้อเต้าเสียบแปลงไฟจาก 220 โวลต์ เป็น 110 โวลต์ ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยากนัก

ผมเคยเดินดูที่ห้างคาร์ฟูร์ก็มี และตามศูนย์การค้าที่เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าก็น่าจะมีขายนะครับ

ซื้อมาตัวเดียวพอแล้วใช้เต้าเสียบไฟที่มีหลายเต้าเสียบมาต่อพ่วงครับ .. ง่ายๆ

ในกรณีเดียวกัน ถ้าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นแล้วใช้ได้กับไฟแค่ 110 โวลต์เท่านั้น

แล้วต้องการนำกลับไปใช้ที่เมืองไทยซึ่งใช้ไฟ 220 โวลต์

ให้ไปซื้อหม้อแปลงเสียบแปลงไฟ ตัวละร้อยกว่าบาทมาเสียบ

แล้วเอาเต้าไฟเสียบมาเสียบพ่วง แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ

ที่น่ารู้อีกอย่างคือปลั๊กเสียบไฟที่นี่ใช้ได้กับหัวแบนเท่านั้นนะครับ

หากอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นหัวกลม อาจจะซื้อตัวเสียบพ่วงที่เป็นหัวแบน

หรือว่าจะทำแบบผมก็ได้นะครับ

ซื้อตัวเสียบมาแล้วมาตัดสายไฟต่อใหม่ง่ายๆ แต่ระวังอย่าให้ทองแดงสัมผัสกันนะครับ

ไม่งั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าได้พังแน่ๆ

ญี่ปุ่นจะมีการจัดทำที่ต่างจากบ้านเราที่ใช้รูปในหลวงพิมพ์ลงบนธนบัตร หรือถ้า
เป็นประเทศอื่นส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักการเมือง ประธานาธิบดี ฯลฯ แต่ที่ญี่ปุ่นไม่
ใช้รูปของมหาจักรพรรดิ์หรือนักการเมือง แต่จะใช้บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์


ถ้าเป็นธนบัตรฉบับละ 1000 Yen จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเซรุ่มแก้พิษงู
และค้นพบแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของซิฟิสิส  นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นมีชื่อว่า
Hideo Noguchi ส่วนด้านหลังของธนบัตรจะเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

ถ้าเป็นฉบับละ 5000 yen จะเป็นรูปนักเขียนผู้หญิงที่มีชื่อเสียงมาก (เมื่อนาน
มาแล้ว) ชื่อว่า Ichiyo Higuchi ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนอาชีพคนแรกของญี่ปุ่น
ด้านหลังของธนบัตรจะเป็นรูปดอกไม้ Iris

ถ้าเป็นฉบับละ 10,000 yen จะเป็นรูป Professor Yukichi Fukuzawa ผู้ก่อ
ตั้งมหาวิทยาลัย KEIO University และเป็นนักคิดคนสำคัญของญี่ปุ่น
ส่วนด้านหลังของธนบัตรจะเป็นรูปปั้นนก Phoenix จากวัด  Byodoin temple

ตู้โทรศัพท์ที่ญี่ปุ่นสีเขียวจะสามารถโทรออกต่างประเทศได้
ส่วนสีเทาจะโทรได้ในประเทศเท่านั้น

ในการคิดค่าโทรจะคิดเงินทุกๆ 10 เยน
สามารถใช้ได้แค่เหรียญ 10 เยน และ 100 เยน เท่านั้น

สำหรับตู้ที่โทรออกต่างประเทศได้(ตู้เขียว) จะมีเครื่องซื้อบัตรเติมเงินด้านข้าง

สำหรับคนที่ไม่มีเหรียญหรือไม่อยากหยอดเหรียญเยอะ

โดยใช้ธนบัตรใบละ 1000 เยนเท่านั้นนะครับ

สำหรับค่าโทรมาเมืองไทยก็ตกราวๆนาทีละ 35 บาท

นอกจากโทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรกลับเมืองไทยได้แล้ว

ยังมีบัตรโทรศัพท์แบบประหยัดที่สามารถโทรกลับเมืองไทยได้หลายชนิด

แต่บัตรที่ผมใช้เป็นประจำเป็นของ brastel

โทรมือถือจากญี่ปุ่นโทรกลับมือถือที่เมืองไทยนาทีละ 33 เยน หรือราวๆ 10 บาทต่อนาที

โดยจะได้บัตรฟรีจากกล่องหยิบฟรีแล้วนำบัตรไปเติมเงิน

สัญญาณถือว่าเหมือนคุยโทรศัพท์ธรรมดาเลยทีเดียว

รายละเอียดหรือต้องการให้เขาส่งบัตรให้ ลองไปที่ www.brastel.com

มีเจ้าหน้าที่ไทยด้วยพูดคุยไม่ยาก

นอกจากนี้ยังมีบัตรอื่นๆที่ค่าบริการถูกกว่าลองค่อยๆทำความรู้จักกับบัตรพวกนี้แล้วกันครับ

บางทีเพื่อนๆอาจจะเจอบัตรราคาถูกกว่าบัตรที่ผมนำมาเสนอนี้ก็ได้

หากเพื่อนๆได้มาญี่ปุ่นเอง คงจะเห็นถังขยะที่แยกประเภทของขยะตั้งอยู่บางพื้นที่
โดยเฉพาะหน้าร้านสะดวกซื้อต่างๆ

ที่นี่ให้ความสำคัญในการแยกขยะมากนะครับ

หากเพื่อนๆได้มีโอกาสมาอาศัยที่ญี่ปุ่นแล้ว

อยากให้ลองศึกษาการแยกประเภทขยะที่จะทิ้งด้วยนะครับ

อาจจะสอบถามจากเพื่อนข้างห้อง คนดูแลหอพัก ฯลฯ

ขยะชิ้นใหญ่ๆเช่นรถจักรยานยนต์ กระป๋องสี วัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้าง ฯลฯ

มักจะต้อเสียค่าใช้จ่ายในการทิ้ง

ขยะบางประเภทอาจจะต้องนำไปทิ้งที่ซุปเปอร์มาร์เกต

แต่ละพื้นที่ก็จะมีกฏระเบียบที่แตกต่างกันไป ยังไงก็อย่าลืมศึกษาเรื่องขยะด้วยนะครับ

(ผู้หญิงอาจจะมีปัญหาเรื่องการทิ้งผ้าอนามัย

ผมเองก็ไม่กล้าถามเหมือนกันครับว่าทิ้งในขยะอะไร ลองศึกษาดูนะครับ)

และในหลายๆครั้งอาจจะมีคนแอบเอาขยะที่ทิ้งยากไปทิ้งที่ถังขยะหน้าร้านสะดวกซื้อ

จนบางร้านถึงกับติดป้ายหรือมีกล้องวงจรปิดเลยทีเดียว

ตามบ้านต่างๆ เพื่อนๆอาจจะเห็นจุดทิ้งขยะซึ่งเป็นคล้ายๆกรงสัตว์เลี้ยง
แต่ละกรงจะเป็นของหลายๆบ้านที่ร่วมกันแชร์

หากเพื่อนๆอยู่อพาร์ทเมนท์หรือหอพักก็จะมีจุดทิ้งของที่พักนั้นๆ

ส่วนตารางที่บอกประเภทของขยะที่สามารถทิ้งได้ในแต่ละวัน

เทศบาลจะเอามาแจกตามบ้าน หรือตามที่พักอาจจะมีติดไว้ที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้

มีทั้งแบบเป็นภาษาญี่ปุ่และภาษาอังกฤษ

พยายามทิ้งให้ตรงกับประเภทของขยะในวันนั้นๆที่เขากำหนดไว้นะ

ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่นำไปทิ้งให้

. . . . . .

ผมเคยสงสัยเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ว่าทำไมชอบออกไปขี่รถเล่นตอนเช้าๆ

ราวๆ 5.30 น.

มารู้อีกครั้งตอนที่เพื่อนจะกลับแล้วเข้าไปทักทายกัน

เห็นเครื่องเล่นสตูดิโอขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างจะดีทีเดียว

เสื้อผ้าดีดี กางเกงยีนส์ และของเล่นเด็กมากมาย ทั้งที่ใหม่แกะกล่องและยังสามารถใช้งานได้

เมื่อได้สอบถามเพื่อนฟิลิปปินส์และเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วพอจะสรุปได้ว่า

เพื่อนมักจะออกไปดูตามกรงขยะของแต่ละบ้าน โดนเฉพาะกรงของอพาร์ทเมนท์

ซึ่งมักจะทิ้งขยะดีดีที่ยังใช้งานได้แต่ไม่ได้ใช้ และอาจจะซื้อของใหม่มาแล้วของเก่าใช้ได้อยู่

จัดห้องหรือบ้านใหม่แล้วของไม่มีที่เก็บ

ก็มักจะทำของนั้นมาทิ้งเลย

จึงมักจะเห็นเสื้อผ้าดีดี ร้องเท้าใหม่ไม่ขาด หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ได้

อยู่ในกรงขยะเสมอๆ

เพื่อนฟิลิปปินส์ผมขนของกลับประเทศทางไปรษณีย์กล่องใหญ่เลยทีเดียว

ผมเห็นก็อยากจะออกไปดูบ้าง .. แต่ว่าขี้เกียจตื่นเท่านั้นเอง

ในญี่ปุ่นเองก็มีหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ
เนื้อหาสาระอาจจะไม่มากเท่าไร แต่ก็ช่วยทำให้ติดตามข่าวสารบางอย่างสำหรับคนไทยได้

หลายๆครั้งที่เพื่อนๆใช้บัไดเลื่อน เพื่อนๆมักจะยืนจับกลุ่มคุย
หรือยืนชิดขวาโดยไม่รู้ตัว ..

แต่การใช้บันไดเลื่อนที่นี่แทบจะเป็นมารยาทของสังคม

นั่นคือ ให้ยืนชิดซ้ายของบันไดเลื่อนเสมอๆ หากจะยืนเฉยๆ

ทางด้านขวาของบันไดเลื่อนจะมีไว้สำหรับให้คนที่เร่งรีบเดินขึ้นมาเท่านั้น

ไม่ว่าคนจะมากเพียงใดถ้าจะยืนเฉยๆขึ้นบันไดเลื่อนก็จะต่อคิวชิดซ้าย

ระวังอย่าเผลอตัวนะครับ

หากยืนชิดซ้ายไม่ดีคนที่เดินขึ้นก็จะเดินชนอย่างไม่เกรงใจ (ในบางคน)

ถ้ายืนชิดซ้ายเมื่อมองลงไปข้างหลังอีกทีอาจจะเห็นแถวยาวเหยียดรอเราเดินขึ้นไป

หรือส่งเสียงบอกเราอย่างไม่สบอารมณ์ ..

เรื่องเล่าเกี่ยวกับจักรยานนะครับ

- จักรยานญี่ปุ่นค่อนข้างแพงพอควร อย่างถูกๆที่เคยเห็นก็ราวๆ 8,000 เยน

- ค่าซ่อมจักรยานแพงมากๆครับ ถ้าทำอะไรได้ทำเองดีกว่า ผมเคยไปปะยางมา 1 รู 1,400 เยนครับ แต่ได้มีโอกาสไปดูร้านขายอุปกรณ์ซ่อมจักรยาน ยางปะรูล้อ 10 แผ่น 500 เยน ยางใหม่เส้นละ 500-600 เยน เอาเงินค่าซ่อมมาเปลี่ยนยางใหม่เองได้ 2 เส้นเลยนะเนี่ย

- หากซื้อจักรยานมาแล้วต้องทำการขึ้นทะเบียนจักรยานด้วย เพราะหลายครั้งตำรวจจะเข้ามาถามรายละเอียดเกี่ยวกับจักรยานและเราถ้าไม่ได้ทำการขึ้นทะเบียนไว้ โดยทะเบียนจะเป็นสติ๊กเกอร์ติดที่โคนเบาะหรือบังโคนหลัง

- ห้ามขี่จักรยานซ้อน 2 นะครับ ผิดกฏหมายญี่ปุ่นครับ

- หากเมาแล้วขี่จักรยานจะถูกปรับ 50,000 เยนครับ ระวังด้วยครับ แต่ถ้าเมาแล้วขับรถ กฏหมายใหม่ออกมาแล้วครับ จะถูกปรับ 1,000,000 เยนครับ

Thai Restaurant