ขอเพิ่มเติมมุมมองเชิงระบบ เพิ่มเติมจาก หนึ่งโลกเปลี่ยน สอง ระบบไม่เปลี่ยน เป็นสาม “สังคมเปลี่ยน...”

หลังจากที่ได้อ่านบทความช่วงแรกของ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ในเรื่อง ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้  ที่ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสเจอท่านที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และได้เดินทางร่วมกันไปที่เขื่อนดิน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเนื้อความที่ขออนุญาติเพิ่มเติมมีดังนี้

ในมุมมองของเราขอหยิบยกปัญหาการศึกษาในมุมมองเชิงระบบขึ้นมาอีกข้อหนึ่งก็คือ “สังคมเปลี่ยน”

เมื่อก่อนคนเราตั้งใจเรียนเพื่อที่จะทำงานในสิ่งที่ตนรัก คือ เรียกว่า “ทำงานตามอุดมการณ์”
แต่ปัจจุบัน คนเราตั้งใจเรียนเพื่อที่จะทำงานในสิ่งที่ตนรักเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากอุดมการณ์เป็น “เงิน”

เมื่อก่อนคนเรารักที่จะทำงานเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นทหาร เป็นตำรวจ ก็เพื่ออุดมการณ์ที่ใฝ่ฝันว่าจะกลับมาพัฒนาประเทศชาติและสังคม
แต่เด็ก ๆ สมัยนี้กลับตั้งต้นมองว่า อาชีพใดทำงานแล้ว “ได้เงินมาก” เงินซึ่งจะนำมาซึ่งฐานะ ชื่อเสียง เกียรติยศ และ “ผู้หญิง (คู่ครอง)” ขออนุญาตถกกันแบบตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมและห่วงถึงเนื้อหาวิชาการ

เด็ก ๆ สมัยนี้มองกันว่าทำงานอะไรจะได้เงินมาก จะมีเงินซื้อของไหม ผู้หญิง หนุ่ม ๆ จะมองหรือเปล่า จะได้แฟนสวยไหม ทำอาชีพนี้จะได้แฟนหล่อ ๆ รวย ๆ จบมาแล้วทำงานสบาย มีเงินเยอะ ซึ่งเงินจะนำมาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

ด้วยเหตุนี้เอง “อุปสงค์ (Demand)” ของตลาดการศึกษาจึงมุ่งเป็นที่การ “เอนทรานซ์” เข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งนั่นเป็นบันไดขั้นแรกของชื่อเสียง เกียรติยศ ทั้งตนเอง และ “วงศ์ตระกูล”

การสอบเข้าในสถานศึกษาในระบบ มหาวิทยาลัยปิด รวมถึงการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมนายร้อยต่าง ๆ เป็นค่านิยมของสังคม ที่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง มุ่งหวัง และปลูกฝัง บอกเด็ก ๆ ว่าดีนะ โก้นะ สบายนะ ได้เงินเยอะนะ มีคู่ครองดีนะ

ใจเด็กสมัยนี้มุ่งเงินเป็นอุดมการณ์...
อยากเป็นทหารไหม ไม่รู้ อยากเป็นตำรวจไหม ไม่แน่ อยากเป็นหมอไหม อันนี้ก็แล้วแต่
แต่ทว่าสอบติดแล้ว ระหว่างเรียน หลังเรียน “สบาย” เงินทอง ทรัพย์สิน ชื่อเสียง เกียรติยศติดตามมามากมาย เด็กทั้งหลายจึงได้ทะล้น และทะลักเข้าไปสอบเพื่อที่จะได้เข้าไปเรียน...

อีกทั้งวิศวกร สถาปนิก นักนิเทศศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ อาชีพอันหรูหรา ฟู่ฟ่า สิ่งเหล่านี้เป็นตัวทำให้ “อุปสงค์การศึกษา (Demand of Education)” เปลี่ยนไป

เมื่ออุปสงค์มีมากขึ้น อุปทาน (Supply) จึงต้องขับตาม
เมื่อก่อนเราเคยคุมอุปทานกันได้ คือ โควต้าในแต่ละปี แต่ละเอกมีเท่านี้ ก็เท่านี้ มหาวิทยาลัยไม่แคร์ที่จะต้องเปิดห้องเพิ่ม รับเพิ่ม เพราะไม่รับก็อยู่กันได้

แต่ทว่า... เมื่อมหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบ ต้องเลี้ยงตนเอง อุปสงค์มากด้านไหน อุปทานก็ต้องปรับตามไปด้านนั้น

สถาบันราชภัฏเริ่มปรับเป็นลำดับแรก เนื่องด้วยเพราะงบประมาณเดิมที่มีจำกัด
สถาบันฝึกหัดครู ที่มีจุดแข็งเรื่องครู จึงต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิตใน “คณะวิทยาการจัดการ” เป็นหลัก

คณะวิทยาการจัดการ คือ คณะที่ผลิตบัณฑิตในสายบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บริหาร การจัดการ การตลาด โดยเฉพาะ “นิเทศศาสตร์” ซึ่งเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันของสังคมยุคบริโภคสื่อของเด็ก ๆ ในปัจจุบัน

คณะวิทยาการจัดการ จึงเป็นคณะที่ใหญ่ มีเด็กมาก มีบุคลากรมาก ไปโดยปริยาย
มหาวิทยาลัยราชภัฏปัจจุบันแทบเรียกว่าอยู่ได้เพราะคณะฯ นี้

อยู่ได้เพราะมีอุปสงค์มาก เปิดเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในที่นี้หมายถึงอุปสงค์ของเด็ก

แต่อุปสงค์ของตลาดจริง ๆ แล้ว ต้องการ “ครู” แต่ ครู หรือบัณฑิตในสายครุศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดแข็งมาก ๆ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น กลับเป็นจุดมุ่งหมาย หรือตัวเลือกสุดท้ายของเด็ก ๆ
แทบเรียกว่า “สอบอะไรไม่ติดแล้วค่อยไปเรียนครู...”

วัตถุดิบนำเข้า (Inputs) หรือเด็กจบ ม.6 ในปัจจุบัน ถูกร่อนออกไปเป็นทหาร ตำรวจ หมอ วิศวกร สถาปนิก นักบริหารธุรกิจ เหลือจำนวนน้อยจริง ๆ ที่จะมาเป็น “ครู”

ครูในปัจจุบันถึงมีปัญหา เพราะต้นเหตุมาจาก Input

ต้องยอมรับกันจริง ๆ ว่า พื้นฐานอุปนิสัยของเด็ก ๆ ที่จะเข้าไปเรียนในสาขาใดนั้นสำคัญมาก
ความขยันหมั่นเพียร ความรับผิดชอบ ความเอาใจใส่ ไหวพริบ สติปัญญา คนชั้นหมอกะทิถูกร่อนออกไปหมดแล้ว
คนที่เหลือมาเรียนครูในทุกวันนี้จึงเหลือเป็นหางกะทิ หรือจะเป็นคนที่มีอุดมคติจริง ๆ ก็มีน้อยมาก

แต่คนที่ IQ (Intelligent Quotient) มาก อัตตา (Ego) ก็มากตาม ด้วยเหตุนี้ สังคมไทยที่ถูกนำด้วยคนเก่ง ๆ จึงมีปัญหา
เมื่อคนมี IQ สูง แต่ EQ (Emotional Quotient) ต่ำ จึงทำให้สังคมยิ่งเดินหน้าด้วย “เงิน” ไปกันใหญ่

เมื่อผู้นำซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเก่ง ๆ ที่จบมาได้งานดี ๆ ออกมาทำงานในสังคมแล้ว “ได้ดี”
เด็กเหล่านี้จึงกลายเป็นตัวอย่าง เป็นปูนียบุคคลที่สังคมยกย่อง หมู่บ้านยกย่อง โรงเรียนเก่ายกย่อง แล้วเด็ก ๆ ทั้งหลายก็จะต้องเดินตามรุ่นพี่เหล่านี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเกิด “วงล้ออุปสงค์แห่งเงิน (Demand of Money Cycle  )” เกิดขึ้น แล้วหมุนเปลี่ยนกันไปกันอย่างไม่รู้จบ

ครูถูกมองเป็นผู้ต้อยต่ำ รายได้น้อย เกียรติน้อย แม้แต่จะทำถูก ทำดี แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเรียน
นักการเมือง รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ แม้จะทำผิด คอรัปชั่น แต่ใคร ๆ ก็มุ่งที่จะไปเรียน

คนดี คือ “คนที่มีเงิน”
คนไม่ดี คือ “คนที่ไม่มีเงิน”

สังคมนี้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นสังคมที่นับถือเงิน “เงินคือพระเจ้า”
เงินเป็นสิ่งกำหนดทิศทางการศึกษา รายได้เป็นสิ่งกำหนดอนาคตเด็ก
อีกทั้งรายได้ยังเป็นตัวกำหนดพันธกิจ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย

เมื่อมีผู้เสนอ (เด็ก) และมีผู้สนอง (มหาวิทยาลัย) สังคมไทยก็จักต้องเดินไปด้วย “เงิน” เช่นนี้เอง...