"...ชาวนาคือผู้ทำนาปลูกข้าว เลี้ยงเรามาจนเป็นหนุ่มสาว
ยันจนเราเฝ้าแก่ชรา แต่เหตุไฉน ชาวนาไทยอับจนเรื่อยมา
เผชิญดินน้ำลมฟ้า เผชิญปัญหาชะตากรรม..."

เสียงเพลง "หำเฮี้ยน" ขับร้องโดย "คาราบาว" แว่วมาเข้าหูผมด้วยความบังเอิญ

 

เวลาที่คนโบราณสอนลูก เขาจะสอนว่า "เรียนให้สูง ๆ นะลูก โตแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" ... แต่จะมีใครสักคนไหมที่สอนลูกว่า "เรียนทำนากับควายน้อยนะลูก โตแล้วจะได้เป็นชาวนาเหมือนพ่อกับแม่ เหมือนบรรพบุรุษของเรา"

ผมคิดว่า คงไม่มีใครอยากสอนลูกให้เป็นชาวนา ให้ทำนา เหมือนบรรพบุรุษอย่างแน่นอน เพราะไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก ตากแดดหน้าดำ แถมยังถูกนายทุนกดราคาข้าวอีก

 

แล้วมาวันหนึ่ง เพื่อนผม ซึ่งเป็นอาจารย์และนักวิจัยท้องถิ่น ได้ไปลงพื้นที่โรงเรียนมา แล้วมาเล่าให้ผมว่า "มีโรงเรียนหนึ่งนะ แถวดอยสะเก็ด ชื่อ โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก เขาสอนให้เด็กทำนา" ... ผมได้รับฟังดังนั้น ก็คิดในใจว่า ทำได้ยังไงกัน สอนเด็กทำนา แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่า นี่สิเป็นการสอนให้เด็กคิดถึงรากเหง้าศักราชของตัวเอง เรียกว่า ครูสอนให้เด็กไม่ลืมกำพรืดของตัวเอง

ผมบอกเพื่อนผมว่า หากลงพื้นที่แล้วไปดูโรงเรียนสอนเด็กทำนาอีก ขอให้บอก อยากลงไปบันทึกภาพเก็บไว้สอนนักศึกษาต่อ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ แล้ว ผมติดภารกิจสอน จึงไม่สามารถลงพื้นที่ได้ ทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป เนื่องจาก เวลาอื่นก็หมดหน้านาแล้ว

จนกระทั่ง มีบันทึกจากกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง คือ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร  เขียนบันทึก กระบวนการค้นหาช้างเผือก - โรงเรียนตามโครงการ Humanized Edu Care เพื่อตามหาโรงเรียนประถมศึกษาที่เด็กเรียนแล้วมีความสุข แต่ต้องอยู่นอกกรอบคิดของกระทรวงศึกษาฯ

ผมแทบไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ผมจำชื่อโรงเรียนไม่ได้ จึงโทรไปถามเพื่อนอาจารย์ว่า โรงเรียนสอนเด็กทำนา ชื่อโรงเรียนอะไรนะ

เมื่อได้คำตอบ ผมก็โพสลงไปทันที

 

ตะโกนในใจครับว่า ... "โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่" ... โรงเรียนที่สอนเด็กทำนา"

http://www.banrongkheelek.com

:)...

 

ทั้งที่ไม่แน่ใจหรอกว่า โรงเรียนนี้จะได้อยู่กรอบคิดและความสนใจของคุณเอกมากนัก

แต่หลังจากนั้นไม่นาน คุณเอกได้เมล์แจ้งมาว่า สนใจโรงเรียนนี้มาก แต่จองตั๋วเครื่องบินมาที่เชียงใหม่แล้ว ... ผมคิดในใจ อาราย จะใจเร็วขนาดนั้น :)

เรื่องราวตอนนี้เป็นไปตามบันทึก หรรษาที่เชียงใหม่ กับ อาจารย์ Wasawat Deemarn ... ซึ่งมันไม่น่าเกิดขึ้นครับ ... เจอคุณเอกตัวจริง แถมยังหล่อน้อยกว่าผม (ผิดศีลครับ) 555 ... คุณเอกชอบถ่ายรูปจริง ๆ ผมหลบกล้องแทบไม่ทัน (อย่างที่เห็นในรูปแหละครับ) แต่ไปติดรูปเพื่อนผมแทน ซึ่งเจ้าหล่อนชอบเหลือเกิน เรียกว่า เป็นนางแบบตั้งแต่เกิด หุ หุ

 

เมื่อเดินทางมาถึงโรงเรียน (จนได้ เพราะดันไปแวะร้านกาแฟมา ไม่ได้เกรงใจ ผอ. กันเล้ย พวกเรา) ... ผมเคยเดินทางมาที่โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็กแล้ว 1 ครั้ง มาลงพื้นที่กับเพื่อนคนเดิมและอาจารย์อีกหลายท่านที่ทำโครงการวิจัยฯ

 

 

สายตาผมเมื่อเห็นโรงเรียนครั้งแรก เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ จำนวนเด็กมีไม่มากนัก ครูก็ไม่มาก แถมเห็นนาข้าวอยู่หน้าโรงเรียน ... ห้อง ผอ. คือ ห้องรับแขกที่รับแขกอยู่เป็นประจำ องค์กรต่างประเทศชอบมาดูงานที่นี่ ... อะไรคือ สิ่งที่ทำให้คนต่างประเทศรู้จักโรงเรียนนี้


 

 

นี่ไงล่ะหลักฐาน ... กรอบใส่ประกาศนียบัตรมากมายขนาดนี้

 

สภาพโรงเรียน ไม่สำคัญไปกว่า ครู นักเรียน ที่อยู่ข้างใน ... สำคัญกว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่พ่อแม่มักจะเลือกให้ลูกเรียนก่อนใคร เพราะมันใหญ่โตดี แต่ที่นี่ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกเลย

 

ผอ. 1 คน ครู 12 คน ไม่มีภารโรง ... ครูและนักเรียนร่วมกันเป็นภารโรงเอง

 

เด็กที่นี่ล้วนแต่มีปัญหาอย่างที่คุณเอกได้เล่าให้ฟังในบันทึก โรงเรียน"ออกแบบความสุข" : โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

เด็กกำพร้า พ่อแม่แยกทางกันร้อยละ 70 ... มีเด็กพิเศษแฝงเข้ามาอีก แต่วิธีการสอนของครูที่ดี ไม่ต่างจากการให้ความรักที่มีต่อลูกของตัวเอง แต่ที่นี่เป็นลูกศิษย์

 

 

ผมไม่ได้ทำหน้าที่พูดคุยกับท่าน ผอ. หรือ คุณครูทั้งหมด ผมช่วยคุณเอกบันทึกภาพจากกล้องของคุณเอกเอง (คุณเอกเอากล้องจับใส่มือผมเอง ผมสารภาพ อิ อิ) ... ผมก็ถ่ายจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง

ดังนั้น รายละเอียดและเนื้อหา ผมไม่ได้จด บางทีก็ไม่ได้ฟัง

ผมเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" เท่านั้น

การสังเกตการณ์ของผม คือ แรก ๆ ที่ดูไม่คุ้นเคย ครูจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ ผอ.ก็พูดบ้าง แต่เมื่อสักระยะหนึ่ง ความไว้วางใจเข้ามา ทุกคนได้ปลดปล่อยสิ่งทีตนเองมี สิ่งที่ตนเองทำ สิ่งที่ตนเองคิด ... ผมเห็นแววตาของครูที่มีความสุขที่สุดในการกระทำนั้น ๆ ... ผมก็มีความสุขเช่นกัน

 

 

คุณเอกพยายามถามว่า ครูคิดแบบนี้ สอนแบบนี้ แล้วเด็กมีความสุขจริง ๆ หรือเปล่า ... ได้ผลการยั่วยวนครั้งนี้ กระบวนการสอนอื่น ๆ ตามมาทั้งหมด แม้กระทั่ง การสอนเด็กทำนา

 

ผมเห็นความสุขครับ

ผมเห็นรอยยิ้มของคนเป็นครู

 

ครูหลาย ๆ ท่านต่างเล่า และ นำผลงานมาให้คุณเอกได้ลองชม

 

ผลงานของเขา เด็กทำเองทั้งหมด วาดภาพ แต่งบทกวีประกอบ ครูเล่าให้ฟังอีกว่า ขนาดที่มีพวกครูโรงเรียนอื่นมาจ้างเด็กพวกนี้วาดภาพประกอบผลงานวิชาการให้ก็มี

 

คุณเอกก็ไปแอบจับผลงานของเด็กบ้าง ...

 

 

ครูเล่าให้ฟังอีกว่า อาจารย์ เราสามารถวิเคราะห์เด็กได้จากตัวการ์ตูนที่เด็กวาดเลยนะ ถ้าตาการ์ตูนตัวไหน ดูเศร้า ๆ แสดงว่า เด็กนั้นเป็นเด็กมีปัญหา แต่ถ้าตาการ์ตูนนั้นดูร่าเริงดี แสดงว่า เด็กมีครอบครัวที่อบอุ่น

อืมมม .. ผมก็เชื่อเช่นนั้นครับ

 

 

ผมเองได้ภาพมาเท่านี้แหละ อิ อิ ... เชื่อเหลือเกินว่า ท่านคงได้เห็นภาพบ้างนะครับ เอาเนื้อหาหลัก โยนไปที่คุณเอกดีกว่าครับ

ที่บันทึก โรงเรียน"ออกแบบความสุข" : โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

และ โรงเรียน "สอนทำนา" :ที่โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

 

อย่าลืมครับ ผมน่ะ "ผู้สังเกตการณ์" ธรรมดาเอง

 

ผมเคยไปโรงเรียนที่ใหญ่กว่านี้ แต่ผมกลับไม่เคยได้สัมผัสความรักความอบอุ่นที่ครูมีให้ศิษย์เท่าที่นี่มาก่อน ... 

โรงเรียนนี้มีความสุขจริง ๆ ครับ

 

โรงเรียนเล็ก ๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

 

ขอบคุณมากครับ ท่าน ผอ.

ขอบคุณมากครับ คุณครูทุกท่าน

ขอบคุณมากครับ เพื่อน และอาจารย์ที่ผมเคารพ

และขอบคุณมากครับ คุณเอก