เมื่อผมอ่านความหมายและแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ (Leadership) นั้น ทำให้ผมเข้าใจว่า "สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานไม่มีวิธีการสร้างกลไกเพื่อดึงศักยภาพของคนอย่างเต็มที่" เพราะผมไม่เคยได้ใช้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาจนจบ ป. เอก และหลายคนที่ยังไม่เคยเข้าใจความสามารถส่วนตัวของผมอย่างแท้จริง
ต่างจากสมัยเรียนอยู่ออสเตรเลีย ที่อาจารย์ที่ปรึกษา Prof. Tanya Packer และทีมงาน Learning Support Network ของ Curtin University of Teachnology พยายามค้นหาและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กนักเรียนที่คิดวกวนและสื่อสารช้ากว่าความคิดกลายเป็นเด็กที่เรียนจบโทเอกได้เร็วที่สุด
ผมเหนื่อยๆๆๆ เหลือเกินที่ต้องทำงานหลายบทบาท ซึ่งในแต่ละบทบาทไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจในการมีชีวิตและการทำงานที่มีสุขได้เลย งานที่ผมต้องทำประจำในคณะฯ ได้แก่
1. การเขียนเอกสารแผนการจัดหลักสูตร (เขียนร่างเอง นำมาพูดคุยและสอนงานกับทีมงานที่ไม่มีประสบการณ์ ใช้เวลานานกว่าจะได้สรุปร่าง มีความคิดหลากหลายจากทีมงานและไม่เข้าใจภาพรวม ผู้มีประสบการณ์เร่งงานแต่ไม่มีกลยุทธ์พี่เลี้ยง งานออกมาแบบต้องแก้ไขอีกหลายรอบก่อนใช้จริง ผมสื่อสารนามธรรมแห่งกิจกรรมบำบัดและการเชื่อมโยงรูปแบบการเรียนรู้แนวใหม่แต่รูปแบบตารางสอน ม.ในกำกับของรัฐไม่ยืดหยุ่น)
2. การบังคับให้ทำงานคลินิกในขณะที่หน่วยงานนอกคณะฯ ต้องการความช่วยเหลือด้านวิชาการกิจกรรมบำบัด
3. การบังคับให้ทำงานวิจัย มีทุนสนับสนุน แต่ไม่มีระบบนักวิจัยพี่เลี้ยงหรือเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีประสบการณ์ระดับต่างๆ จากในและนอกสถาบัน
4. การบริหารบุคคล งบประมาณ การจัดหาครุภัณฑ์ ฯลฯ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดี แต่ผมต้องมาเรียนรู้กระบวนการที่วุ่นวาย เช่น อยากได้ครุภัณฑ์อะไร เขียนรายละเอียด โทรหาผู้จำหน่ายมากกว่า 1 ราย ตั้งงบประมาณ รองบประมาณข้ามปีกว่าจะอนุมัติ พออนุมัติ โทรหาผู้จำหน่ายขอใบเสนอราคาอีกรอบ ของมาส่งแต่ต้องตรวจรับให้มีการแก้ไขเกินกว่าเหตุ วุ่นวายมากจนเกือบสิ้นสุดปีงบประมาณ บางครั้งต้องสำรองเงินออกไปก่อนโดยลืมได้เลยว่าจะได้คืนเมื่อไร กว่าจะได้เซ็นรับรองมากกว่า 1 คณะกรรมการฯ กว่าจะใช้ของได้ ต้องลงเลขครุภัณฑ์ ต้องรอเบิกครุภัณฑ์ สุดท้ายนักศึกษายังไม่ได้ใช้ครุภัณฑ์ได้ทันตามแผนงาน ผมเคยทำเรื่องครุภัณฑ์ในต่างประเทศใช้เวลานานสุดคือ 2 อาทิตย์ เพียงแค่อีเมล์บอกรายการที่ต้องการส่งให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพื่อประสานงานเจ้าหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ กองคลัง กองเครื่องมือ กองจัดซื้อ และกองการศึกษา เป็นต้น ผมไม่เคยต้องทำทุกขั้นตอนเลยจนกลับมาทำทุกขั้นตอนในคณะฯ เมืองไทย จนสุดท้ายผมไม่อยากจะทำงานนี้อีกแล้วครับ
5. งานการเรียนการสอนและบริการวิชาการนอกคณะฯ มีระเบียบไม่นับรวมภาระงานสอนของอาจารย์ ทำให้มองดูว่า การไปช่วยงานวิชาการนอกคณะฯ มากเกินไปอาจทำให้งานวิชาการในคณะฯ ด้อยลง ซึ่งจริงๆ แล้วการเตรียมงานสอนคนนอกคณะฯ ทำให้อาจารย์ได้เรียนรู้วิธีการสอนคนทั่วไปก่อนที่จะนำมาปรับสอนนักศึกษาได้ดีขึ้น ที่สำคัญเป็นการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างภายในและภายนอกคณะฯ
ตอนนี้ สิ่งที่ผมจะพยายามดึงศักยภาพออกมาใช้ให้มากที่สุด คือ การวางแผนความรู้ความเข้าใจของตนเองใน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและความสุขของตนเอง 2. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำในการทำงานร่วมกับผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 3. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำในการทำงานร่วมกับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า และ 4. แผนการจัดลำดับความสำคัญจากงานที่ "ต้องทำแต่ไม่ชอบทำ" จนถึง "ต้องทำและชอบทำ"
นอกจากนี้ ผมคิดว่า ควรฝึกฝนภาวะการควบคุมอารมณ์และการสื่อสารของตนเอง เพื่อแสดงอารมณ์ในระหว่างแสดงภาวะผู้นำต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม หากพี่น้องชาว G2K มีอะไรที่อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกฝนอารมรณ์แห่งภาวะผู้นำ รบกวนด้วยครับ....
ขอบคุณครับอาจารย์ ผมก็สารภาพว่าเป็นเช่นเดียว ไม่รู้จะหนักกว่าอาจารย์หรือเปล่า เพราะวัน ๆ อยู่กับงานประจำ ชีวิตที่ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2534 - ปัจจุบัน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัจจุบัน ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช จนรู้สึกว่าชีวิตขาดความสุนทรียภาพไปมากมาย และตอนนี้ผมกำลังเรียนรู้ฝึกฝนการตัดสินใจอยู่ครับ..เพราะประเมินว่าตนเองเป็นคนตัดสินใจช้า.. จึงทำให้งานที่ออกมาเสร็จช้าตามกันไป..
ผมขอให้กำลังใจอาจารย์เพราะเมื่อเราสามารถ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ของเราที่แท้จริง (รวมเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง)ก็น่าจะเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเพื่อทำอะไรสำหรับชีวิตต่อไปได้อย่างดี
อ.ป็อปคะ
อ่านบันทึกนี้ก็เห็นภาพที่อ.เล่าได้ชัดเจนค่ะ
เมื่อต้องทำหลายๆ บทบาทในเวลาเดียวกัน บ้างครั้งความพร้อมกับการเตรียมใจยังไม่มาด้วย เลยอาจทำให้ดูเหมือนสับสนวุ่นวายจังเลยนะคะ
อาจารย์อาจจะต้องหาเวลาว่างสักนิดในการได้ทำอะไรในสิ่งที่ตนเองอยากทำค่ะ เพราะจะช่วยสร้างกำลังใจให้กับชีวิต
ในหลายๆ เรื่องที่อาจารย์เล่ามาต้องบอกว่าเคยเจอมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์และการสื่อสาร ซึ่งบอกได้เลยว่าคงต้องปรับตัว ปรับใจให้เย็นลงค่ะ เพราะถ้าอารมณ์ไม่ดีขึ้น ก็ทำให้การสื่อสารที่แสดงออกมาสื่อไปไม่ดี อาจทำให้อีกฝ่ายเกิดการต่อต้านได้ค่ะ
ไม่รู้แลกเปลี่ยนแล้วจะช่วยอะไรได้ไหม แต่ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้นะคะ
คิดว่าอาจารย์ต้องฝ่าฟันประเด็นต่างๆ ที่ อาจารย์เล่าไว้ในบันทีกไปได้ค่ะ ^_^
ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจและประสบการณ์ชีวิตที่ดีจาก อ.เอกราช และคุณมะปรางเปรี้ยวครับ
ขอส่งความสุขในการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขแก่ทุกท่านด้วยครับผม
อาจารย์ Dr. Pop
อาจารย์ Dr. Phaka
ตามแนวคิดของดิฉัน ทุกคนที่มีพลังความรู้ความสามารถที่กำลังสดใหม่อย่างท่านอาจารย์
ก็จะมีแนวคิดเหมือนๆกันและเมื่ออยู่ในองค์กรอย่างนี้นานๆก็จะ..ง...ไปเลย มาทางออกดีกว่าว่า
จะนำพลังความสามารถที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ช่อบที่ ตอนนี้ คืออาจารย์ กำลังพยายามดึง
ศักยภาพออกมาใช้ให้มากที่สุด คือ การวางแผนความรู้ความเข้าใจของตนเองใน 4 ลักษณะ ได้แก่
1. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและความสุขของตนเอง
2. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำในการทำงานร่วมกับผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า
3. แผนการพัฒนาภาวะผู้นำในการทำงานร่วมกับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า และ
4. แผนการจัดลำดับความสำคัญจากงานที่ "ต้องทำแต่ไม่ชอบทำ" จนถึง "ต้องทำและชอบทำ"
ดิฉันศึกษาแผนการพัฒนาอุดมศึกษาในปีนี่ที่แถลงจาก สกอ เรื่อง การประกาศ 2552เป็นปี แห่งคุณภาพอุดมศึกษาไทย
คือสาระส่วนใหญ่คือ นำผู้บริหารระดับอุดมศึกษาไปอบรมการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อนำความรู้มาใช้เราทำงาน(และก็จะใช้ถูกๆๆผิด)
ในฐานะบุคลากรทางการศึกษาจำต้องว่างแผนตัวเอง ตามแผน 4 แผนของท่านอาจารย์ นะค่ะ
ดิฉันคิดมากกว่านั้นค่ะว่าบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นอาจารย์ระดับอุดมศึกษาควรจะมีภาวะผู้นำทางวิชาการเพื่อจะนำพาประชาคมอาจารย์ระดับอุดมศึกษาให้มีความเข้าใจในทิศทางขององค์กรเสมือนรถไฟ shinkansen ที่หัวลากขบวนผลักเกิดกำลังที่ทวีประโยชน์และส่งแรงเสริมแรงให้องค์กรไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยเร็ว
ท่านอาจารย์คะ
อาจารย์ระดับอุดมศึกษาควรมี ภาวะผู้นำทางวิชาการ ด้านไหนดี ----และควรจะมีกี่ด้าน -----เพื่อจะนำพาอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืน มั้นคง แข็งแรง นะค่ะ
ตอบด้วยนะคะจะรอ
ขอบคุณมากครับวำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์ของคุณ "ดูเข้มแข็งแต่อ่อนแรง หรือ อาจารย์ Dr. Phaka"
ผมคิดว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าควรมีกี่ด้าน เพราะจากที่อาจารย์แนะนำมาถึง 4 แผนการนั้นอาจเรียงลำดับความสำคัญไม่เท่ากันในอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน
สำหรับผม ความเป็นผู้นำทางวิชาการคงไม่ใช่หนทางที่สำคัญที่สุด เท่าที่เรียนรู้ "แก่นแท้ทางจิตใจของตนเอง" ณ ปัจจุบันของบทบาทนักวิชาการ ทำให้ผมคิดว่า ความเป็นผู้นำจิตใจและความคิดของตนเองในแต่ละสถานการณ์ชีวิตปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ผมกำลังเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดแรงบันดาลใจก่อนที่จะเลือกปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความดีและความสามารถที่มีอยู่
ผมคาดหวังเล็กๆ ว่า ตนเองน่าจะเพิ่มพูนความรู้ในส่วนที่พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรวิชาชีพกิจกรรมบำบัดให้ดีเท่าที่จะมีปัจจัยในความพร้อมของผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และการจัดการระบบบริหารงานอุดมศึกษาไทย
แต่คงต้องใช้เวลาศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ในการสร้างสภาวะผู้นำทางวิชาการตามลำดับที่อาจารย์กล่าวมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ปรับจากแผนที่ 1-4 ตามแต่สถานการณ์ครับ