วิวัฒนาการของแนวความคิดว่าด้วยการเขียนกม.สัญชาติ, เก็บความจาก รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายสัญชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2538, หน้า 25-28

"ใครเป็นคนคิดเรื่องกฎหมายสัญชาติ เนี่ยะ"
เป็นอีกคำถามที่มักถูกเอ่ยถึงในแวดวงพวกเรา เวลานั่งคุย นั่งเถียงกัน

อ่านต่อเนืื่่อง-เจอแบบต่อเนื่อง-จึงบันทึกแบบต่อเนื่อง

 

  • ยุคแรก รัฐไม่ได้เขียนกม. เพื่อกำหนดการได้ เสียสัญชาติ แต่ปล่อยให้สัญชาติตกอยู่ภายใต้หลักการที่ยอมรับกันในฐานะกม.จารีตประเพณี
  • การเขียนกม.สัญชาติเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งเริ่มต้นปลายศวรรษที่ 18 ด้วยพัฒนาของแนวความคิดว่าด้วยรัฐชาติ (Nation-State)

  1. แนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคนชาติ เช่น การลงคะแนนเสียง การเกณฑ์ทหาร จึงจำเป็นต้องระบุ/กำหนดให้ชัดเจนว่า ใครบ้างที่มีสัญชาติของรัฐ
  2. หลักความคุ้มครองทางการทูต (Diplomatic Protection)
  • ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่เริ่มต้นใช้กม.ลายลักษณ์อักษรในการกำหนดสัญชาติฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิทางการเมือง โดยเขียนไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง ในฐานะที่สัญชาติฝรั่งเศสเป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิทางแพ่ง
  • ต่อมา หลายประเทศ กำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยสัญชาติในรัฐธรรมนูญ เช่น สปน (ค.ศ.1812), บาวาเรียน (ค.ศ.1818), โปรตุเกส (ค.ศ.1822)
  • และต่อมา หลายประเทศ กำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยสัญชาติ ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง เช่น ออสเตรีย เยอรมัน(บางรัฐ) อิตาเลียน กรีก ไฮติ
  • และต่อมาๆ หลายประเทศ กำหนดกฎเกณ์ว่าด้วยสัญชาติ เป็นกม.เอกเทศ (Nationality Act) เริ่มจาก ปรัสเซีย (ค.ศ.1842), ฮังการี (ค.ศ.1879), นอร์เวย์ (ค.ศ.1888), สวีเดน (ค.ศ.1894), เดนมาร์ก (ค.ศ.1898) ญี่ปุ่น (ค.ศ. 1899)

  • ประเทศไทย เริ่มมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นเอกเทศ คือ พ.ศ.2456
  • กฎหมายลายลักษณ์อักษรพิเศษฉบับแรกของไทย คือ พ.ร.บ.แปลงชาติ รศ.130