อสังหาฯ ไทยซบเซาหลังวิกฤตการณ์การเงินโลกและการเมืองไทย

      อสังหาฯ ไทย ซบเซาต่อเนื่องหลังเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก บวกการเมืองไทยร้อนแรง ผู้ประกอบการรายเล็กแห่ปิดบริษัท ทำออฟฟิศนอกซีบีดีความต้องการลด

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงต้นไตรมาส เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งให้มีความหวังมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของไทย แต่ในขณะที่มาตรการต่างๆ เหล่านี้ยังไม่แสดงผล เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน ทำให้แนวโน้มทางเศรษฐกิจทรุดตัวลงไปอีก

ในส่วนของมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการขยายฐานการลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง มีผลในการช่วยให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้ว ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ พบว่า มาตรการนี้ไม่มีผลมากนัก

โดยภาพรวมแล้ว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในขณะนี้ เป็นตลาดของผู้เช่าและผู้ซื้อ เนื่องจากความต้องการที่ลดลงทำให้เจ้าของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรืออาคารสำนักงาน มีการแข่งขันสูงขึ้น และเสนอแรงจูงใจให้กับผู้ซื้อผู้เช่ามากขึ้น หากมองในแง่ดี สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ยังไม่เอื้อให้มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ขึ้นมากนัก ซึ่งจะช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ทรุดตัวลงไปอีกมากนัก และจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเริ่มฟื้นตัว

อัตราค่าเช่าลดความร้อนแรง

นางสุพินท์ กล่าวต่อว่า จากปัจจัยดังกล่าวถือว่าตลาดอาคารสำนักงานเป็นจังหวะของตลาดผู้เช่า ซึ่งมีอำนาจการต่อรองในด้านราคาสูงกว่าช่วงปกติ แต่กลุ่มอาคารสำนักงานใจกลางเมือง (ซีบีดี) เกรดเอจะปรับตัวลดลงไม่มากนัก เฉลี่ย 2% จากเมื่อปีที่ผ่านมา จาก 671 บาทต่อตารางเมตร ณ สิ้นปี 2551 ลดเหลือ 662 บาทต่อตารางเมตร ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้

ทั้งนี้ อัตราค่าเช่าที่ลดลงถือว่าทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเมื่อช่วงปี 2547 – 2549 อัตราค่าเช่าเพิ่มสูงถึง 15-20% ซึ่งถือเป็นช่วงที่ร้อนแรงที่สุด หลังเกิดวิกฤตฟองสบู่ปี 2540 และทยอยปรับตัวลดลงหลังรัฐประหารและภาพการเมืองที่ยังคงวุ่นวายต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางโจนส์ แลงฯ มองว่าอาคารสำนักงานใจกลางเมืองไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนัก แต่ยอมรับว่าที่อยู่บริเวณนอกใจกลางเมืองอาจปรับตัวลดลงมาก รวมถึงความต้องการเช่าในกลุ่มนี้ก็ลดลงด้วย เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่เจอพิษเศรษฐกิจในช่วงนี้จนต้องปิดกิจการลงก็ต้องส่งคืนอาคารสำนักงานที่เช่าอยู่ด้วย

ซัพพลายใหม่ปี 52 แตะ 2.1 แสนตร.ม.

สำหรับอาคารสำนักงานที่มีกำหนดสร้างเสร็จในกรุงเทพฯ ปี 2552 มีด้วยกัน 6 อาคารด้วยกัน โดยแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 มีจำนวน 2 อาคาร ได้แก่ อาคารเอเชีย เซ็นเตอร์ และไซเบอร์เวิลด์ รัชดาภิเษก แล้วเสร็จในไตรมาส 2 จำนวน 3 อาคาร คือ อาคารพาคิน รัชดาภิเษก, ศาลาแอดสาทร และเซ็นทรัล พลาซ่า แจ้งวัฒนะ ส่วนอาคารเอเนอยี คอมเพล็กซ์ จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 รวมพื้นที่ทั้งหมด 216,000 ตารางเมตร

นางสุพินท์ มองว่าจำนวนซัพพลายเพิ่มใหม่ถือว่าไม่มากนัก อีกทั้ง บางอาคารมีลูกค้าเซ็นสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว เช่น อาคารเอเนอยี คอมเพล็กซ์ ถูกใช้เป็นที่ทำการของบริษัทในเครือของปตท. และกระทรวงพลังงาน แต่คาดว่าการดูดซับของพื้นที่อาคารสำนักงานใหม่จะเพิ่มขึ้นภายใน 3 ปี

ภาพรวมอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ณ สิ้นปี 2551 มีพื้นที่รวม 7.71 ล้านตารางเมตร มีพื้นที่เพิ่มใหม่ 1.52 แสนตารางเมตร เฉลี่ยอัตราว่างอยู่ที่ 13.8% และมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 418 บาทต่อตารางเมตร ส่วนอาคารสำนักงานในย่านซีบีดี มีพื้นที่รวม 1.47 ล้านตารางเมตร จำนวนพื้นที่เพิ่มใหม่ 8.9 หมื่นตารางเมตร อัตราพื้นที่ว่าง 18.8% อัตราค่าเช่าเฉลี่ย 671 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งหลังจากที่อาคารเอเชีย เซ็นเตอร์แล้วเสร็จทำให้อัตราพื้นที่ว่างในย่านซีบีดีเพิ่มขึ้นเป็น 21%

กรุงเทพธุรกิจ 30 เมษายน 2552