ความสมานฉันท์ของ Noun และ Pronoun
ไม่ใช่การเมืองเนอะ
เเต่เปนการเรียน
การทำให้งานเขียนของเรา มีความราบรื่น อ่านสละสลวย สิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้คือ การเลือกใช้ Pronoun เพื่อแทนที่ Noun ในกรณีที่เรากล่าวถึง Noun สักตัวหนึ่ง แล้วจำเป็นต้องพูดถึง Noun ตัวนั้นอีกครั้ง เราจะใช้ Pronoun มาแทนที่ Noun ตัวนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และNoun ตัวที่ถูกแทนที่ด้วย Pronoun นั้น ถูกขนานนามว่า Antecedent ในวันนี้ ป้าจะมาเล่าให้ฟังถึงการเลือกใช้ Pronoun ให้มีความสอดคล้องกับ Noun หรือพูดให้เข้าสมัยก็คือ ให้ Pronoun และ Noun นั้น มีความสมานฉันท์กันคับ
ตัวอย่าง : เราอาจพูดว่า
Our teacher gave us homework, and our teacher corrected our homework.
ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับ
Our teacher gave us homework, and she corrected it.
คุณครูให้การบ้านพวกเรา และเธอก็ตรวจแก้มันด้วย
ในที่นี้ she เป็น Pronoun ใช้แทน our teacher และ Antecedent ของ she คือ our teacher ส่วน it เป็นPronoun ใช้แทน homework และ Antecedent ของ it คือ homework
มีหลักอยู่ว่า Pronoun ที่นำมาใช้แทน Noun (หรือ Antecedent ของ Pronoun นั้น) จะต้องเลือกใช้ตามเพศ (gender) และพจน์ (number) ของNoun/Antecedent นั้นๆ หรือจะจำเป็นหลักย่อยๆดังนี้ก็ได้คับ
1. Singular Antecedent หรือ Noun เอกพจน์ เช่น man, person, customer, employee, everybody, one, anyone, each ถ้ามีPronoun มาอ้างถึง Antecedent เหล่านี้ จะต้องเป็น Singular Pronoun หรือPronoun เอกพจน์
- Each of the magazines has its different cover. นิตยสารแต่ละเล่มมีปกที่แตกต่างกัน
- Any customer who wants to get into the building must first give *his identification card to the security. ลูกค้าที่ต้องการเข้าไปในอาคารต้องยื่นบัตรประจำตัวให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน(*ตรงนี้เป็น Sexist Pronoun ที่จะพูดถึงต่อไปคับ)
2. Antecedent 2 ตัว ซึ่งเชื่อมด้วย and ถ้าใช้ Pronoun มาอ้างถึงAntecedent ดังกล่าว จะต้องเป็น Plural Pronoun หรือ Pronoun พหูพจน์
The manager and his secretary are discussing their work problem.
ผู้จัดการและเลขานุการของเขากำลังปรึกษาปัญหางานกัน
3. Antecedent 2 ตัว เชื่อมด้วย or หรือ nor ใช้Pronoun อ้างถึงตาม Antecedent ที่อยู่ใกล้ or หรือ nor
Neither the teacher nor the students read their books. (ใช้ Pronoun ตาม the students)
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างประโยคตามตัวอย่างข้างต้น เราอาจทำให้สละสลวยชัดเจนขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น
Neither the letters nor the package reached its destination.
เราอาจเขียนใหม่ได้เป็น
The letters did not reach their destination; nor did the package.
จดหมายไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับพัสดุภัณฑ์
4. Collective Nouns เป็นปัญหากึ่งๆโลกแตกประการหนึ่งในวงการของ Grammar ว่าจะถือเป็น Singular หรือ Plural ในประโยคนั้นๆดี สุดท้าย เค้ายอมความกันแล้วว่าแล้วแต่เจตนาของผู้เขียนเป็นหลักค่ะ หรือจะพูดให้ดูเป็นการเป็นงานขึ้นก็คือ แล้วแต่ sense ของประโยคนั้นๆ (ซึ่งฟังดูแล้วเก๋กว่า)
ขอเวลาชี้แจงเรื่อง Collective Nouns กันนิดนึงนะคะ Collective Nouns ก็คือ Nouns ของคน สัตว์ สิ่งของ ที่เป็นกลุ่มหรือหมวดหมู่ เช่น group, team, party, audience, cabinet, class, company, committee, board etc. ถ้านำ Collective Nouns มาเป็นประธาน อาจจะเลือกใช้กริยาในรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเจตนาและวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ประโยคนั้น ว่าจะให้ประธานเป็นหนึ่งเดียว หรือแยกเป็นแต่ละส่วน
ตัวอย่าง : This family has a big house.
ประโยคนี้ให้ this family หรือครอบครัวนี้ (ครอบครัวหนึ่ง) มีบ้านหลังใหญ่ จึงใช้กริยาเป็นเอกพจน์
The family have their own hobbies to do.
ประโยคนี้ ผู้เขียนให้ the family เป็นพหูพจน์ โดยสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนมีงานอดิเรกของตัวเอง จึงให้กริยาเป็นพหูพจน์
The football team has agreed with the coach’s advice.
ทีมฟุตบอลเห็นด้วยกับคำแนะนำของผู้ฝึกสอน
เป็นการแสดงกริยาเห็นด้วยทั้งทีมเป็นหนึ่งเดียว จึงใช้กริยาเป็นเอกพจน์
The football team have been quarrelling about how they were defeated.
ทีมฟุตบอลต่างทะเลาะกันเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ของพวกเขา
ทุกๆคนในทีมฟุตบอลทะเลาะกันเอง เกี่ยวกับความพ่ายแพ้ของทุกคนในทีม แต่ละคนในทีมนับเป็นหนึ่งส่วน นักฟุตบอลทั้งทีมจึงเป็นพหูพจน์
* Collective Noun บางคำมีความหมายเป็นพหูพจน์เท่านั้น เช่น police, people
นอกจากนั้น ยังมี Collective Noun อีกรูปแบบหนึ่ง ประกอบด้วย
Collective Noun + of + Noun เช่น
a pack of cards
a group of girls
a fleet of ships
ซึ่งจะเน้นความเป็นหมู่คณะให้ชัดเจนขึ้นเป็นหนึ่งเดียว จะใช้กริยาเป็นเอกพจน์
ทีนี้ ก็กลับมาเรื่อง Pronoun ของเรา การใช้ Pronoun แทน Antecedent ที่เป็น Collective Noun ก็ให้เลือกใช้ให้สอดคล้องกับกริยาของประโยคที่ Collective Noun ตัวนั้นเป็นประธาน ถ้าเลือกให้Collective Noun เป็นประธานเอกพจน์ ก็ต้องใช้ Pronoun เป็นเอกพจน์ด้วยให้สอดคล้องกัน แต่ถ้าให้ Collective Noun เป็นประธานพหูพจน์ ย่อมต้องใช้ Pronoun พหูพจน์ด้วยเช่นกัน ดูตัวอย่างค่ะ
เอกพจน์ : The contractor has submitted its proposals to the government agency.
ผู้รับเหมายื่นใบเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐบาลแล้ว (เป็นขั้นตอนของการประกวดราคาค่ะ)
ประโยคนี้ Collective Noun คือ the contractor หรือผู้รับเหมา (หนึ่งบริษัท) ใช้กริยา has เป็นเอกพจน์ ดังนั้น proposal ของผู้รับเหมาก็ต้องใช้ pronoun เอกพจน์คือ its ด้วย
พหูพจน์ : The committee have been arguing among themselves.
ในประโยคนี้ Collective Noun คือ the committee (คณะกรรมการ) ทุกๆคนในคณะกรรมการต่างโต้เถียงกัน ประธานของกริยาในประโยคจึงเป็นพหูพจน์ และ Pronoun ที่มาแทน Antecedent คือ the committee ก็ต้องใช้ Pronoun พหูพจน์ด้วย
การหลีกเลี่ยงการใช้ Pronoun ระบุเพศใดเพศหนึ่ง (Sexist Pronouns)
บางครั้ง เมื่อต้องใช้ Pronoun อ้างถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (เอกพจน์) เช่น a manager, a doctor, a student, an employee, a person ซึ่งไม่ได้ระบุเพศแน่ชัด การใช้ Pronoun เอกพจน์ เมื่ออ้างถึงบุคคลนั้นๆ อาจไม่เหมาะสมที่จะระบุเพศของ Pronoun เป็นเพศชายอย่างเดียว หรือเพศหญิงอย่างเดียว ถ้าจะให้ชัดเจนที่สุดจะต้องระบุทั้ง 2 เพศ เช่น he or she, his or her ซึ่งฟังดูแล้วไม่สละสลวย ดังนั้น จึงมีทางออก 2 ทาง เพื่อแก้ปัญหาดังนี้
1 เรียบเรียงประโยคใหม่ ให้ Pronoun’s antecedent กลายเป็น Plural
2. เรียบเรียงประโยคใหม่ โดยเลี่ยงไม่ใช้ Pronoun
ตัวอย่าง : Every student prepares for his or her homework.
แก้ไข : All students prepare for their homework.
หรือ : Every student prepares for an English homework.
ตัวอย่าง : Each child must get a permission letter from his or her parents.
แก้ไข : All children must get a permission letter from their parents.
หรือ : Each child must get a parental permission letter.
ตัวอย่าง : A person who loves his career is successful in his job.
แก้ไข : People who love their career are successful in their jobs.
หรือ: People who love career are successful in the job.
ข้อสังเกต : เมื่อเรียบเรียงประโยคใหม่ ต้องระวังในการเปลี่ยนพจน์ของ Antecedent และ กริยา ต้องให้สอดคล้องกันด้วย
วันนี้ ขอจบเรื่อง Pronoun และ Noun มีสิ่งดีๆสิ่งหนึ่งที่ไปค้นเจอมา เลยนำมาฝากไว้ให้ศึกษากัน เป็นโคลงสี่สุภาพของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านได้ถอดความจากโคลงโลกนิติ ซึ่งแต่งโดย สมเด็จ กรมพระยาเดชาดิศร ไว้อย่างไพเราะ และคงความเป็นโคลงสี่สุภาพไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ป้าเห็นว่าบทนี้น่าจะเหมาะสมและเตือนใจพวกเราได้ทุกคน เลยขออนุญาตนำมาจากหนังสือ Interpretative Translation of Thai Poets ให้พวกเราได้ศึกษากันคับลองสังเกตดู Noun และ Pronoun ที่ท่านใช้นะ
ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง All sentient beings pass away
คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้ what they’ve done do stay hereafter
คือเราติดตัวตรัง ตรึงแน่น อยู่นา Like shadows, so do they follow
ตามแต่บุญบาปแล้ ก่อเกื้อ รักษา Good, evil deeds forever till time does end.
ขอขอบคุงป้หน่อยมากๆเลยจ้า