ความรู้คือพลัง ....เราจะสร้างพลังของประชาชนให้ถูกต้องได้อย่างไร

ผมอ่านบทความของคุณสัญญตา มันช่างดลใจผมเสียจริง ถ้าเป็นกระสุนแห่งความรู้คุณสุญญตายิงถูกตรงกึ่งกลางหัวใจของผมพอดิบพอดีเลยทีเดียว

การส่งเสริมการเข้าถึงความรู้ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสังคมไทย เนื่องจากชาวชนบท(ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่)ยังขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เขารู้เรื่องการดำรงชีวิต การเอาตัวรอด การอยู่กับป่ากับน้ำ การอยู่กับการเกษตรกรรม การอยู่กับธรรมชาติ เขาเข้าใจธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน คนในเมืองไม่รู้เรื่องเหล่านั้น เพราะคนในเมืองก็รู้แต่เรื่องการแก่งแย่งแข่งขันในการทำมาหากิน การแต่งตัว หลงชื่นชมอยู่กับวัฒนธรรมและค่านิยมสมัยใหม่ และการเอาตัวรอดในสังคมเมือง ในขณะที่ชาวชนบทไม่สนใจ ไม่รู้ และไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในเรื่องนี้  มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง สังคมไทยจึงแบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 กลุ่ม ถ้าพูดง่ายๆก็คือ คนบ้านนอก กับ คนในเมือง นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใช้โอกาสของการเป็นนักจัดรายการวิทยุ ได้ทำตัวเป็นสื่อกลางเพื่อนำความรู้สาขาต่างๆที่คิดว่าพวกเขาไม่รู้ เช่น ความรู้เรื่องกฏหมาย ความรู้ด้านการสาธารณสุข ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ความรู้ด้านภาษาไทย ภาษาท้องถิ่น ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยการสื่อสารเป็นภาษาท้องถิ่นที่คิดว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเข้าใจได้ดีที่สุด ที่สำคัญ แปลความรู้ด้านวิชาการความรู้ที่เป็นสากล เป็นความรู้แบบชาวบ้านๆ ฟังแล้วเข้าใจง่าย

บางรายการก็ทำหน้าที่สื่อเอง พูดเอง จัดเอง บางรายการก็ทำหน้าที่เป็นล่ามแปล เช่น รายการกฏหมายสำหรับประชาชนของสำนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เราจัดกันสดๆ แปลสดๆ มันได้อรรถรส ผู้ฟังสะท้อนมาว่าเป็นประโยชน์มาก แต่ก็นั่นแหละ.....ก็แปลผลได้เองว่า ความรู้ที่ได้จากการฟังเฉยๆนั้น มันไม่ฝังแน่น มันไม่คงทน มันเป็นเพียงความรู้ผิวเผือนสำหรับผู้เรียนรู้เท่านั้น  แต่ก็ยังดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย เพราะชาวชนบทไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้จริงๆ ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เพราะเขาขาดโอกาส มักตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองชั่วๆที่ไปหลอกและเอาผลประโยชน์ไปล่ออยู่เสมอๆ

เรามาช่วยกัน "ส่งเสริมการเข้าถึงความรู้" ของประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้า อย่างน้อยๆก็อาจทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้บ้าง อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือเพียงเพื่อ "การครบองค์ประกอบของการมีส่วนร่วม)เท่านั้น  ยกตัวอย่าง

1. สถานศึกษามีคณะกรรมการสถานศึกษา มีการประชุมตามวาระ แต่ประชาชนที่เป็นตัวแทนก็เพียงแต่เข้าประขุมให้ครบองค์เท่านั้น แต่..ไม่ได้สะท้อนความคิดความเห็นอะไรเลยหรือสะท้อนแต่.พวกเราก็ไม่สนใจความคิดความเห็นเหล่านั้นเลย

2. การลงมติใดๆก็ตาม ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงเพื่อให้ครบองค์ประกอบตามระเบียบและกฏหมายเท่านั้น แต่..วิธีการไม่ได้เอื้อต่อการแสดงความคิดความเห็น (เป็นการจัดฉาก) หรือมีการชี้นำโดยกลุ่มคนที่มีเป้าหมาย

3. การทำประชาพิจารณ์ สุดท้ายประชาชนไม่ได้สะท้อน มีแต่ ผู้แทนทางการเมืองเท่านั้น ที่อ้างเป็นตัวแทนของประชาชนแล้วสะท้อนออกไป ซึ่งเป้าหมายไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องทั้งสิ้น (ไม่จริงใจต่อประชาชน)

สิ่งเหล่านี้แหละ เราต้องติดอาวุธทางความรู้ให้แก่ประชาชน เราต้องช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารอย่างสุจริตใจ การส่งเสริมการเข้าถึงความรู้จึงจะเป็นประโยชน์ ไม่นำความรู้ที่ผิดไปหล่อหลอมทางปัญญาให้เขาเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ ที่ผ่านมามันเป็นการมอมเมาความรู้ที่ไม่จริง ไปให้เขา เขาจึงเชื่อเช่นนั้น ที่สำคัญชาวบ้านเหล่านี้ ถ้าได้เชื่ออะไรแล้ว ก็จะเชื่ออย่างฝังใจ หนักเข้ากลายเป็นความมัวเมา หลงติด ถ้าเป็นอย่างนี้อันตรายครับ ยกตัวอย่างหากเขาชื่นชมนักการเมืองสักคนหนึ่ง เขาก็จะฝังใจอยู่กับนักการเมืองผู้นั้นว่า ดี โดยไม่ได้ใช้ความรู้วิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ จริงๆแล้ว นักการเมืองผู้นั้นอาจชั่วช้าสามานย์ก็ได้ในสังคมของพวกที่มีความรู้ที่เขารู้กัน นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น

นิยามที่ว่า "ผู้รู้จริงมักไม่พูด ไม่แสดงตน" โจทย์ก็คือว่า เราจะทำอย่างไร นำความรู้ของผู้รู้จริงออกมาเผยแพร่สู่สังคมที่กำลังป่วยไข้อยู่ขณะนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองให้มากที่สุด  เป็นโจทย์สำคัญ   ลำพังงานวิจัยไม่เพียงพอหรอกครับ เรามีการวิจัยท้องถิ่นเพื่อควาญหาองค์ความรู้ หาคำตอบเพื่อนำทางสังคมให้เขามีชีวิตที่ดี  แต่... เราลืมนำความรู้ที่เป็นสากลและ (จำเป็น) คืนสู่ท้องถิ่น ในอดีตหน่วยงานบางหน่วยก็มีความพยายามให้ประชาชนในชนบทเข้าถึงความรู้ โดยจัดทำเป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน   แล้วสุดท้าย...มันก็จบลงที่การนำเอาหนังสือพิมพ์เหล่านั้นไปมวนบุหรี่สูบ หนังสือพิมพ์ถูกเหยียบย่ำ ปลิวว่อนไปหมด บางแห่งกลายเป็นที่รองนอนของหมาจรจัด   มันจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไรเล่าครับก็ในเมื่อคนทั้งชุมชน มีแต่นักเรียนไม่กี่คนที่อ่านหนังสือไทยได้ มันจึงกลายเป็น "สุสานหนังสือ" ไป

ผมได้สนองแนวคิดของ G2K ผมปรับเปลี่ยนจากการอ่าน มาเป็นการฟังผ่านรายการทางวิทยุ เพราะรู้ซึ้งถึงปัญหาดังกล่าวดี คิดว่าคงเกิดประโยชน์บ้างตามความคิดของตนเอง ผิดถูกอย่างไรช่วยวิจารณ์ด้วยครับ

อาจารย์เก