เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนจับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่ในวง “งานสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางในการจัดเก็บและเผยแพร่องค์ความรู้ในรูปแบบของชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) โครงการจัดตั้ง ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ ระยะที่ ๕” ของ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เอกสารโครงการชี้แจงว่า โครงการจัดตั้งศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ ระยะที่๕ นี้เขาทำเพื่อส่งเสริม กิจกรรมการจัดการความรู้ โดย การใช้ ICT ใน ภาคประชาชน โดยหวังว่าโครงการฯนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับประชาชนทุกระดับทั่วไปแล้ว ยังจะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการสร้างองค์ความรู้โดย ชุมชนนักปฏิบัติ และมี ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ เป็นเครื่องมือใน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
อ่านเอกสารโครงการฯแล้วรู้สึกว่าเป็นโครงการยิ่งใหญ่ หลายชั้น จนงง แต่ก็น่าสนใจใคร่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกัน
เขาแบ่งกลุ่มการสัมมนาออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ ๑ ธุรกิจและเทคโนโลยี
กลุ่มที่ ๒ ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น เศรษฐกิจพอเพียง การอนุรักษ์และการดำรงชีวิต
กลุ่มที่๓ การศึกษา กีฬา และ สุขภาพ
แต่ละกลุ่มมีสมาชิกที่จะร่วมช่วยกันคิด ๘-๑๐ คน
เจ้าภาพหวังว่าแต่ละกลุ่มจะสามารถเสนอได้ว่า มีองค์ความรู้อะไรบ้างที่ควรนำมาจัดเก็บ จะถอดองค์ความรู้ด้วยวิธีใด จะเก็บด้วยวิธีไหน จะเผยแพร่อย่างไร จะสร้างชุมชนนักปฏิบัติ CoPs ในแต่ละองค์ความรู้อย่างไร และ จะทำกิจกรรม TKC สัญจร (TKC - Thailand Knowledge Center) ไปเผยแพร่สิ่งที่ทำ ไปชวนคนมาร่วมทำ CoPs และ ร่วมใช้สิ่งที่มีอยู่บนเว็บได้อย่างไร ซึ่ง TKC จะเป็น เว็บท่า (Web Portal) ให้
ผู้เขียนนึกถึงคำว่า “เก็บความรู้ใส่ถัง หรือ ใส่แทงค์” ที่ อาจารย์คุณหมอวิจารณ์ พานิช ท่านใช้ เมื่อกล่าวถึงการที่เรามักให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี หรือ ไอซีที พยายามจัดระบบ ระเบียบความรู้ให้อยู่ในนั้น ซึ่งพอไปให้ความสำคัญตรงไอซีทีเป็นหลัก มักจะลืมมิติของ ผู้ใช้งาน ซึ่งมีความเป็นมนุษย์ ลืมไปว่าความรู้ยุคนี้เป็นความรู้ที่ผูกอยู่กับงาน สัมพันธ์อยู่กับผู้คนที่ใช้ความรู้นั้นจริงๆเพื่อให้ความรู้นั้นมีชีวิต มีการปรับ การพัฒนา เกิดการปฏิสัมพันธ์สร้างเครือข่ายกับผู้คนรอบข้าง จนความรู้นั้นงอกงามแตกหน่อออกไปกว้างไกล
ผู้เขียนโชคดีมากที่อยู่ในกลุ่มที่ ๒ ซึ่ง มีนักปราชญ์ นักคิดชั้นนำของสังคมอยู่หลายท่าน
มีผู้บอกว่าภาษาวัยรุ่นเขาใช้คำว่า “ ตัวพ่อๆ” สำหรับเรียกบุคคลสำคัญ คนดัง ในกลุ่มที่ผู้เขียนอยู่มี
ตัวพ่อๆ หลายท่านทีเดียว เลยขอเก็บแง่คิดหลักๆจาก “ตัวพ่อๆ” สามท่านมาฝาก
· รศ. ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม
· ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์
· อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี
เก็บอะไร
อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ขณะนี้มีผู้เก็บรวบรวมไว้มากมายหลากหลาย หากทางโครงการฯจะทำให้เกิดประโยชน์มากต่อสังคมไทยควร เน้นจัดรวบรวมความรู้ในเชิงชาติพันธุ์ แสดงถึง Ethnic Diversity เพราะขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังขาดความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายของชาติพันธุ์ ซึ่งต่างมีความรู้ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย แต่ละชาติพันธุ์ต่างมีความภูมิใจในอัตตลักษณ์ของตนเอง
ทุกกลุ่มต่างต้องอาศัยอัตตลักษณ์ในการให้สังคมได้รับรู้ถึงการมีอยู่ เป็นอยู่ของเขา เขาจึงจะมีอำนาจต่อรองในสังคม ตัวอย่างเช่น หากชุมชนแห่งหนึ่งบอกได้ว่าป่าโกงกางในท้องถิ่นนั้นมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมประเพณีของเขา เขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาป่าโกงกางนั้นไว้เพื่อให้เขาสามารถดำรงและสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีแห่งชุมชนของตนได้
รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม เพิ่มเติมโดย เน้นว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น = วัฒนธรรม ณ เวลานั้น จุดสำคัญอยู่ที่ความสัมพันธ์ของผู้คนที่หลากหลาย พื้นที่ ท้องถิ่น และกาลเวลา ที่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อกันใน ๓ มิติ คือ
· ระหว่าง คน กับ คน ด้วยกัน
· ระหว่าง คน กับ ธรรมชาติ ได้เรียนรู้ความรู้ทุกอย่างจากธรรมชาติ
· ระหว่าง คน กับ สิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นมิติแห่งจิตวิญญาณ ความเชื่อ
ท่านชี้ว่ากระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งครอบงำสังคมไทยทั้งประเทศในขณะนี้ได้เปลี่ยนคนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคคลที่ขาดความเป็นมนุษย์อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
(ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือดีในการสร้างความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมที่ควรหามาอ่าน ที่อาจารย์ศรีศักดิ์ท่านเขียนไว้ เล่มเล็กๆแค่ แปดสิบสองหน้า ชื่อ “คู่มือฉุกคิด +: ความหมายของภูมิวัฒนธรรม การศึกษาจากภายในและสำนึกของท้องถิ่น”)
อ.ธีรยุทธ บุญมี ชี้ถึงประเด็น ความรู้ กับ อำนาจ และกล่าวว่า ชื่อโครงการ ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ ก็แสดงถึงนัยแห่งการรวบอำนาจในการรวมศูนย์ (ไม่น่าจะมีศูนย์อย่างนี้อยู่ด้วยซ้ำ) หากจะคิดทำเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างที่ทำๆกันอยู่ทั่วไปในการไปเอาความรู้มาเก็บไม่น่าจะมีประโยชน์นัก อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างในด้านการจำแนกหมวดหมู่(Classify) คำแนะนำของอาจารย์ธีรยุทธสอดคล้องกับอาจารย์นิธิ คือ หากจะเก็บ จะทำ ควรออกมาในแนวที่สะท้อน
· Ethnicity
· Ecology/Geography
· Local History
· Economy
เก็บอย่างไร
ทุกท่านเห็นพ้องว่าโจทย์ที่ให้ เป็นการมอง ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หยุดนิ่ง หรือ Static ยิ่งเมื่อคิดจะนำมาจัดเก็บในเว็บโดยใช้ ICT ต้องคิดให้รอบคอบว่าจะทำให้ความรู้มีชีวิต หรือ Dynamic และสืบทอดได้อย่างไร
อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวตั้งแต่เริ่มต้นว่า เราไม่ควรเป็นผู้ไปกำหนดว่าจะเอาเรื่องนี้ เรื่องนั้น แต่ทำอย่างไรจึงจะเชื้อเชิญให้ เจ้าของเรื่อง เจ้าของความรู้ ได้มีส่วนร่วมมากที่สุดในการเสนอสิ่งดีๆที่เขาภูมิใจ ที่เขาต้องการให้ผู้อื่นได้รับรู้ และให้ผู้คนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน วิธีการนำข้อมูลความรู้มาขึ้นเว็บนั้น น่าทำแบบ Wikipedia โดยทางโครงการมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ(Editorial Board)ในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆมาช่วยคัด กรอง ตรวจสอบ ความถูกต้องเหมาะสมก่อนนำไปโพสท์
มีความเห็นตรงกันว่าการเก็บนั้นมิใช่เก็บแค่ “ความรู้” ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ “คืออะไร” หรือ มีวิธีทำอย่างไร แต่เป็นการบันทึกความรู้ที่สะท้อน ความเชื่อ ความคิด วัฒนธรรมประเพณี ที่ผูกพันอยู่กับความรู้นั้นด้วย เช่น เรื่องกาละแมของชาวมอญ มีวิธีการทำที่แตกต่างจากกาละแมที่อื่นๆและโอกาสที่ทำก็แตกต่างเช่นกัน “ทำไม” จึงเป็นเช่นนั้น มีเรื่องราวอย่างไร
การใช้การจัดการความรู้
ในกลุ่มที่สองนี้ หลายท่านได้กล่าวว่า การจัดการความรู้ นั้นเป็นสิ่งที่ทำกันไปไม่เห็นมีแก่นสาร ไม่เห็นจะต้องมานั่งทำการจัดการความรู้อย่างที่พูดและทำกันอย่างในสมัยนี้ อาจารย์นิธิ กล่าวว่า ทุกยุคทุกสมัย ความรู้ นั้นมันถูกจัดการอยู่แล้ว และผู้ร่วมกลุ่มอีกสองท่านซึ่งรับราชการก็เห็นพ้องว่าการจัดการความรู้นั้นไม่ทราบว่าจะทำไปทำไม ไม่เข้าใจ ทำไปให้ยุ่งยากมากเรื่อง เพราะการทำงานก็ใช้ความรู้อยู่แล้ว
ผู้เขียนจึงได้ช่องกล่าวว่า การจัดการความรู้ นั้นหากนำมาใช้ด้วยความเข้าใจ มีกระบวนการที่ดี ทำด้วยความรักงาน รักเพื่อนมนุษย์ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะมีความสำคัญในการร่วมสร้างและร่วมใช้ความรู้ เป็นความเบิกบานที่ได้เรียนรู้ ได้แบ่งปันจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
จากประสบการณ์ของผู้เขียนนั้นภาคราชการมักรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำการจัดการความรู้ ทั้งถูกบังคับ ทั้งไม่เข้าใจ จึงยังไม่เห็นประโยชน์ จึงขอแนะนำให้ดูตัวอย่างดีๆที่คนไทยนำการจัดการความรู้มาปรับใช้อย่างเหมาะสมเนียนไปกับเนื้องาน ทำแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่มขึ้น ให้ดูตัวอย่างงานมากมายที่ สถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม ได้เข้าไปสนับสนุน และไปดูได้จาก GotoKnow ในการใช้เทคโนโลยีบล็อกในการสร้าง CoPs โดยผู้ใช้มีความสุขใจที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และได้สร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรอย่างกว้างไกล
เมื่อการสัมมนาหนึ่งวันจบลง ใช่ว่าจะมีคำตอบ หรือ ข้อสรุปดังที่ผู้จัดทำโครงการฯคาดหวัง กลับมีแต่คำถามให้ไปขบคิดต่อ
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของ โครงการจัดตั้ง ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ เพราะเรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยีชาวบ้านง่ายๆ ที่คิดจะนำไปเผยแพร่ทางเว็บแล้ว ความรู้จะไปเกิดดอกออกผลรวดเร็วทั่วประเทศ หรือ เป็นแค่ประเพณีท้องถิ่นที่มีค่าแค่การท่องเที่ยว แค่สร้างรายได้ โดยปราศจากความเข้าใจถึงผู้คน เรื่องราวที่มาที่ไป ความรู้ที่มีลักษณะเป็นองค์รวม (Holistic) อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่น คงเป็นความท้าทายยิ่งต่อโครงการฯ หากจะทำอย่างให้ได้ความรู้ที่มีชีวิต และ การจัดการความรู้ มีความหมายเชิงลึกและประณีต ไม่ใช่การกะเกณฑ์นำคนมาฝึกอบรม ระดมสมอง แล้วจับความรู้ใส่ถัง เป็นอันเสร็จกระบวนการ
******