บางครั้งในชีวิต..การกระทำกับความคิด ก็เดินสวนทางกันเสมอ...

 

        ....เคยไปร่วมค่ายอาสาพัฒนาชนบท เคยไปอบรมผู้นำนักศึกษา เคยไปประชุม Cultural diversity มีหัวข้อพูดคุยมากมาย ที่ต่างหัวข้อ แต่ว่าไปมีบางประเด็นเดียวกัน

จากค่ายอาสาฯ

นักศึกษาถูกเปิดประเด็นเรื่อง ไปสร้างอาคารให้ชุมชน หรือพื้นที่ไกลตัวเมือง บางครั้งสมาชิกชุมชนไม่ได้รับประโยชน์ เช่น การสร้างศาลาประชาคม แต่สมาชิกชุมชน (ไม่อยากใช้คำว่า "ชาวบ้าน" เพราะคำนี้มีทิฐิมานะผสมอยู่พอสมควร เช่น ระดับทางสังคม การเปรียบเทียบผู้เล่ากับผู้ถูกเอ่ยถึงว่าอยู่คนละระดับกัน) ไม่เคยรวมตัวกันทำกิจกรรมภายในศาลาแห่งนี้ มีเพียงสมาชิกชุมชนบางคนนำควายไปล่ามไว้ช่วงเย็น นานวัน ..ศาลาประชาคมแห่งนี้ก็กลายเป็น "สุขาวัวควาย" เพราะเต็มไปด้วยมูล วัว ควาย ที่ใครต้องการนำไปเป็นปุ๋ย ก็สามารถมาตักไปได้ง่าย เพราะไม่ถูกผสมอยู่กับดิน เช่นสภาพที่ควรเป็นโดยทั่วไป

นักศึกษาต่างคณะ ต่างชมรม ต่างทรรศนะ ถกเถียง ด้วยเหตุผล  108 ประการ จบการสัมมนาก็แยกย้ายกลับบ้านไป ทิ้งประเด็นเหล่านี้ไว้เบื้องหลัง กลายเป็นคำพูดกลางอากาศ หรือลมปากที่มองไม่เห็น...


ในกิจกรรมอบรมผู้นำนักศึกษา

มีการเปิดประเด็น ทำอย่างไรให้นักศึกษามีจิตสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ดังคำพระบิดาที่เราชาวม.อ. แทบทุกคนท่องจำขึ้นใจ

"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแกท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธ์"

ผู้นำนักศึกษาถกเถียงกันอย่างเมามันถึงวิธีการสร้างจิตสำนึกดังกล่าว บ้างก็ว่าต้องกระตุ้นให้เห็นว่ายังมีคนในสังคมอีกมากที่ด้อยโอกาสกว่า บ้างก็ตัดพ้อกลุ่มนักศึกษาที่ตามแฟชั่น บ้างก็เห็นว่าเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่สนใจเรื่องคนอื่น ดีแต่ "เป็นตัวของตัวเอง" ได้ข้อสรุปมากมาย ผ่านกระบวนการกระตุ้น การคิด (โดยวิภาษวิธี) และจัดทำทิศทางความคิด (แบบ Mind map)

เมื่อการอบรมที่โรงแรมหรูจบลง คงไว้แต่รองบประมาณมหาวิทยาลัยสำหรับปีหน้า ที่จะมานอนห้องแอร์ กินข้าวบนจานชามหรู ๆ กันอีกครั้ง

 

ณ ที่ประชุม Cultural diversity

มีการทำความเข้าใจระหว่างสองวัฒนธรรม ระหว่างยุโรป กับเอเชีย พบเห็นข้อแตกต่างมากมาย ทั้งนิสัยใจคอ รูปแบบการดำเนินชีวิต อาหาร การแต่งกาย ฯลฯ

เคยมีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นร้องไห้ จากการประเมินผลกลางสัปดาห์ในการทำค่ายอาสาระยะสั้น (Mid-Tern Evaluation) สร้างความตกตะลึงให้อาสาสมัครที่มาจากซีกโลกตะวันตก "นี่เป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่การต่อว่า สำหรับโลกตะวันตก ทุกคนสามารถพูด และแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ในขณะที่นี่เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ทำให้เพื่อนร่วมค่าย Complain กันมากถึงเพียงนี้ สำหรับชาวเอเซีย"

ชาว ญี่ปุ่นขี้เกรงใจ เดินไปไหนมาไหน เสียงเบาเหมือนมดเดิน กลัวว่าคนอื่นที่หลับอยู่จะตกใจตื่นขณะหลับ ในขณะที่อาสาจากซีกโลกตะวันตกก็เดินเบาที่สุดในชีวิตเท่าที่ทำได้แล้ว แต่ทำไมทำเพื่อน ๆ ยังตื่นกันทั้งห้อง (ก็คนไม่เคยต้องเดินย่องมาตลอดชีวิต เส้นสายไม่ถูกฝึกมาเหมือนชาวเอเซียนี่นา ที่นั่งขัดสมาธิบนพื้นได้สบาย ๆ ถ้าให้เราอาสาสมัครตาน้ำข้าวนั่งอย่างนั้นละก็ ไม่ถึงหนึ่งนาทีได้เป็นเหน็บ ลุกวิ่งหนีไปเสียนานแล้ว)

แต่ประชุม Cultural Diversity จบ ค่ายอาสากี่ค่ายก็ยังเป็น "โรคช็อควัฒนธรรม" กันอยู่เหมือนเดิม

 

       ...เล่ามานาน เพียงเพื่อจะบอกว่า เชื่อเถอะว่า เสวนาครั้งนี้จะออกรส ทุกความคิดที่พรั่งพรู ทุกแววตาที่มุ่งมั่น ทุกกิริยาท่าทางที่ตั้งใจ จะถูกบันทึกไว้ในหนังสือหลังจากจบงาน GotoKnow Forum ครั้งที่ 1 นี้

 

กระบวนการ World Café จะสำแดงฤทธิ์เดชให้ทุกท่านประจักษ์ "ฉันเชื่อเช่นนั้น"

 

เราจะไม่เป็นเพียงลมปากกลางอากาศ

"แต่เราจะทำ"

รูปธรรมนี้แม้ไม่ถูกผลักดันโดยพวกเราเอง

แต่เชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง

จะมีสองมือนิรนาม สมองนิรกล

มาเปิดมัน และ"เปลี่ยน"