สภามหาวิทยาลัยชุดใหม่ของ มช. ประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ มี.ค. ๕๒ ผมเข้าไม่ได้ เพราะเขากำหนดวันประชุมเป็นวันเสาร์สุดท้ายของเดือน ซึ่งจะตกวันที่ ๒๙ มี.ค. พอเขาเลื่อนขึ้น ๑ สัปดาห์ ผมก็ติดนัดอื่นทันที
การประชุมครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ เม.ย. ๕๒ จึงเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าร่วมประชุม กรรมการที่ฉลาดและจัดเวลาได้ (ศ. ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช, คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร, คุณนวพร เรืองสกุล, ดร. สันทัด โรจนสุนทร, ศ. นพ. สิน อนุราษฎร์, ศ. ดร. วิษณุ เครืองาม, คุณอนันต์ ลี้ตระกูล) เขามาในตอนเย็นวันศุกร์ มาค้างที่เชียงใหม่ ๑ คืน ไม่ต้องตื่นตี ๔ เพื่อขึ้นเครื่องบินอย่างคุณมานิจ สุขสมจิตร, คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง, คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, และผม
ก่อนประชุมได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนาน คือ ศ. นพ. สิน อนุราษฎร์ เพื่อนเรียนห้อง ๑๒๒ และ ๑๔๔ ที่ รร. เตรียมอุดมศึกษา ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๓ และนั่งโต๊ะติดกันด้วย หมอสินชอบเล่าว่าเวลาเรียนเขาง่วงบ่อย ผมจะคอยสะกิดปลุก อ. หมอสิน เป็นอาจารย์ที่ รร. แพทย์ มหาวิทยาลัย เท็กซัส ที่เมือง Lubbock เป็นหมออายุรศาสตร์ โรคระบบทางเดินอาหาร แล้วกลับมาเป็นผู้บริหารที่ รพ. บำรุงราษฎร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นมา
นายกสภา มช. ท่านปัจจุบันคือ ท่านองคมนตรี ศ. เกียรติคุณ นพ. เกษม วัฒนชัย
บรรยากาศการประชุมสภามหาวิทยาลัยต่างๆ คล้ายๆ กัน ห้องประชุมใหญ่และยาวคล้ายๆ กันกับของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่ของ มช. เป็นพิธีกว่า คือมีป้ายชื่อกำหนดที่นั่ง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั่งใกล้ไปทางหัวโต๊ะ และกรรมการที่อาวุโสสูงเขาก็จัดให้นั่งไปทางหัวโต๊ะ อย่างผมเขาจัดให้นั่งติดกับ ศ. นพ. อาวุธ ศรีสุกรี อุปนายก ของมหาวิทยาลัยมหิดลไม่กำหนดที่นั่ง ไม่มีป้ายชื่อ และแปลกที่พวกอาจารย์ที่เป็นคนในจะมานั่งแถวหัวโต๊ะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมักนั่งท้ายๆ โต๊ะ แต่ก็นั่งปนๆ กัน ซึ่งผมว่าดี แต่จะมีคนอื่นมีความเห็นว่าไม่ให้เกียรติผู้ใหญ่หรือไม่ ผมไม่ทราบ
วิธีจัดวาระการประชุมก็คล้ายๆ กัน มีความพยายามจัดวาระเชิงยุทธศาสตร์ เชิงสร้างสรรค์มาให้สภาฯ ให้คำแนะนำ สภาฯ มช. กำหนดให้คณบดีที่เริ่มดำรงตำแหน่งใหม่ มาเสนอยุทธศาสตร์การบริหารคณะ คราวนี้มี ๒ คณะ คือบัณฑิตวิทยาลัย กับคณะวิทยาศาสตร์
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์เป็นท่านใหม่ คือ รศ. ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ นำเสนอโดยใช้ change management model และ benchmarking กับมหาวิทยาลัย UC Berkeley ที่เน้นการเชื่อมโยงกับพื้นที่ มีการวิเคราะห์สาขาวิชาการที่เข้มแข็งเป็นผู้นำระดับประเทศคือ ฟิสิกส์ กับ วัสดุศาสตร์ มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างน่าชื่นชมมาก ผมชื่นชมการใช้ข้อมูลในการคิด การวางแผนกลยุทธที่ดีมาก ถ้า implement ได้จริงโดยไม่ติดการเมืองภายในคณะ จะเป็นประโยชน์มาก คณะวิทย์ มช. มี นศ. เป็นระดับบัณฑิตศึกษาประมาณ ๑ ใน ๓ กรรมการสภาที่เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือคุณพารณ ร้องขอ ให้มุ่งผลิตบัณฑิตปริญญาตรีจำนวนหนึ่งไปเป็นครูวิทยาศาสตร์
คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเป็นท่านเก่า ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ ๒ คือ รศ. ดร. สุรศักดิ์ วัฒเนสก์ เราเห็นชัดเจนว่า มช. มีบัณฑิตศึกษาที่เข้มแข็งมาก สอดคล้องกับระดับความเข้มแข็งด้านการวิจัย ที่ถือได้ว่าเป็นอันดับ ๓ ของประเทศ ท่านคณบดีนำเสนอโดยใช้ข้อมูลการจัด University Ranking โดยดูจากข้อมูล ISI และจาก Times QS Ranking ผมคิดว่า มช. น่าจะนำเรื่องระบบบัณฑิตศึกษาและวิจัยมานำเสนอให้เห็นภาพใหญ่และภาพเชื่อมโยง เพราะจริงๆ แล้วมองเฉพาะที่บัณฑิตศึกษาจะไม่ครบ
ผมชอบคำขวัญของ มช. ที่ว่า CMU : A Place Where Nature Nurtures Human Intelligence
อ. หมอสินให้คำแนะนำเรื่องวิธีสร้างวัฒนธรรมวิจัย ที่ดีมาก คือต้องสร้างการยกย่องที่ความสามารถในการหาทุนวิจัยจากภายนอก และดูที่ผลงานวิจัยที่ original จริงๆ
สภา มช. เอาใจใส่เรื่องการเงินมาก กำหนดให้เอาบัญชี ๓ ประเภท คือ งบดุล รายรับรายจ่าย และกระแสเงินสด มารายงานทุกเดือน
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสภา มช. คือระบบเอกสาร อีเล็กทรอนิกส์ ดีมาก มี โน้ตบุ๊ค วางไว้ให้บนโต๊ะประชุม เอกสารครบถ้วน และ ลิ้งค์ ให้อย่างดี ใช้สะดวกมาก
มช. มีวิธีใช้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิแบบฉลาดมาก มีการจัดให้ไปเป็นกรรมการชุดย่อยอีกหลายชุด ผมโดนท่านอุปนายกและเป็นประธานกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของ มช. และโดนแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ด้วย
ดังนั้น ตอนบ่ายผมจึงต้องประชุมคณะกรรมการถึง ๒ คณะ คือคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของ มช. และคณะกรรมการนโยบายคณะแพทยศาสตร์ เวลาตรงกันพอดี ตกลงกันว่าให้ผมอยู่ประชุมคณะกรรมการชุดแรก ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้มาก เพราะมีกรรมการมาจากกรุงเทพอีก ๒ คน คือ รศ. พญ. นันทนา ศิริทรัพย์ กับ ผอ. พรทิพย์ กาญจนนิยต จากฟุลไบรท์ รวมกับกรรมการจาก มช. อีก ๒ ท่านคือ ผศ. ประสิทธิ์ ม้าลำพอง อดีตรองอธิการบดี และ ผศ. นพ. ศุภชัย เชื้อรัตนพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภา
เราค้นพบว่า จริงๆ แล้ว มช. ยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นของ มช. มีแต่แผนยุทธศสาตร์ของอธิการบดี ดังนั้น ownership / engagement ของภาคส่วนต่างๆ ของ มช. ทั้งภายในและภายนอก มช. ต่อแผนยุทธศาสตร์ น่าจะยังไม่ชัด ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็น finding ที่สำคัญยิ่งของคณะกรรมการชุดนี้ในเบื้องต้น
รายละเอียดวิธีคิด ผมได้รับจากท่านประธาน ศ. นพ. อาวุธ ศรีสุกรี ผู้เป็นอดีตอธิการบดี และเวลานี้แม้อายุจะ ๘๐ ปีแล้ว แต่ยังหนุ่มฟ้อ และได้รับจากผู้ตรวจเยี่ยม TQA ๒ ท่านคือ อ. หมอนันทนา กับ ผอ. พรทิพย์ มากมาย
วิจารณ์ พานิช
๒๖ เม.ย. ๕๒
กราบเรียน ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ ได้ประโยชน์มากครับ เห็นประสิทธิภาพ ของสภามหาวิทยาลัยจริงๆครับ ชื่นชมครับ
ผมขอชื่นชมและขอบคุณที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ได้กรุณาเขียนเล่าบรรยากาศการประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งแรกของอาจารย์ ให้ผู้ที่สนใจ ได้ทราบ อย่างเป็นกันเอง
เสียดายที่อาจารย์ไม่ได้ประชุมที่ห้องประชุมพระยาศรีวิศาลวาจา เหมือนสมัยก่อนโน้น ซึ่งเป็นห้องที่กว้างขวาง ผู้เข้าประชุมเห็นหน้ากันทั่ว ได้บรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนทัศนะมากทีเดียว
ประเด็นที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของ มช.ค้นพบว่า มช.มีแต่แผนยุทธศาสตร์ของอธิการบดี ดังนั้น ownership / engagement ของภาคส่วนต่างๆ ของ มช. น่าจะยังไม่ชัด นั้น เป็นประเด็นที่สภาคงจะต้องให้คำแนะนำชี้แนะให้ผู้บริหารและชาว มช. รวมทั้งภาคส่วนอื่นที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย ได้มีส่วนร่วมมากๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ คงจะเกิดกับอีกหลายมหาวิทยาลัยในประเทศเรา หากแต่ละสถาบันฝ่าทะลุจุดนี้ได้ ก็คงจะส่งผลให้การศึกษาและการวิจัยของไทยโดยรวม ก้าวกระโดดเร็วขึ้น
สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เป็นนายกสภาฯ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและอันดับที่ 30 ของเอเชีย ในปี 2009 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 โดยทีมงานเดียวกันกับ THE-QS ตามเว็บไซต์http://www.topuniversities.com/university_rankings/asianuniversityrankings
ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วย และหวังว่าอาจารย์คงจะช่วยกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศไทย ได้มีโอกาสติดอันดับของเอเชีย มากกว่าประเทศอื่นๆในกลุ่ม ASEAN ในไม่ช้านี้นะครับ