เปิดหรือปิดดีกว่ากัน?

TheInk
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ความรู้แตกต่างจากสิ่งของทรัพย์สินที่เป็นกายภาพต่างๆ โดยสิ้นเชิง เพราะ เราสามารถแบ่งให้คนอื่นได้โดยที่เราไม่ได้สูญเสียไปด้วย

การตลาดบอกว่าการทำธุรกิจต้อง differentiate ถึงจะอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้
ในการใช้ชีวิตจริง คนเราก็มักจะสร้างความแตกต่างส่วนบุคคลเพื่อให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับในสังคม
ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกันมากอย่างหนึ่งคือ "ความรู้"

ผมเคยเขียนไว้ว่า ข้อมูล -> สารสนเทศ -> ปัญญา (ความรู้)

ทุกขั้นที่กล่าวถึงนี้ ยิ่งเรามีครอบครองมากกว่าคนอื่นเท่าไร ก็จะสร้างความได้เปรียบให้เรามากขึ้นเท่านั้น
ที่เห็นชัดๆ ได้ยินกันบ่อยๆ ก็อย่างเช่น การลงทุนในตลาดทุน
ใครมีข้อมูลมากกว่า ก็อาจจะทำให้สามารถซื้อขายหุ้นได้ดีกว่า
แต่ถ้าใครมีข้อมูลที่ผ่านการกรองมาแล้ว (สารสนเทศ) ก็จะยิ่งทำให้ตัดสินใจนั้นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะที่ถ้าใครมีปัญญาก็จะสามารถใช้ความรู้ที่มี ทำให้เงินจำนวนน้อยกลายเป็นเงินจำนวนมหาศาลได้
ดังนั้น "ความรู้" จึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจอยากจะเก็บเอาไว้ใช้เอง

ชัดๆ เข้าไปอีกในวงการซอฟต์แวร์ ยุคนี้เราจะเห็นความแตกต่างทางความคิดที่ชัดเจนอยู่ 2 ขั้ว
มีคนที่บอกว่า ต้อง proprietary เก็บความรู้ที่มีอยู่เป็นความลับภายในบริษัท
และก็มีอีกคนที่บอกว่า ต้อง open source เพื่อให้ความรู้ได้แพร่หลายและต่อยอดออกไปอีก

Microsoft เคยสร้างความรวยด้วยความที่เป็น proprietary นี่เอง
ในขณะที่บริษัทภายลักษณ์ดีอย่าง Google ที่ให้ใช้บริการทุกอย่างฟรี ก็ยังมีบางส่วนเก็บเป็นความลับ เป็น proprietary เช่นกัน

ถ้าเช่นนั้นยิ่งโลกล้ำยุค สิ่งที่จะเกิดขึ้นให้เราได้เห็นชัดยิ่งขึ้นก็คือ digital divide สิ?

เพราะคนรู้ก็จะเก็บความรู้ไว้กับตัวจนกว่าจะได้มาซึ่งความสำเร็จก่อนคนอื่นถึงจะปล่อยความรู้นั้นออกไป
เขาอาจจะคิดว่า ความรู้ เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ต้องสงวนรักษาไว้

แต่อันที่จริงลักษณะของความรู้แตกต่างจากสิ่งของทรัพย์สินที่เป็นกายภาพต่างๆ โดยสิ้นเชิง เพราะ เราสามารถแบ่งให้คนอื่นได้โดยที่เราไม่ได้สูญเสียไปด้วย
สมมติถ้าเรามีส้มผลหนึ่ง แบ่งให้เพื่อนครึ่งผล เราจะเหลือครึ่งผล
แต่ถ้าเรามีวิธีคิดเลขเร็ว สอนให้เพื่อนคนหนึ่ง เราก็ยังคิดเลขเร็วได้อยู่ หนำซ้ำจะคิดเลขเร็วขึ้น เพราะได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์

คนเราอยากจะแบ่งปันความรู้จริงหรือ หรืออยากจะเก็บความรู้ไว้เพื่อให้เราเหนือกว่าคนอื่น เพื่อความได้เปรียบทางธุรกิจ digital divide จะถูกทำให้แคบลงด้วยคนมีความรู้ หรือถูกทำให้ห่างขึ้นด้วยความพยายามของคนที่คิดว่ามีความรู้ แล้วสุดท้ายเราควรจะทำอย่างไรกับความรู้ต่างๆ ที่เรามี

ก: ต้องถ่ายทอดสิ เปิดออกมาให้โลกรู้
ข: ต้องเก็บไว้สิ ปิดไว้ใช้ประโยชน์ก่อน

แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน How do u think?



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

มาชม

เห็นเป็นมุมคิดดีจัง

ผมว่า...ไม่ต้องมีทั้งปิดและเปิดคงดีนะ...อิ อิ อิ

เขียนเมื่อ 

รู้ว่าเราเป็นคน ก็เป็นความรู้

รู้ว่าต้องกินข้าวยังไงไม่ให้หก ก็เป็นความรู้

รู้วิธีการเขียนโปรแกรม ก็เป็นความรู้

รู้ว่าจะปิดหรือเปิดความรู้ ก็เป็นความรู้

ขอยืมใช้ประโยค "แล้วสุดท้ายเราควรจะทำอย่างไรกับความรู้ต่าง ๆ ที่เรามี?"

Mc User
IP: xxx.25.57.163
เขียนเมื่อ 

เอาอย่างนี้ดีกว่าบางที Microsoft ก็ไม่ได้ปิดนะ ออกจะเปิดด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับ Apple

Microsoft Windows เป็น OS ที่ไม่สน Hardware อะไรก็ได้ไม่เกี่ยง ประกอบเองยังลงได้เลย (คิดดู)

เลยทำให้ไม่มีความ Stable มีปัญหาเรื่อง Driver อยู่ตลอดเวลา ทำงานไปจอฟ้าไป

ส่วน Apple ทำ OS เป็นของตัวเอง แล้วเลือก Hardware เอง ขายพร้อม OS ที่ได้คัดเลือกมาแล้วว่าไม่มีปัญหา

Apple ปิดระบบพัฒนาเทคโนโลยีเอาไว้ ทำเองพัฒนาเองจนได้ความ Stable มากที่สุด ไม่มีการปล่อยให้ Third Party เอาตัว OSไปทำเลย

แต่ก็เป็นจุดเสียที่ทำให้เครื่องที่ Apple ต้องขายแพงกว่า

มันเลยมีทั้งข้อดีข้อเสีย ที่น่าจะเปิดบางอย่าง หรือปิดบางอย่าง

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

แวะมาตอบคำถามสุดท้ายที่ตั้งไว้ค่ะ

คำตอบคือข้อ ก :ต้องถ่ายทอดสิ เปิดออกมาให้โลกรู้ เพราะยิ่งรู้และยิ่งถ่ายทอด จะยิ่งทำให้ความรู้ต่อยอดออกไปเรื่อยๆ ทำให้คนในสังคมดีขึ้น

สังคมนี้ไม่สามารถอยู่รอดได้เพราะคนเพียงไม่กี่คน แต่สังคมนี้อยู่รอดเพราะคนทุกคน เพราะฉะนั้นยิ่งความเหลื่อมล้ำต่างๆ ลดน้อยลงมากเท่าใด สังคมนี้ก็จะเจริญและพัฒนาไปมาเท่านั้น

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณลปรร. จาก คุณ umi Jarinya Mc User และ สี่ซี่ ครับ

ผมมีส่วนขยายให้ฟังใน blog post ถัดไป เปิดในที่เป็นไปได้ และปิดในที่จำเป็น ลองดูนะครับ