คนเราเมื่อหายใจก็ยอมต้องได้ลมหายใจเป็นธรรมดา
คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อ "ทำดี" ทั้งให้เกิดขึ้นกับตนและคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกตัญญูต่อบรรพบุรุษ บุพการีชน บุคคลอันเป็นที่รักทั้งที่มีชีวิตและที่ล่วงลับไปแล้ว
คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องเป็นผู้รับและเป็นผู้ให้
การเป็นผู้รับนั้น ต้องรับอย่างถูกต้องทั้งทางโลก และทางธรรม คือต้องถูกกฏหมาย ระเบียบ วินัย ข้อบังคับ ถูกศีล ถูกธรรม สิ่งนี้รับได้ ควรรับ จำเป็นต้องรับ
การเป็นผู้ให้นั้น ต้องให้อย่างไร้เหตุผล ต้องให้ด้วยใจ การให้ด้วยใจจะเป็นการให้ที่นอกเหตุเหนือผล
คนเรานั้นชอบคิดหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง การให้ก็เช่นเดียวกัน เราก็มัวแต่คิดหาเหตุ หาผล ก็เลยทำให้เราต้องทนทุกข์กับความคาดหวัง...
คนเราทุกวันนี้ยุ่งเพราะ "ความคิด"
มีหน้าที่ให้ก็ให้ไปเถิด
เรามีหน้าที่ให้ ไม่ได้มีหน้าที่คิด...

ชนทั้งหลายต่างต้องการได้รับซึ่ง "ความเมตตา" แต่ทำไมหนาจึงนิยามความเมตตาออกมาเป็น "ความรัก..."
เมื่อชนทั้งหลายต้องการความเมตตาแต่เข้าใจ มอบให้ และเรียกร้องกลับมาเป็นความรัก ตนเองนี้ สังคมนี้ โลกใบนี้จึงวุ่นวายด้วยการเรียกร้องเพื่อครอบครอง เป็นเจ้าของ จับจอง เพื่อครอง "ความรักนั้น..."
หากโลกนี้อุดมไปด้วยความเมตตา โลกนี้จักมีศานติสุข
ความเมตตานำพามาซึ่ง "การให้"
การให้นั้นมีคุณค่าล้นเหลือมากกว่า "การรับ"
เมื่อชนทั้งหลายมีแต่ให้มากกว่าการรับ สังคมนี้ โลกนี้ ก็จะดำรงและคงอยู่ได้
เมตตาคือการให้
โลกที่อุดมด้วยการให้ คือโลกแห่งความเมตตา
เมื่อโลกนี้มีเมตตา โลกนี้ ชนทั้งหลายเหล่านี้จักมีได้ อยู่ได้
อย่างที่องค์พระศาสดากล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
นมัสการพระคุณเจ้า
สวัสดี
ตามมาอ่าน สิ่งดีดี ก่อนนอน