ลูกหลานกำลังเดือดร้อน ไม่มีงานทำ แล้วเขาจะอยู่กินกันอย่างไร

วันนี้   วันที่ 29 เมญายน 2552

ผมมีโอกาสไปทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ลูกหลานของเรา ที่มาสมัครทำงานธุรการโรงเรียน ตามนโยบายต้นกล้าอาชีพ ชื่อโครงการคืนครูสู่นักเรียน   ผมรู้สึกสงสารเด็กเหล่านั้น  เขากำลังจะตกงานเป็นส่วนใหญ่

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ได้รับสมัครลูกหลานของเราที่จบปริญญาตรีทุกสาขา เพื่อคัดเลือกเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการในสถานศึกษา จำนวน 54 ตำแหน่ง ปรากฏว่าลูกหลานของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดใกล้เคียงมาสมัครสอบคัดเลือกจำนวน 400 กว่าคน จากการสอบถามในการสอบสัมภาษณ์ ท่านทราบไหม บางคนทำงานธนาคาร หน่วยงาน องค์กรอื่นๆ ที่กำลังจะถูกเลิกจ้างในอีกเดือนสองเดือนนี้ เขาจึงคล้ายเป็นคนหลักลอย จะไม่มีงานทำ ท่ามกลางภาระรับผิดชอบทางครอบครัว เรื่องปากเรื่องท้องและคนที่รอคอยอยู่ข้างหลังเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมอุปถัมภ์

54 คน กำลังจะมีงานใหม่ทำ เงินเดือน 4,800 บาท 3 เดือน เมื่อประเมินผลงานผ่าน ก็จะได้รับเงินเดือนตามวุฒิปริญญาตรี คือประมาณ 7,000 กว่าบาท หลังพ้นทดลองงาน เป็นต้นไป

หันกลับมามองข้างหลัง อีกประมาณ 300-400 คนละ ที่สอบไม่ได้เขาจะทำอย่างไร นี่เฉพาะปัญหาที่แม่ฮ่องสอน เขต 1 เท่านั้น ถ้ารวมกันทุกเขตและทั่วประเทศ ลูกหลานของเราจะไม่เดือดร้อนเป็นหมื่นเป็นแสนหรือ

ช่องว่างชีวิตของคนในประเทศไทย ดูมันช่างมากเหลือเกิน ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ท่านรู้ไหมอาชีพอะไรจะเฟื่องฟูที่สุด  การปล่อยเงินกู้นอกระบบไง  คนมีเงินก็ได้เปรียบ และมักจะ เอารัดเอาเปรียบ เสียด้วย รับจำนองจำนำทุกอย่างด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน แล้วลูกหลานของเราเหล่านี้จะรับไหวหรือครับ ไม่จมดินจนดักดานก็ให้มันรู้ไป หนักเข้าเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินอย่างยิ่ง บางคนก็อาจวิ่งไปขอยืมเงินกู้รายวันดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 20 ก็ยิ่งจมหนักเข้าไปอีก

เราจะช่วยเหลือลูกหลานของเราอย่างไรดีครับ  อย่าบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง คงแก้ไม่ได้หรอกเพราะชีวิตในเบื้องต้นของพวกเขาไม่ได้ดำเนินมาในแนวทางนั้น หลายคนยังผูกพันอยู่กับภาระหนี้สิน คือการผ่อนเครื่องอุปโภคที่เป็นค่านิยมในสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น รถจักรยานยนต์ ทีวี ตู้เย็น ฯลฯ ไหนจะค่านมลูก ค่าเทอมลูก จิปาถะ เมื่อแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ก็จะเกิดโรคเครียด โรคซึมเศร้า ในที่สุดลูกหลานเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นพลเมืองที่ด้อยคุณภาพไป แล้วจะควานหาความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติได้ที่ไหน อย่างไร

มาช่วยกันคิดดีไหมครับ ลำพังลูกหลานของผมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 3-4 ร้อยคนนี้ ผมก็หนักใจแทนอยู่แล้ว ไม่นับรวมเด็กที่จบใหม่ หรือกำลังจะจบ เขาคงเรียนเพื่อ ให้ได้ความรู้ เท่านั้น คงไม่มีโอกาสนำความรู้ไปพัฒนาประเทศของเรา  นี่คือระบบและวิธีคิดของสังคม โดยเฉพาะราชการไทยที่มักทำงานแบบ แยกส่วน ไม่เชื่อมโยงและร้อยรัดกันด้วยแผนพัฒนาที่มีศักยภาพ  จึงทำให้ประชากรส่วนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ยังหางานทำไม่ได้ (ไม่มีตลาดแรงงานรองรับ)  ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น......

เศรษฐกิจมันพังเร็วจนเกินไป  ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกก็มาเร็วเหลือเกิน ปัญหาอาชญากรรมก็มาก ทางไหนก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด วุ่นวายไปหมด เกิดมาเป็นมนุษย์ทำไมมันต้องทุกข์ทนถึงเพียงนี้...โลกจ๋า..ผู้ใหญ่จ๋า ทำไมต้องทอดทิ้งลูกด้วย รู้ไหมลูกต้องต่อสู้กับวิบากกรรมที่ลูกไม่ได้คิด ไม่ได้สร้าง ก็คนอื่นเขายัดเยียดให้ลูกทั้งนั้น.........

อาจารย์เก