"จงย้อนกลับมาดูตัวเอง มองตัวเองในฐานะผู้ปฏิบัติ มิใช่ผู้เผยแพร่" ทุกถ้อยคำที่เขียนในทุก ๆ บันทึกจึงเป็นเรื่องของการฝึกฝน มิใช่จะโน้มน้าวให้ใครหลงเชื่อ ขอให้จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนปฏิบัติและเห็นเอง....

ในวันนี้ที่ฟ้าหม่นหมอง เสียงฟ้าร้อง แผ่นดินสั่นสะเทือนเหมือนฝนทำท่าจะตกใหญ่  ศิลาก็ได้รับโทรศัพท์ของกัลยาณมิตรที่มีจิตใจงดงามท่านหนึ่ง

       

                 

เราสนทนาภาษาคนธรรมดาอย่างเข้าใจ มีคำพูดหลายคำที่ฟังแล้วอึ้งและประทับใจ

 

ขอสรุปย่อ ๆ พอได้ใจความไว้เป็นบทเรียนให้ตนเองได้กลับมาทบทวนอีกครั้ง

 

            หัวข้อที่ 1 เราคุยกันถึงเรื่อง “อารมณ์หดหู่”

 

กัลยาณมิตรท่านบอกว่า เป็นธรรมดาของคนเราในสังคมทำงานที่จะต้องเจอะเจอสภาวะของจิตที่หดหู่เศร้าหมอง  เมื่อเกิดอารมณ์นั้นขึ้น ท่านก็จะปลีกวิเวก สันโดษตนเอง อยู่กับตัวเองแบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง จนกระทั่งมันหายไปเอง

 

ศิลาก็แลกเปลี่ยนไปบ้างว่า  โดยส่วนตัว  เวลาหดหู่ก็จะอยู่กับตัวเองเช่นเดียวกัน อาการก็จะคล้าย ๆ กัน ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ว่าหากศิลาไม่บอกคนใกล้ตัวว่าหดหู่แล้วนะ เขาก็จะไม่ทราบ  เพราะแสดงอาการปกติ และออกจะไปในทางหาอะไรมาทำให้หนักอึ้งผิดปกติ  และสดใสร่าเริงจนคนภายนอกก็อาจจะดูไม่ออก

 

ปัญหาคือไม่ว่าจะอย่างไร หากเกิดอาการนี้แล้วก็จำเป็นต้องยอมรับกับตัวเองว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่าหนี อย่ารังเกียจอารมณ์ด้านลบของตนเอง  หรืออย่าเก็บกดอารมณ์นี้ด้วยการนำอารมณ์อื่นมาปิดบัง บิดเบือน

 

ถามถึงสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้คนเราหดหู่ไม่ต้องไปหาเหตุผลเลยนะคะ ไม่มี ถึงมีก็อาจเป็นเหตุผลที่ปรุงแต่งทั้งนั้น  ไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่ทำให้หดหู่  แต่สนใจ ดูอาการหดหู่ก็พอแล้ว

หัวข้อที่ 2 อย่ากลัว “ความโง่”

เราคุยกันเรื่องความไม่รู้ หรือความโง่ กัลยาณมิตรท่านบอกว่าเคยกลัวว่าเราจะไม่รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ ตอนหลังก็ทำความเข้าใจใหม่ว่าไม่รู้ก็ดีเหมือนกันจะได้เป็นประเด็นในการเข้าหาผู้รู้เพื่อการแลกเปลี่ยนกับเขา  ประมาณว่าหาเรื่องผูกมิตร จะได้กัลยาณมิตรใหม่ ๆ อยู่เสมอ

 

ศิลาเห็นด้วยอย่างยิ่ง  หากเราทำตัวรู้ไปเสียหมด หรือทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเรารู้ ก็อาจจะยิ่งทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเรา “ไม่รู้จริง”  หลายครั้งที่ศิลาได้ยอมรับตรง ๆ ว่า “ไม่รู้ในเรื่องนั้น เรื่องนี้นะ  เป็นเพียงผู้กำลังศึกษาเท่านั้น” สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดแล้วนั้น ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งจะไม่เกิดการทบทวนและเปลี่ยนแปลงใหม่ วันดีคืนดี เราเข้า (ถึง) ใจในเรื่องเดียวกันใหม่ เราอาจจะกลับมาแก้ไขสิ่งที่เราบันทึกไปก็ได้

 

จึงไม่ได้รู้สึกละอายใจหากจะมีใครยืนต่อว่าว่า “เราไม่รู้เรื่องนั้นจริง ๆ ”  สิ่งที่ทำให้เราละอายใจคือว่าเราหลอกตัวเองและใคร ๆ ว่าเรารู้โดยที่เราไม่รู้ต่างหาก  แต่ตลอดเวลาศิลาได้บอกกับตัวเองเสมอว่า  เรื่องใดที่เรากำลังศึกษาอยู่และกำลังเขียนอยู่คือการฝึกฝนตนจากความไม่รู้ และไม่กลัวที่จะบอกว่า “โง่” ในเรื่องใด ๆ

 

เราสองคน (ศิลากับกัลยาณมิตร) ได้ข้อสรุปที่ตรงกันคือว่าหากมีใครทำให้เรารู้สึกว่า “คุณไม่รู้ในเรื่องนั้นจริงนะ”  เราก็จะน้อมรับกลับมาดูตัวเอง แก้ไข พัฒนาตนเองต่อไป

 

ในหัวข้อสนทนานี้  สอดคล้องกับที่พ่อบ้านของศิลาก็ได้มาสอนศิลาเพิ่มเติมว่าเวลาที่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์เรา .. จะมีผู้รับฟังอยู่สามประเภทนะ

1.  ถูกตำหนิ แล้วเพ่งโทษเขากลับไป         "ดูตัวคุณเองบ้างหรือยัง"

2.  ถูกตำหนิ แล้วหมดกำลังใจท้อแท้          "ดูตัวเองแล้วเศร้าจัง"

3.  ถูกตำหนิ แล้วมาสำรวจตัวเองเพื่อแก้ไข"ดูตัวเองแล้วต้องฝึกฝนให้จงหนัก"

 

เลือกเอาว่าจะเป็นคนประเภทไหน  ไม่ต้องบอกก็รู้นะคะว่าจะเลือกข้อไหนกัน

เขาจะพูดเสมอว่า...อย่าไปมองคนอื่นนะ  ให้มองที่ตัวเอง...

 

ผู้ให้ความรู้เป็นทานต้องทำลายตัวเอง อย่ามองตัวเองว่าเป็นผู้รู้ และมองว่าผู้อื่นไม่รู้หรือรู้น้อยกว่า   แต่ควรมองกลับมาที่ตัวเองในฐานะที่ก็เคยเป็น“ผู้ไม่รู้” มาก่อน หรือ  ขณะนี้ อาจจะไม่รู้จริงในบางเรื่องอยู่ก็ได้...การให้ความรู้จึงควรเปี่ยมด้วยเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์อย่างแท้จริง 

"ครูผู้รู้ที่ใจ" ใช่ว่าหาได้ง่าย ๆ... ตลอดชีวิต คิดว่าโชคดีที่เจอครูส่วนใหญ่ที่จะคอยให้กำลังใจศิษย์อยู่เสมอ...โดยพูดความจริงที่ชี้แนะแนวทางแก้ไข  หนทางสว่างไสวให้ศิษย์รู้เพื่อพัฒนาตน...น้อยครั้งมากที่จะเจอคนมาตัดสินตัวเราโดยไม่ชี้ทางให้

หัวข้อที่ 3 ชวนไปฟังธรรมบรรยายที่วัด

 

 หัวข้อนี้ น่าสนใจค่ะ กัลยาณมิตรท่านชวนขับรถไปฟังธรรมบรรยายที่ต่างจังหวัด  วันธรรมดา ออกเดินทางแต่เช้ามืด เพราะพระอาจารย์ท่านจะเริ่มเทศนาตอน 7.00.  ตรงกับใจของศิลากับพ่อบ้านที่เคยตั้งใจกันไว้ว่าจะไปพอดี พ่อบ้านบอกว่าได้เลย แต่ขอให้เป็นเรื่องของธรรมะจัดสรร เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยว่างแล้วทำไมต้องมีคำว่าได้เลย ให้หลงดีใจด้วยล่ะ? เราก็นึกว่าจะไปกันเร็ว ๆ นี้

 

สำหรับสาเหตุที่อยากไปกัน  อย่างแรกเลยคือศรัทธา  เวลาที่คนเดินดินกินเกาเหลา (ไม่มีเส้น) อย่างเรา อาจจะสร้างบุญบารมีมาไม่มากนัก การที่ได้ไปไหว้พระที่เป็นที่เคารพศรัทธาย่อมสร้างพลังใจทำให้เราอยากทำในสิ่งที่ตั้งมั่นไว้ ด้วยฉันทะ...จะบรรลุผลหรือไม่ ไม่สำคัญ  เพราะไม่ได้มีความอยาก (ตัณหา) อะไรมากนัก  

 

เมื่อเช้ามืดนี้ก็ได้ฟังธรรมที่มีผู้ถามพระท่านว่า

ทำอย่างไรจึงจะปฏิธรรมจนบรรลุได้ รู้สึกว่ากิเลสเต็มไปหมดเลย รู้สึกท้อแท้ใจมาก  ชาตินี้คงไม่มีบุญวาสนาแล้วกระมังคะ

 

พระท่านก็บอกว่า  ดีแล้วนะมองเห็นกิเลสตนเอง  แต่ก็อย่าท้อนะ  หากว่าปัจจุบันมองดูตัวเองเช่นไร อนาคตก็จะเป็นเช่นปัจจุบันนั้นเอง...

 

                            

              ลิขิตฟ้าหรือจะเท่าลิขิตคน 

 

 "จงย้อนกลับมาดูตัวเอง มองตัวเองในฐานะผู้ปฏิบัติ มิใช่ผู้เผยแพร่" 

ทุกถ้อยคำที่เขียนในทุก ๆ บันทึกจึงเป็นเรื่องของการฝึกฝน มิใช่จะโน้มน้าวให้ใครหลงเชื่อ  เพียงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนปฏิบัติและเห็นเอง แม้เพียงเท่าหางอึ่ง....และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง    ขอจงเชื่อในความดึของตนที่แม้จะทำได้

แค่งู ๆ ปลา ๆ ก็ค่อย ๆ เริ่มต้นไต่เต้าไปนะ...

 

        รอยยิ้มแห่งหัวใจเกิดขึ้นได้หากย้อนกลับมามองตนเอง

     

                ------------------------------------------------------

ขอจบตามสไตล์ศิลาแบบผู้ไม่รู้ โดยขอยกเรื่อง "ปัญญา" มาอ้างอิง   จากแหล่งข้อมูล http://www.dhammajak.net/book/panya/panya01.php

 

 ในมิลินทปัญหา พระนาคเสนได้กล่าวถึงลักษณะของปัญญา ๒ ประการ คือ

๑.ปัญญามีการตัดเป็นลักษณะ ข้อนี้มีอุปมาว่า ในการเกี่ยวข้าว ชาวนาจะจับกอข้าวด้วยมือข้างหนึ่ง จับเคียวด้วยมืออีกข้าง แล้วตัดให้ขาดด้วยเคียวที่ถือไว้ ฉันใด ในการเจริญภาวนา ผู้บำเพ็ญเพียรควบคุมใจไว้ด้วยโยนิโสมนสิการ แล้วตัดกิเลสด้วยปัญญา

 

๒.                     ปัญญามีการทำให้สว่างเป็นลักษณะ ข้อนี้มีอุปมาว่า เมื่อบุคคลส่องประทีปเข้าไปในที่มืด แสงประทีปย่อมกำจัดความมืด ทำให้เกิดแสงสว่าง รูปทั้งหลายย่อมปรากฏชัด ฉันใด เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ก็กำจัดความมืด คืออวิชชา ทำให้เกิดแสงสว่าง คือวิชชา ทำให้เกิดแสงสว่าง คือญาณ ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏขึ้น ฉันนั้น

-----------------------------------------------------

  ในสังคีติสูตร (บาลีเล่ม ๑๑ ข้อ ๒๒๘ ย่อว่า ๑๑/๒๒๘) กล่าวถึง ปัญญา ๓ คือ

       ๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด (เองไม่ได้ฟังมจากคนอื่น)

           ๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง (การอ่าน หรือ   การศึกษาเล่าเรียน)

๓.ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการอบรมจิตใจ (ละกิเลสได้ด้วยปัญญาชนิดนี้)

-----------------------------------------------

 

          ในสังคีติสูตร กล่าวถึงปัญญา ๓ อีกหมวดหนึ่ง คือ

           ๑. อายโกศล รอบรู้ในความเจริญ (รู้เหตุที่ทำให้อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ)

           ๒. อปายโกศล รอบรู้ในความเสื่อม (รู้เหตุที่ทำให้กุศลธรรมเสื่อม อกุศลธรรมเจริญ)

๔.อุปายโกศล รอบรู้ในความเจริญและความเสื่อม

 

           ในอวกุชชิตสูตร (๒๐/๔๖๙) กล่าวถึงบุคคล ๓ จำพวก คือ

๑. ผู้มีปัญญาดังหม้อคว่ำ ได้แก่ ผู้ที่รับฟังหรือเรียนอะไรแล้วก็ไม่เข้าใจ เปรียบเหมือนหม้อคว่ำซึ่งไม่อาจรองรับน้ำที่เทลงมาได้เลย

๒. ผู้มีปัญญาดังหน้าตัก ได้แก่ ผู้ที่รับฟังหรือเรียนอะไรแล้วพอเข้าใจได้ แต่หลังจากนั้นก็ลืมหมด เปรียบเหมือนผู้ที่กำลังนั่งเคี้ยวกินขนมต่างๆ ซึ่งวางอยู่บนหน้าตัก แต่เมื่อเขาเผลอตัวลุกขึ้น ขนมก็หล่นลงพื้นหมด

๓. ผู้มีปัญญามาก ได้แก่ ผู้ที่รับฟังหรือเรียนอะไรแล้วเข้าใจและจำได้ไม่ลืม เปรียบเหมือนหม้อหงายซึ่งรองรับน้ำที่เทลงมาได้หมด

 

                      ---------------------------------------------------------------

           ในสังคีติสูตร กล่าวถึงปัญญา ๔ คือ

           ๑. ทุกขญาณ ความรู้ในทุกข์

          ๒. ทุกขสมุทยญาณ ความรู้ในเหตุให้ทุกข์เกิด

          ๓. ทุกขนิโรธญาณ ความรู้ในความดับทุกข์

๕.   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ความรู้ในการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

           พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบท (๒๕/๓๐) ว่า ปัญญาย่อมเกิดจากการประกอบความเพียร (ไม่ใช่เกิดเองโดยบังเอิญ) ปัญญาที่เกิดจากการประกอบความเพียรเรียกว่า โยคปัญญา แม้เชาวน์ หรือไหวพริบที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดซึ่งเรียกว่า สชาติกปัญญา ก็คือปัญญาบารมีที่เกิดจากการอบรมในชาติก่อน

           หลักธรรมสำหรับอบรมปัญญาให้เจริญขึ้น เรียกว่า ปัญญาวุฒิธรรม (๒๑/๒๔๘) มี ๔ คือ

๑. คบสัตบุรุษ คือ หาแหล่งวิชาหรือครูที่มีความรู้และคุณธรรมดี

๒. ฟังสัทธรรม คือ ใส่ใจเล่าเรียนโดยฟังจากครูหรืออ่านจากตำรา

๓. คิดให้แยบคาย คือ พิจารณาให้ทราบถึงเหตุและผล คุณและโทษ ของสิ่งที่เรียนรู้

๔. นำสิ่งที่ได้ไตร่ตรองแล้วมาปฏิบัติให้ถูกต้องตามความมุ่งหมาย

ปัญญาหรือความรอบรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากราวกับแก้วสารพัดนึกประจำชีวิต เพราะเมื่อมีอุปสรรคหรือปัญหาเกิดขึ้น ผู้มีปัญญาย่อมวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำว่า สาเหตุเกิดจากอะไร เมื่อทราบสาเหตุแล้วก็ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ...

            --------------------------------------------------------------