บันทึกที่แล้วผมจั่วหัวเรื่องไว้ เป็น เรื่อง “จำ ใจ ใช้ วิ สัง ประ” แต่ ไม่ได้กล่าวถึงเลย มาบันทึกนี้ น่าจะเข้าเรื่องซักที
ความจริงเรื่อง “จำ ใจ ใช้ วิ สัง ประ” นี้มันก็คือทฤษฎีของ Bloom's Taxonomy นั่นเองครับ ซึ่งประกอบไปด้วย
- จำ : Remember
- ใจ - เข้าใจ : Understanding
- ใช้ - นำไปใช้ : Applying
- วิ - วิเคราะห์ : Analysis
- สัง - สังเคราะห์ : Create
- ประ - ประเมินผล : Evaluate
สมัยเรียนผมก็ท่องเป็นนกแก้ว นกขุนทอง เอาไว้ใช้สอบ แต่พอมาทำงาน ปรากฏว่าต้องนำไปใช้งานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นออกแบบหลักสูตร เขียน Course Outline ออกข้อสอบ เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังนำไปใช้เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของการสอนวิชา Train the Trainer ด้วย โดยยกตัวอย่างให้ผู้อบรมเห็น เพื่อนำไปใช้ต่อดังนี้ เช่น
- ระดับความจำ : เป็นระดับที่ง่ายที่สุดในการวัดความรู้ เช่น การบอกชื่อ ตัวเลข สถานที่ เ ป็นต้น
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถบอกชื่อ Mode การขับเคลื่อนรถไฟฟ้าเป็นตัวย่อ ได้อย่างน้อย 5 Mode
o ตัวอย่างข้อสอบ : จงบอกชื่อ Mode การขับเคลื่อนรถไฟฟ้าเป็นตัวย่อ มาอย่างน้อย 5 Mode
- ระดับความเข้าใจ : เป็นระดับที่ยากกว่าความจำ ขึ้นมาอีกขั้นในการวัดความรู้ เช่น การอธิบาย นิยาม หลักการต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถอธิบายหลักการทำงานของ Friction Brake ได้อย่างถูกต้อง
o ตัวอย่างข้อสอบ : จงอธิบายหลักการทำงานของ Friction Brake ในมุมมองของ Brake Cylinder
- ระดับการนำไปใช้ : เป็นระดับที่ยากกว่าความเข้าใจ ขึ้นมาอีกขั้นในการวัดความรู้ ซึ่งจะต้องนำความรู้ที่ได้จาก ความจำ และความเข้าใจนี้ ไปประยุกต์ใช้งานต่อ
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถเขียนแผนการสอนจากหลักการสอนแบบ MIAP ได้อย่างน้อย 1 เรื่อง
o ตัวอย่างข้อสอบ : จงเขียนแผนการสอนเรื่องระบบ Electrical Brake โดยใช้หลักการของ MIAP ตามขั้นตอนให้ถูกต้อง
- ระดับการวิเคราะห์ : เป็นระดับที่ยากกว่าการนำไปใช้ ขึ้นมาอีกขั้นในการวัดความรู้ คำว่าวิเคราะห์ หมายถึง การแยกแยะ สิ่งมีอยู่ออกเป็นส่วนๆ ตามความแตกต่างของแต่ละประเภทได้
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติของขบวนรถไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง
o ตัวอย่างข้อสอบ : ทำไมเมื่อเกิด Fault หมายเลข 23 ที่ A Car Control Panel จึงทำให้เบรกจับได้
- ระดับการสังเคราะห์ : เป็นระดับที่ยากกว่าการวิเคราะห์ ขึ้นมาอีกขั้นในการวัดความรู้ คำว่าสังเคราะห์ หมายถึง การทำขึ้นมาใหม่ สร้างสรรค์ สิ่งใหม่ด้วยนวัตกรรม เป็นต้น
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถสร้างสื่อการสอนเรื่อง ระบบ Pneumatic Brake จาก Power Point ได้อย่างถูกต้อง
o ตัวอย่างข้อสอบ : จงสร้างสื่อการสอนเรื่อง ระบบ Pneumatic Brake ด้วยโปรแกรม Power Point ให้ถูกต้อง
- ระดับการประเมินผล : เป็นระดับที่ยากที่สุดของการวัดความรู้ เนื่องจากต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันแล้วประเมิน ตัดสินใจ ว่าควรเลือกสิ่งใด เพราะเหตุใด
o ตัวอย่างการตั้งวัตถุประสงค์ : สามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
o ตัวอย่างข้อสอบ : .จงเปรียบเทียบความคุ้มค่าของ Promotion ตั๋ว Smart Pass และ Sky Card
มีเรื่องเล่า เกี่ยวกับการสอนของครู จากการสอนและตรวจข้อสอบที่ขำไม่ออกดังนี้
ข้อใดต่อไปนี้ถูกที่สุด
ก ซื้อมะม่วง 3 ลูก ลูกละ 5 บาท เป็นจำนวนเงิน 16 บาท
ข ซื้อมะม่วง 4 ลูก ลูกละ 5 บาท เป็นจำนวนเงิน 20 บาท
ค ซื้อมะม่วง 5 ลูก ลูกละ 5 บาท เป็นจำนวนเงิน 24 บาท
ค ซื้อมะม่วง 6 ลูก ลูกละ 5 บาท เป็นจำนวนเงิน 32 บาท
ด.ช. เก่ง ตอบ ตอบข้อ ข.
ด.ช. เฉลียว ตอบข้อ ค
ครูให้คะแนนเด็กชาย เก่ง แต่ ด.ช. เฉลียว ไม่ได้คะแนน ท่านคิดอย่างไรกับการตอบของเด็กทั้งสอง และการตัดสินให้คะแนนของครูคนนี้
ข้อสอบเป็นข้อสอบปรนัย.ครูออกข้อสอบคำตอบ.
หากนำมาใช้ในชีวิตจริง ต้องถามเด็กเฉลียวว่าทำไมจึงตอบข้อ ค.
ซึ่งอาจหมายถึงเขาได้ลดราคา 1 บาทหรือ...
กรุณาอธิบายว่าขำอย่างไร....
เด็กทั้งสองคนไม่ผิดครับ ตอบถูกทั้งสองคน แต่ครูต้องมีวิธีการที่ทำให้เด็กเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เด็กชายเฉลียวอาจจะคิดไปในระดับประเมินผลว่าถ้าซื้อในราคานี้ต้องได้ราคาที่ถูกที่สุด เด็กชายเก่งมองในแง่การคำนวณในระดับการนำไปใช้ ดังนั้นครูอย่าเพิ่งไปวางกรอบว่าต้องตอบตรงใจครู ต้องเข้าใจไม่มีเด็กคนไหนโง่ เพียงแต่คิดไม่เหมือนกับครูเท่านั้น ครูต้องไม่เป็นเพียงผู้สอนเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเกิดการอยากที่จะเรียนรู้ สนุกกับการเรียนรู้ ครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่าความรู้อยู่ตรงไหน แล้วแนะแนวทางให้เด็กไปหาความรู้นั้นๆ ซึ่งเด็กอาจจะมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญคือต้องให้เด็กรู้จักเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ ว่าทำอย่างไรจะได้ความรู้นั้นมา(สำนวนท่านไร้กรอบ)
หลงเข้ามาค่ะ แต่ดูเหมือนจะเจอรุ่นพี่ร่วมสถาบันค่ะ
จำ ใจ ใช้ วิ สัง ประ & MIAP
ข้อ สอบการสังเคราะห์คณิตศาสตร์ ป.1 จะให้เด็กสร้างผลงานเช่นการตั้งโจทย์ปัญหาจากสิ่งที่พบเห็นได้หรือเล่าค่ะ
ผมคิดว่า ข้อสอบมันก็ถามตรงตัวนะครับ ปัญหาคือเด็กตีโจทย์โดยใช้ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน หรือ จากบทเรียนที่ครูสอนในห้อง หากเด็กตีจากบทเรียนในห้อง ข. ก็ทำได้ถูกต้อง แต่ถ้าหากตีจากในประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ครูต้องออกคำตอบอีกข้อนึงว่า "ไม่มีข้อถูก" เพราะแม่ค้า 10 คนคงลดราคาให้ไม่เหมือนกันหรอกครับ ในชีวิตจริงผมยังไม่เคยเจอแม่ค้าคนในลดราคาให้เป็นเศษที่ต้องทอนเงินด้วยเหรียญเยอะๆ เช่น 1 2 3 4 6 7 8 9 เลย ส่วนมากหากลด เขาจะลดให้เหลือเป็นจำนวนที่ทอนง่ายๆ เช่น 5 หรือ จำนวนเต็ม 10 ไม่งั้นคงไม่มีหลักการตั้งราคาขายที่ต้องตั้งให้เป็นเลขคี่ หรอกครับ (คงประมาณให้ลูกค้าต่อราคาลงในกรอบราคาที่ตนต้องการหรือดึงดูดใจว่าของถูก)
หากให้พูด ผมว่ามันคงไม่จบใน 3 วัน 7 วันหรอกครับ เพราะเรากำลังคุยกันถูกเรื่องค่า A ซึ่งเทียบผิดถูกคงยาก
วิชาคณิตศาสตร์ผมว่ามันค่อนข้างตรงตัวนะครับอย่างคำถามที่ว่า จงกระจาย 4 x 3 เด็กคนนึงตอบ 4x4x4 แต่อีกคนตอบ 3x3x3x3 ซึ่งคำตอบเหมือนกัน แต่ถ้าให้ถูกหลักมันต้อง เด็กคนแรกจึงตอบถูกครับ เพราะหากเปลี่ยนคำถามเป็น(-4)x3 คำตอบจะต่างกันทันทีครับ
ในยุคที่สิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยเบ่งบานแบบนี้ บางครั้งก็ทำให้คนเราลืมหลักการและหลุดกรอบไปเยอะ จนบางครั้งเขาเริ่มคิดว่า การมีเครื่องคิดเลขในมือ ดีกว่าต้องมานั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ครับ
อยู่ที่ครูละครับว่าจะใส่ ค่า A ให้เด็กอย่างไร ^_^