การปกครองต้องที่การถ่วงดุลย์ มีเสียงสนับสนุน มีเสียงคัดค้าน ติเพื่อก่อ ไม่หลงอำนาจ จิตสำนึกของข้าราชการ ประโยชน์ของชาติ

สวัสดีครับ

วันนี้ขอนำเสนอสาระหนังเกาหลี เรื่องลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ตอนนี้เกี่ยวกับตอนที่พระเจ้าจองโจ(ลีซาน) ได้ตอบโต้กับชางเทวู อดีตขุนนางที่เป็นตัวแทนพวกขุนนางหัวโบราณ ที่คิดถึงประโยชน์ส่วนตน (ชอบอ้างว่าเป็นประโยชน์ส่วนรวมหรือประเพณี) ไม่ยอมทำงานตามที่มอบหมาย หรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของพระราชา

yisan

ชางแทวู ทูลว่า "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่หม่อมฉันทำเพื่อให้ฝ่าบาททรงรู้ถึงหลักการปกครองที่ถูกต้อง โดยไม่เคยหวังเรื่องอื่น เป็นการแสดงความภักดีอย่างหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"

พระเจ้าจองโจ(ลีซาน)"งั้นหรือ ปล่อยให้ราษฎรเจ็บไข้ได้ป่วย
ละทิ้งหน้าที่ที่พึงกระทำ ทั้งหมดนี้ เพื่อแสดงความภักดีต่อข้าหรือไง"

ชางแทวู : "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงฝ่าบาททรงขับไล่อดีตขุนนางและลูกอนุฯ พวกเราก็จะกลับไปทำงานทันที อีกทั้งจะช่วยฝ่าบาทบริหารราชการอย่างแข็งขันโดยไม่มีการบิดพลิ้วอีก"

พระเจ้าจองโจ(ลีซาน) "หรือก็แปลว่า ถ้าข้าไม่ตกลงก็คงได้เห็นดีไปข้างหนึ่ง อย่างงั้นใช่ไหม"

ชางแทวู "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทคงต้องไตร่ตรองให้ดี"

พระเจ้าจองโจ(ลีซาน) "ท่านพูดก็มีเหตุผล เหมือนที่ท่านเคยบอก คราวนี้ข้าเป็นฝ่ายผิดจริงๆ เพราะ บ้านเมืองนี้ ไม่ใช่ของพระราชาคนเดียว ที่เป็นเสาหลักค้ำจุน คือ ขุนนางอย่างพวกท่าน ถ้าไม่มีขุนนาง ต่อให้ข้าเก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ คราวนี้ถือว่าข้าโง่เอง ต้องขอบคุณท่านเสนาซ้าย
ที่ให้บทเรียนอันทรงคุณค่า และ ระหว่างที่ไม่มีพวกท่านมาทำงาน ทำให้ข้าเกิดความคิดบางอย่าง นั่นก็คือ ข้าจึงคิดว่าจะปฏิรูประบบขุนนางให้ง่ายต่อการทำงานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยถือเอาโครงสร้าง ในยุคก่อนพระเจ้ายอนซันมาประยุกต์ใหม่ ทุกหน่วยงาน ให้ดูจากหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นหลัก ถ้างานซ้ำซ้อนก็รวมเป็นหนึ่งเดียวซะ สับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ให้ไปเรียนรู้งานของฝ่ายอื่น จะได้ไม่ยึดติดเกินไป ระดับล่างก็เหมือนกัน ตำแหน่งไหนไม่สำคัญหรือเป็นส่วนเกิน ถ้าไม่อยากออกก็ให้รวมกับคนอื่นซะ ถ้าตอนนี้พวกท่านจะกลับมา ข้าก็ไม่แน่ใจว่า ยังมีตำแหน่งไว้รองรับหรือเปล่า เข้าใจหรือยัง นี่คือสิ่งที่ข้าเรียนรู้ เหมือนที่ท่านเคยบอก ขุนนางคือเสาหลักของบ้านเมือง แต่ข้าก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญกว่านั้น คือไม่ควรให้พวกเขา(ขุนนาง) กุมอำนาจจนข้าแทบทำอะไรไม่ได้เลย ท่านจะสอนข้าใช่ไหม งั้นก็ได้ ข้าก็จะสอนท่านเหมือนกันว่าอะไร คือ หน้าที่ของขุนนางรวมถึง จิตสำนึกของการเป็นขุนนาง ให้ทุกคน ได้รู้ซึ้งแก่ใจซะบ้าง"

ชางแทวูและเหล่าขุนนางต่างอึ้งไปตามๆ กัน

สรุป : ในตอนนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจองโจ ใช้หลักการบริหารที่มี ผู้นำ คือ สมอง ผู้ลงมือปฏิบัติ คือ เป็นแขน ขา ที่ออกไปทำงานให้สำเร็จ สมอง แขน ขา อวัยวะในร่างกาย ต้องทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือพึงพากันและกัน ชีวิต(ประชาชน)จึงจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข 

ใช้หลักการปรับเปลี่ยน เรียนหน้าที่ เรียนรู้งาน เมื่อบุคลากรขาด หรือไม่อยู่ หรือลาพักผ่อน จะได้มีความสามารถทำงานทดแทนกันได้ (ไม่ใช่รู้เฉพาะเรื่อง เก่งเฉพาะบุคคลคนเดียว เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มาทำงาน ก็ต้องหยุดให้บริการ บอกให้รอไปก่อน เหมือนบางหน่วยงานที่เกิดขึ้นในประเทศไทย)

ใช้หลักการรวมหน่วยงาน พิจารณาอัตรากำลังให้เหมาะสม มากเกินไป ให้ยุบรวม 

การที่ขุนนาง(ข้าราชการ) มีอำนาจ มีการสร้างอิทธิพลมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อการปกครอง เพราะเมื่อข้าราชการ มีอำนาจ มีอิทธิพลมาก อาจมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ภายหลัง เลือกที่รัก แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย

มีการกระตุ้นจิตสำนึกขุนนางให้เห็น ผลประโยชน์ของชาติ อยู่เหนือ ผลประโยชน์ของตน

yisan

หลังจากนั้น ชางเทวู ก็ได้กล่าวถึงเพิ่มเติมอีกว่า "ถ้าให้หม่อมฉันกลับมาจริง ก็จะเหมือนอย่างตอนนี้ หม่อมฉันจะคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการของฝ่าบาท"

พระเจ้าจองโจ(ลีซาน) "ก็ทำไปสิ ที่ข้าต้องการจากท่านก็ คือ ข้อนี้ ข้าก็เคยบอกท่านแล้วว่า นโยบายปกครองของข้า ไม่ใช่มุ่งกำจัดคนที่เห็นต่าง ยอมรับคนที่เห็นตรงกัน แต่ ต้องการความคิดที่หลากหลายไปสู่ทิศทางเดียวกัน ท่านบอกว่ามีจุดยืนก็ไม่เป็นไร ส่วนข้า ก็จะใช้นโยบายใหม่ของข้า เพราะฉะนั้น เมื่อท่านกลับมาทำงานใหม่ มีอะไรไม่พอใจก็เสนอมาได้เต็มที่ ถ้ามีเหตุผลพอ ข้าพร้อมจะรับฟังความคิดคนอื่น แต่ถ้าไม่ถูกต้อง ข้าก็จะสู้กับพวกท่าน ยืนกรานความคิดตัวเอง ข้าจะให้รู้ว่า ความเสมอภาคเท่าเทียม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะทำให้บ้านเมืองเจริญได้ ข้าก็ไม่ใช่ว่า อยากเป็นพระราชาที่ทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจ และข้าจะให้พวกท่าน เปลี่ยนแนวคิดใช้ความสามารถที่มีให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แม้ว่าอาจจะยากเย็น"

สรุป : พระเจ้าจองโจ เป็นคนใจกว้าง รู้จักฟัง ยอมฟังและเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของลูกน้อง ไม่ชอบพวกปะจบ สอพอ ไม่ถือเอาความคิด ความเชื่อ ความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ ใช้เหตุและผล ต่อสู้กับความคิดของลูกน้อง รู้จักศิลปะในการจูงใจผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้มาร่วมสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ เป็นลักษณะหนึ่งที่ดีของวิถีผู้นำหรือหัวหน้าที่พึงปฎิบัติ