จากการค้นคว้าบทความต่างประเทศ ทำให้เข้าใจว่าบางประเด็นยังไม่ได้ข้อยุติว่าอยู่ภายใต้หรือนอกเหนือขอบเขตการใช้บังคับของ CISG ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอรายงานขอบเขตการใช้บังคับครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาการในปัจจุบัน จากบทความต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบทวิจารณ์คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติมาตราที่เกี่ยวกับขอบเขตการใช้บังคับ ซึ่งในอนาคตย่อมมีการพัฒนาแง่มุมใหม่ ๆ และปรับเปลี่ยนแก้ไขอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อนำ CISG ไปใช้ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติการค้าระหว่างประเทศตามระบบกฎหมายที่แตกต่างกันและตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

การทำสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศแต่เดิมนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับต่อสัญญาโดยเฉพาะ ดังนั้น คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะพยายามเจรจาต่อรองที่จะให้กฎหมายภายในประเทศของตนมีผลบังคับใช้ในสัญญา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคู่สัญญาฝ่ายใดจะมีอำนาจต่อรองมากกว่ากัน และเป็นไปได้ว่ากฎหมายว่าด้วยการซื้อขายของประเทศหนึ่งมักจะแตกต่างจากอีกประเทศหนึ่ง จึงทำให้เกิดความไม่มั่นใจในสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่อยู่ต่างรัฐกันซึ่งเป็นปัญหาประการหนึ่งและในกรณีที่ว่าคู่สัญญาไม่ได้ตกลงโดยชัดแจ้งในสัญญาว่าจะเลือกกฎหมายใดมาบังคับใช้ ก็เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งในการเลือกใช้กฎหมายที่บังคับต่อสัญญา  ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยการใช้กฎหมายขัดกันของศาลในประเทศที่คู่สัญญานำเสนอข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่อาจเกิดตามมาก็คือกฎหมายขัดกันของแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกันไปตามระบบกฎหมาย และยังมีความไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศด้วย 

 

ดังนั้น เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงเพื่อการสร้างกฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ต่อสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศให้มีความเป็นเอกภาพโดยไม่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง  จึงมีสถาบันที่จัดทำกฎหมายเอกชนให้เป็นเอกภาพ (UNIDROIT) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการซื้อขายระหว่างประเทศ 2 ฉบับ เมื่อ ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) โดยมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมลงนามเป็นภาคี ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  อนุสัญญาทั้งสองฉบับมีชื่อดังนี้

1.          อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายรูปแบบของการซื้อขาย

ระหว่างประเทศ    (The Convention relating to a Uniform Law on the International Sale of Goods)

 

2.    อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายรูปแบบของการ

  ก่อให้เกิด   สัญญาสำหรับการซื้อขายระหว่าง

  ประเทศ  (The Convention relating to a

  Uniform Law on the Formation of Contracts

  for the International Sale of Goods)

 

แต่ประเทศที่เป็นภาคีมีจำนวนน้อยและไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร      ดังนั้นคณะกรรมการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (United Nations Commission on  International Trade Law) มีชื่อย่อว่า UNCITRAL ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติจึงได้ร่างกฎหมายแม่แบบในการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะสำหรับการซื้อขาย เรียกว่า United Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods 1980 (CISG) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1988 และนับได้ว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศหรือ CISG ได้รับความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง หลังจากใช้เวลามากว่า 30 ปี ในการเตรียมการร่างสัญญา และนับตั้งแต่การประชุมสหประชาชาติ (UN) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียในปี ค.ศ.1980  ซึ่งมีประเทศสมาชิก 62 ประเทศเข้าร่วมในการประชุม จนกระทั่ง ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549)  มีประเทศที่ประกาศใช้ CISG เป็นกฎหมายรวม 67 ประเทศ  ทั้งนี้เกือบทั้งหมดของประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีล้วนเป็นชาติมหาอำนาจทางการค้า ยกเว้น สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ และญี่ปุ่น  

 

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ หรือCISG แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการประชุมทางกฎหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์ระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด อีกทั้งนักกฎหมายและศาลในหลายประเทศก็มีความคุ้นเคยกับ CISG เสมือนหนึ่งเป็นกฎหมายภายในประเทศของตนเอง อนุสัญญาดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นกฎหมายกลางในการซื้อขายระหว่างประเทศเลยทีเดียว  ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นอาจเป็นเพราะการกำหนดขอบเขตการใช้บังคับ CISG ดังที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ 1 (มาตรา 113) ไม่ได้มีความซับซ้อนมากเกินไปและกลายเป็นต้นแบบให้กับอนุสัญญา หรือร่างสนธิสัญญาอื่น ๆ อีกหลายฉบับได้เจริญรอยตาม   

 

วัตถุประสงค์ของ CISG คือว่า  “CISG ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ที่รวบรวมแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ จึงไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่ครอบคลุมในเรื่องสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศทุกเรื่อง แต่มีจุดมุ่งหมายในการบัญญัติสิทธิหน้าที่และการเยียวยาขั้นพื้นฐานของผู้ซื้อและผู้ขายในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ อันเป็นหลักเกณฑ์ที่เกิดจากการผสมผสานและประนีประนอมของระบบกฎหมายต่าง ๆ ทำให้อนุสัญญานี้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ1 ดังนั้น จะพบว่าการนำ CISG มาใช้บังคับเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายใน ก็จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศและการตีความสัญญาเพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ซื้อและผู้ขาย ตลอดจนการเยียวยาระหว่างคู่สัญญา นอกจากนี้ ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของ CISG ยังเปิดช่องให้คู่สัญญามีเสรีภาพในการทำสัญญาโดยจะยกเว้นไม่นำบทบัญญัติ CISG มาใช้บางส่วนหรือไม่ใช้ทั้งหมดเลยก็ได้ ในขณะที่หลายประเทศมีการนำ CISG ไปใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะ  ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ผู้พิพากษาและเลขานุการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กล่าวถึงมุมมองของประเทศกำลังพัฒนาต่อการนำ CISG ไปใช้ได้อย่างน่าสนใจว่า  

อนุสัญญาซื้อขายสินค้าฯ (ระหว่างประเทศ) ตอบสนองปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ในแง่ที่เป็นกฎหมายที่ทันสมัยที่บัญญัติเป็นพิเศษสำหรับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ มีความยืดหยุ่น และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ซื้อและผู้ขายระหว่างประเทศในลักษณะที่สมดุล บทบัญญัติของอนุสัญญานี้วางหลักการที่ชัดเจนและครอบคลุมปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศที่กฎหมายภายในของประเทศที่กำลังพัฒนา

                               

1สุทธิพล ทวีชัยการ, บทวิเคราะห์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง  INCOTERMS  และกฎหมายซื้อขายระหว่างประเทศ,ในคู่มือการศึกษาวิชากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ, จัดพิมพ์โดย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (กรุงเทพมหานคร: จิรรัชการพิมพ์, 2545) น.136.

 

หลายประเทศไม่ได้บัญญัติไว้...ซึ่งความมีอยู่ ตลอดจนการใช้และตีความของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญาดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนา2

 

คำกล่าวข้างต้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เมื่อปี ค.ศ.1999 (พ.ศ. 2542)  ผ่านมาจนถึง ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งพบว่าเป็นช่วงที่ศึกษาค้นคว้าวิจัย CISG เชิงเปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเพื่อนำไปใช้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ  จากการประชุมทางวิชาการครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549  เพื่อร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์ โดยขออ้างอิงคำกล่าวของศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ในการประชุมครั้งนี้ที่ว่า

ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์ เพื่อมิให้ระบบกฎหมายซื้อขายของไทยมีหลายระบบมากจนเกินไป อันอาจทำให้นักกฎหมายต้องสับสนต่อการใช้บังคับ ดังนั้นในแนวใหม่นี้จึงได้จัดทำกฎหมายในรูปแบบการซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์ โดยวางหลักเกณฑ์ทั้งการซื้อขายสินค้าในประเทศและระหว่างประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ

๑. ถ้าเป็นการซื้อขายทางแพ่ง กฎหมายที่ใช้บังคับก็เป็นไปตาม          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

๒. ถ้าเป็นการซื้อขายทางพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือระหว่าง

    ประเทศก็จะใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้

ในกฎหมายฉบับนี้ของเราควรพิจารณาทั้งส่วนที่เหมือนและต่างกับที่มีอยู่ใน CISG และในกฎหมายแพ่งของไทย ในส่วนที่ต่างกันต้องนำมาพิจารณาแล้ววางหลักเพื่อปรับกฎหมายให้เหมาะสมกับการปรับใช้ในทางพาณิชย์  ... CISG เป็นอนุสัญญาที่ได้ผสมผสานทั้งระบบ Common Law และ Civil Law แต่จะสอดคล้องไปทาง Civil Law มากกว่า ทำให้ประเทศไทยไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการร่างกฎหมายไปตาม CISG”3

                               

2 Suthiporn Thaveechaiyagarn, “The Third World Perspective on the U.N. Convention on Contracts for the International sale of Goods,” วารสารทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, น.246-247.

3 <http://www.legalreform.go.th CISG

 

 

ถึงแม้ว่าการร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่การประชุมทางวิชาการที่ผ่านมาแล้วนั้น  แต่การศึกษาขอบเขตการใช้บังคับของ CISG เพื่อการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนนับว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง  หากประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการตราพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์โดยมีการนำCISG มาปรับใช้   ทั้งนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงด้วยว่าประวัติการตรากฎหมาย CISG แสดงให้เห็นว่าขอบเขตการนำไปใช้ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เปิดให้มีการพัฒนา แก้ไข และปรับเปลี่ยน4  ซึ่งจากการค้นคว้าบทความต่างประเทศ ทำให้เข้าใจว่าบางประเด็นยังไม่ได้ข้อยุติว่าอยู่ภายใต้หรือนอกเหนือขอบเขตการใช้บังคับของ CISG  ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอรายงานขอบเขตการใช้บังคับครั้งนี้  จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาการในปัจจุบัน จากบทความต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบทวิจารณ์คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติมาตราที่เกี่ยวกับขอบเขตการใช้บังคับ    ซึ่งในอนาคตย่อมมีการพัฒนาแง่มุมใหม่ ๆ  และปรับเปลี่ยนแก้ไขอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อนำ CISG ไปใช้ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติการค้าระหว่างประเทศตามระบบกฎหมายที่แตกต่างกันและตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

                             

4Annemarie Großhans, “Reflections on the Scope of the Applicability of the 1980 U.N. Convention on Contracts for the International Sale of Good,” Vindobona Journal of International Commercial Law & Arbitration (2005 ):3.

 

 

 

                             --------------------------------

      

                                                                  

                                                                                        มีต่อ