แมกกาซีนแปลก วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2552

"คาร์ เซ็นเตอร์ เน็ตเวิร์ค" โรงเรียนสอนดูรถมือสอง

นายสุนทร งามเกิดศิริ ประธานกรรมการ บริษัท คาร์ เซ็นเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจรถยนต์มานานกว่า 20 ปี ทั้งเป็นนายหน้า เป็นพนักงานขายรถยนต์ เป็นเจ้าของบริษัทจำหน่ายรถยนต์นำเข้าชื่อดังหลายยี่ห้อในนามมอเตอร์เวย์และล่าสุดได้เป็นผู้คิดค้นหลักสูตรฝึกอบรมรถยนต์มือสองแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เนื่องจากคุณสุนทรเล็งเห็นว่าในปัจจุบันยังไม่มีโรงเรียนหรือสถาบันไหนที่เปิดสอน หรืออบรมเทคนิคในการดูรถยนต์และการขายรถยนต์มือสอง อีกทั้งยังต้องการให้คนไทยได้มีโอกาสสร้างรายได้เสริมให้กับตนเองและครอบครัวด้วย จึงได้ตัดสินใจตั้งสถาบันอบรมด้านการซื้อขายรถยนต์มือสองขึ้นมา

คาร์เซ็นเตอร์ เน็ตเวิร์คเน้นระบบการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เริ่มสอนตั้งแต่วิธีการดูรถยนต์ การเช็คสภาพรถไปจนถึงกลยุทธ์การทำตลาด และความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้านทั้งด้านรถยนต์ ขนส่ง กฎหมายและการตลาด หลักสูตรนักขายรถยนต์มือสองของคาร์ เซ็นเตอร์ เน็ตเวิร์ค ประกอบด้วย ความรู้หลัก 5 เรื่อง สิ่งแรกที่เน้นหนักคือเรื่องของจรรยาบรรณของนักขาย เพราะนักขายที่มีจรรยาบรรณส่งผลถึงความมั่นใจของลูกค้าในการซื้อรถ ต่อมาคือความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น เพื่อให้ทราบถึงองค์ประกอบต่างๆภายในรถ และทราบถึงขั้นตอนในการดูแลรักษาสภาพของรถ เช่น ต้องเติมลมเท่าไหร่ ถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ สัญญาณไฟที่แผงหน้าปัดบอกอะไรเราบ้าง เป็นต้น เรื่องที่สาม เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของตัวถังรถยนต์ เพื่อว่าเมื่อเราสามารถและตรวจสอบสภาพของตัวรถได้ เราจะได้ทราบว่ารถคันนั้นๆ เคยประสบอุบัติเหตุมาหรือเปล่า มีรอยหรือตำหนิที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้มีความรู้ในการพิจารณาตรวจสอบรถได้อย่างถูกต้องไม่ถูกหลอก เรื่องที่สี่คือ เรื่องเกี่ยวกับเอกสารสัญญาซื้อขาย เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เรื่องของหนังสือสัญญา เอกสารใบโอน ใบมอบอำนาจ สัญญาค้ำประกันต่างๆ เพื่อให้สามารถจัดการเรื่องของสัญญาซื้อขายของตนเอง หรือของลูกค้าในอนาคต และสุดท้าย ความรู้เรื่องช่องทางการขายและการตลาดของรถยนต์มือสอง เพื่อให้ผู้รับการอบรม มีความรอบรู้ในเรื่องของวงการขายของรถยนต์มือสอง การประชาสัมพันธ์หรือการจัดการส่งเสริมการขายอย่างไร เป็นต้น หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้จริงๆ ซึ่งหากผู้เข้ารับการอบรมต้องการทำงานในสายงานด้านการขายรถ ทางคุณสุนทร ก็ยินดีแนะนำพันธมิตรทางธุรกิจ ที่สามารถรองรับบุคลากรตรงจุดนี้ได้ ส่วนค่าอบรมหลักสูตรนักขายรถยนต์มือสอง ประมาณ 5,000 บาท และใช้ระยะเวลาในการอบรม 3 ครั้ง 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง

 

ปัจจุบันสถาบันเปิดอบรมไปแล้วหลายรุ่น โดยผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้เรียนที่กำลังมองหาลู่ทางใหม่ๆ และอีกส่วนเป็นกลุ่มที่มีความต้องการจะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเบื้องต้นผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับตนเองได้เป็นอย่างดี และประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำธุรกิจด้านการซื้อขายรถยนต์ได้ โดยเป็นลักษณะการซื้อมาและขายไป นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ ได้อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถาบันจะผลิตบุคลากรด้านนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่จำนวนมาก แต่เชื่อว่าตลาดซึ้อขายรถเก่าและยังไปได้อีกไกลและยังสามารถรองรับบุคลากรด้านนี้ได้อีกมาก ซึ่งหากผู้ประกอบการมีความพร้อมไม่ต้องกลัวว่าจะหาลูกค้าไม่ได้ เพราะการหาลูกค้าในตลาดนี้เป็นลักษณะลูกค้าของใครก็ลูกค้าของคนนั้น

นายสุนทร งามเกิดศิริ นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีความมุมานะและอดทนในการทำงาน เมื่อครั้งที่คุณสุนทรเรียนจบใหม่ๆ มีความสนใจการซ่อม วิทยุ โทรทัศน์ จึงไปฝึกที่โรงเรียนแสงทองโทรทัศน์ ต่อมาได้ไปขอทำงานตามร้านค้าแต่โดนปฏิเสธเนื่องจากขาขวาลีบมาแต่กำเนิด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้นั่งรถเมล์กลับบ้านเห็นเต็นท์รถเขียนว่า ที่นี่รับขายรถมือสองจึงได้ลองโทรศัพท์ไปสอบถามว่าถ้ามีลูกค้าต้องการรถจะแนะนำให้ทางร้าน ทางร้านจะมีค่าแนะนำอะไรให้หรือเปล่า เถ้าแก่ร้านบอกว่ามี จากตรงนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพขายรถยนต์มือสองของคุณสุนทร แต่การเริ่มต้นธุรกิจในช่วงแรกๆนั้นเรียกได้ว่าเส้นทางไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะกว่าจะรู้เรื่องรถมือสองจริงๆก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูก โดนคนเขาหลอกหลายครั้ง เพราะเริ่มจากไม่มีหลักการดูรถ เรียนรู้แบบครูพักลักจำไปเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ได้จากการสั่งสมประสบการณ์มาคิดต่อยอด และเมื่อคุณสุนทรได้มีโอกาสทำงานตรงนี้แล้วจึงอยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง ดังนั้นคนที่ไม่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงอยู่ในวงการรถมือสอง แต่ถ้ามีใจรักแล้วล่ะก็ มีโอกาสก็สามารถทำอาชีพนี้ได้เช่นกัน คุณสุนทรกล่าวถึงหลักสูตรของเขาว่า “อันดับหนึ่งคือต้องรู้หลักจรรยาบรรณ ต้องเป็นคนดีก่อน เพราะผมคิดว่าการเป็นคนดีเป็นสินทรัพย์ แม้ว่าจะจับต้องไม่เห็น แต่ว่ามีคุณค่ามาก เราปลูกฝังให้เค้าเริ่มต้นจากการเป็นคนดี มีความดีความมั่นคงต่ออาชีพการงาน เป็นหัวใจของความสำเร็จ, อันดับสองคือว่า เค้าจะเรียนรู้อย่างไรในลักษณะเบื้องต้น ถ้าสมมติว่ารถที่ใช้งานอยู่นั้นแต่ละส่วนบอกอะไรแก่เรา เราจะต้องชี้จุดไหน ตรงนั้นเราก็จะมีวิทยากรมาสอน อันดับสามก็เป็นหัวใจเทคนิคการดูรถอย่างไรว่าคันนี้ไม่เกิดควันดำ เทคนิคการดูฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง ระบบภายใน อันดับที่สี่คือการตลาดทุกรูปแบบ จะทำอย่างเมื่อเรียนแล้วต้องปฏิบัติได้ ในส่วนของการประเมินผลการเรียนก็ไม่ได้มีเกณฑ์การให้คะแนนยุ่งยากซับซ้อนอะไรมาก ต้องเป็นคนที่รักในอาชีพรถยนต์และใฝ่ฝึกฝนตนเอง ต้องเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพราะตอนนี้จะเป็นนักขายรถยนต์แบบธรรมดาไม่ได้ ต้องมีความเป็นมืออาชีพ เรามีสถานที่ให้เค้าฝึกงานได้ เพราะที่โรงเรียนของเราจะมีห้องอบรม ห้องสมุดรถยนต์ให้ลูกศิษย์ของเราศึกษาหาความรู้ตลอด”

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่คาร์เซ็นเตอร์ เน็ตเวิร์ค โทร 0-2514-0833, 0-2514-0855

แนะนำวิธีการเลือกซื้อรถมือสอง

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจเช็คโครงสร้างภายนอกตัวจากด้านหน้าไปจรดด้านท้ายรถ สังเกตตามตะเข็บรอยต่อของหลังคา ขอบกระจกหน้า-หลัง จากนั้นเปิดฝากระโปรงหน้าดูที่คานหม้อน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง ขอยึดกันชนที่ต่อเชื่อมมาจากแชสซีส์ ดูตะเข็บรอยต่อภายในห้องเครื่องให้สังเกตดูว่ามีร่องรอยของความเสียหายหรือไม่ เพราะรถที่ถูกชนมาอย่างหนักพวกรอยเชื่อมหลังจากซ่อมมาแล้ว มักจะไม่เหมือนกับที่มาจากโรงงาน

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจเช็คสภาพตัวถังภายนอกและสีรถให้ดูว่าสภาพของสีรอบ ๆ ตัวรถว่ามีการบวมปูดของสีหรือสีซีดด่าง ผุเป็นสนิม มากน้อยแค่ไหน เพราะการทำสีนั้นแต่ละส่วน แต่ละบริเวณนั้น เช่น บังโคลน ค่าทำสีชิ้นละ 2,000 - 3,000 บาท ถ้าต้องทำสีมากหลาย ๆ  จุด ค่าทำสีจะสูงมาก

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจเช็คเครื่องยนต์ เมื่อสตาร์ทเครื่องแล้ว ให้ดูว่าเครื่องยนต์เดินเรียบหรือไม่ และให้ฟังดูว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน มีเสียงดังแต็ก...แต็ก ของวาล์วหรือไม่ หรือเสียงดังกั๊ก ๆ ที่เกิดจากแคมชาฟท์หรือเพลาข้อเหวี่ยง สลักลูกสูบหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าเครื่องยนต์มีปัญหาใหญ่แน่ ๆ ต่อมาให้ลองฟังดูว่ามีเสียงของลูกปืนไดชาร์จ ไดสตาร์ทด้วย จากการฟังก็มาถึงการใช้วิธีดมกลิ่นที่ท่อไอเสียดู ถ้ามีกลิ่นฉุนรุนแรงหรือมีควันสีดำออกมาเวลาเร่งเครื่องก็แสดงว่าเผาไหม้ไม่หมดเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ และรถคันนั้นจะกินน้ำมันมากกว่าปกติอีกด้วย หรือถ้าเป็นควันสีขาวไหลออกทางปลายท่อ ยิ่งมีปริมาณมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่าเครื่องหลวมมากเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจเช็คระบบแอร์ ตรวจเช็คตู้แอร์ดูว่ามีเสียงของพัดลมดังผิดปกติหรือไม่ เสียงของคอมแอร์ดังขึ้นมาไหม  ซึ่งทดลองได้ไม่ยากนัก แค่ปิด-เปิดแอร์แล้วฟังเสียงดู  ถ้ามีเสียงดังตอนเปิด และเงียบลงตอนปิดก็แสดงว่าคอมแอร์เริ่มมีปัญหาแล้วล่ะ

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจเช็คระบบเกียร์ รถจอดอยู่กับที่ก็สามารถตรวจได้  ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ลองเข้าเกียร์ D โดยใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเอาไว้แล้วใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งลงไปเรื่อย ๆ ถ้ารอบอยู่ที่ประมาณ 2,000 รอบ/นาที ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้ารอบเลยขึ้นไปถึง 2,500-3,000 รอบขึ้นไป ก็แสดงว่าชุดคลัตช์เริ่มลื่นแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมนั้นสูงมาก ตั้งแต่ 20,000 ถึงหลักแสนแล้วแต่อาการ เกียร์ธรรมดาก็เช่นกัน ให้ติดเครื่องและเข้าเกียร์หนึ่งโดยใช้เท้าขวาเหยียบเบรกเอาไว้และค่อย ๆ ปล่อยคลัชดู ถ้าเครื่องดับแสดงว่าคลัชยังดีอยู่ แต่ถ้าเครื่องยังไม่ดับก็เป็นอันว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว

ขั้นตอนที่ 6 การตรวจเช็คสภาพห้องโดยสาร ให้ตรวจเช็คอย่างละเอียดว่าระบบไฟสัญญาณต่าง ๆ บนหน้าปัดขณะที่บิดกุญแจไปยังตำแหน่ง ON จะต้องมีโชว์ขึ้นมาทั้งหมด เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้วไฟต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องดับหมด

ขั้นตอนสุดท้าย ลองขับด้วยตัวเอง การทดลองขับบนถนนที่มีสภาพถนนต่าง ๆ หลาย ๆ แบบจะยิ่งช่วยให้การตรวจสอบนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วงที่ทดลองขับให้พยายามฟังเสียงเครื่องยนต์ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม เข็มวัดอุณหภูมิความร้อนของเครื่องอยู่ในระดับปกติหรือไม่ จับอาการการทำงานของเกียร์  ซึ่งถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติให้สังเกตดูว่าเกียร์เปลี่ยนครบทุกเกียร์ไหม มีการเปลี่ยนเกียร์ที่ต่อเนื่องและนิ่มนวลหรือไม่ กระตุกมากเกินไปไหม ส่วนถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาก็ให้ลองเปลี่ยนเกียร์ดูให้ครบทุกเกียร์จะได้รู้ว่าเกียร์มีปัญหาไหม ถ้าหากมีเสียงดัง แก๊ก แก๊ก...ขึ้นมาตอนเปลี่ยนเกียร์ทั้งที่เหยียบคลัตช์สุดแล้วแสดงว่าชุดซินโครเมชเกียร์นั้นชำรุดแล้ว หรือเข้าเกียร์ยากก็อาจจะเกิดจากผ้าคลัตช์หมด สุดท้ายให้ดูสภาพของยางที่ติดอยู่กับรถว่า มีการสึกหรอเพียงใด โดยให้ลองเอาเล็บจิกไปที่ดอกยาง ถ้ายางแข็งมากจนเล็บจิกไม่เป็นรอยหรือเวลาที่วิ่งแล้วมีเสียงของยางกระทบพื้นถนนที่ดังมากก็แสดงว่ายางนั้นเสื่อมสภาพแล้ว       เรื่องของศูนย์ล้อก็ต้องระวังด้วย เพราะถ้าแค่ศูนย์ล้อคลาดเคลื่อนธรรมดานั้นสามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเคลื่อนจนไม่สามารถตั้งได้แสดงว่ารถคันนี้ต้องประสบอุบัติเหตุมาอย่างแน่นอน

*** ทั้งหมดนี้เป็นการดูรถยนต์มือสองอย่างละเอียดพอสมควร ซึ่งเวลาปฏิบัติจริงคงไม่สามารถทำได้ทุกหัวข้อ แต่ถ้าไม่สนใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ โอกาสจะผิดพลาดและผิดหวังก็เกิดขึ้นได้ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ และความพอใจของผู้ซื้อว่าราคากับคุณภาพเหมาะสมกันแค่ไหน  ในบางครั้งจ่ายแพงกว่าอีกนิด  แต่หลาย ๆ สิ่งครบสมบูรณ์กว่า อาจจะดีกว่าจ่ายน้อยแต่ต้องมานั่งซ่อมบานปลายกันในภายหลัง