แต่เดิมการเรียนรู้ของคนไทยเราจะเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ (passive learning experience) โดยเรียนรู้จากการบอกการสอนของผู้ใหญ่ ของครู ของผู้บังคับบัญชา หรือจากการจัดอบรมให้ความรู้ตามหลักสูตรต่างๆ   แต่มีข้อมูลสะท้อนการเรียนรู้ลักษณะนี้ออกมาว่า  ไม่ว่าจะสอนจะอบรมได้ดีเพียงใด ผู้เรียนหรือผู้เข้ารับการอบรมก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งหมด

           Fred Kofman  และ Peter Senge กล่าวถึงปัญหาจากการเรียนรู้เชิงรับ  ที่สะกัดกั้นการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เราว่า  มาจาก 3 สาเหตุใหญ่ คือ

                        1. fragmentation  คือ การคิดแบบแยกส่วน  ซึ่งตอนเด็ก ๆ คนจะไม่คิดแบบแยกส่วน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นก็เริ่มเรียนรู้เป็นวิชา เป็นเรื่อง ๆ มีการสร้างคนให้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  พอมาทำงานก็เลยคิดแบบแยกส่วน มีกำแพงกั้นระหว่างฝ่าย ระหว่างคน

                        2. competition คือ การแข่งขัน ซึ่งความจริงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งนี้กลับเป็นการสร้างความกลัว ความไม่มั่นใจในตนเองให้เกิดขึ้น เช่น กลัวคนอื่นจะว่าโง่  คิดว่าตนเองพูดไม่เก่ง ฯลฯ จึงพยายามปกป้องตนเอง หรือพยายามแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้  โดยมุ่งผลระยะสั้น

                        3. reactiveness  คือ การทำงานตามคำสั่ง จะรอคำสั่งแล้วทำตามคำแนะนำ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เมื่อมีปัญหาก็จะตามผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้                       

                        แนวคิดเรื่องการเรียนรู้จึงถูกปรับเปลี่ยนจากแบบเชิงรับมาเป็นแบบเชิงรุก (active learning experience) ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา Constructivism ที่เชื่อว่าบุคคลสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้ด้วยตนเอง  ซึ่งคนไทยเรียกชื่อกันหลายชื่อ เช่น  รังสรรค์นิยม  นิรมิตนิยม  วิษณุกรรมนิยม เป็นต้น โดยมีคำสำคัญ  2 คำ  ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้ คือคำว่า องค์ความรู้  กับ  โครงสร้างความรู้

                  องค์ความรู้  (body  of  knowledge)  หมายถึง  ความรู้ที่อยู่ในศาสตร์  ได้แก่  ความคิดรวบยอด  หลักการ  วิธีการ  ที่อยู่ในตำรา  อยู่ในห้องสมุด  ซึ่งอยู่ภายนอกตัวบุคคล ที่สั่งสมกันมาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

                 โครงสร้างความรู้ (representations  of  knowledge)  หมายถึง  ความรู้ที่อยู่ภายในตัวบุคคล ที่เกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลนั้นๆ  ซึ่งไม่ได้ลอกเลียนมาจากองค์ความรู้  แต่ผู้เรียนต้องสร้าง(construct)  ขึ้นมาด้วยตนเอง  เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่  เมื่อพัฒนาโครงสร้างความรู้ต่อไปก็สามารถสร้างผลงานเป็นองค์ความรู้ให้คนอื่นค้นคว้าได้

                ต่อมา ซามัว แพพเพิร์ท (Seymour Papert) ได้คิดทฤษฎี Constructionism โดยต่อยอดจากปรัชญา Constructivism  ซึ่งแพพเพิร์ทให้ความเห็นว่า  ความรู้เกิดจากการสร้างขึ้นของบุคคลแต่ละคน ด้วยตนเอง  การศึกษาจะเป็นการจัดโอกาสให้บุคคลได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างสรรค์  ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่นำไปสู่กระบวนการสร้างพลังงาน  ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความหมายของ constructionism ว่า  คือการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา

                      แนวคิดสำคัญของทฤษฎี Constructionism หรือ การสร้างสรรค์ด้วยปัญญา คือ

                        1. เริ่มที่ผู้เรียนต้องอยากจะรู้ อยากจะเรียน อยากจะทำก่อน  จึงจะเป็นตัวเร่งให้เขาขับเคลื่อน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership)

                        2. ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน เป็นแรงจูงใจภายใน (internal motivation)ให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้

                        3. การเรียนรู้เป็นทีม (team learning) จะดีกว่าการเรียนรู้คนเดียว

                        4. เป็นการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ (Learning to learn) ไม่ใช่การสอน
 
วงจรการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism

         การเรียนรู้เป็นวงจร เริ่มจากการคิด (thinking) ซึ่งเกิดจากประสบการณ์เดิมของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่หรือข้อมูลใหม่ แล้วสร้างความรู้ (constructing) ขึ้นมาด้วยตนเอง แต่การสร้างสรรค์ความรู้ที่สมบูรณ์จะต้องมีการสะท้อนความคิดหรือสะท้อนประสบการณ์ (reflecting) มีการปฏิสัมพันธ์ (interactive) กับบุคคลอื่น  โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ก็จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ (new thinking) แล้วสร้างความรู้ใหม่ (new  constructing)  สะท้อนความคิดใหม่(new reflecting)  เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น  ความรู้จึงไม่หยุดนิ่ง จะเกิดการคิดค้นต่อไปอีก

                      การสร้างสรรค์ความรู้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ (knowledge  management) ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้ข้อมูล(data)เกิดความหมายเป็นสารสนเทศ(information) แล้วพัฒนาสู่ความรู้(knowledge) เพิ่มมูลค่าความรู้ให้ก้าวหน้าอย่างเป็นพลวัต

                        การสร้างสรรค์ความรู้ตามทฤษฎี constructionism นั้น ทุกฝ่ายจะต้องรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ยอมรับความคิดที่หลากหลาย ไม่ยึดมั่นในประสบการณ์หรือความเชื่อเดิมของตน มีความพยายามในการสร้างความรู้ แม้จะไม่สำเร็จก็จะใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือ ใช้ความหลากหลายและมุมมองที่แตกต่างกันนำไปสู่การเรียนรู้

                        การเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น  เพื่อให้เกิดการสะท้อนประสบการณ์ซึ่งกันและกันของบุคคลจนเกิดความรู้ใหม่ เรามักเรียกกันว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ง่าย ๆ  จึงต้องมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facillitators) เพื่อมาจัดการให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

โดยอาจดำเนินการภายใต้กิจกรรมพัฒนาคน พัฒนางาน ในรูปแบบต่างๆ เช่น  คิวซีซี   5 ส. เป็นต้น เมื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็สามารถสร้างให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (learning  organization) เกิดวัฒนธรรมคุณภาพที่ยั่งยืนต่อไป

                        การสร้างสรรค์ความรู้ตามทฤษฎี Constructionism จึงไม่ใช่เกิดขึ้นจากการบอก การสอน การสั่ง ของใคร  แต่เกิดจากการสร้างขึ้นโดยบุคคลแต่ละคน  ภายใต้บรรยากาศที่เอื้ออำนวย
 

---------------------------------------

ธเนศ  ขำเกิด  [email protected]