เนื่องจากมีคนเข้ามาถามเรื่องการเรียนแบบธรรมชาติ ว่ามีลักษณะอย่างไร ผมจึงพยายามยกตัวอย่างการเรียนภาษาไทย ให้เห็นว่า
แม้ความสามารถในการเรียนต่ำขนาดไหน คนไทยก็ยังพูดภาษาไทยได้
ทำไมหรือครับ
เพราะเขาเรียนมาแบบธรรมชาติไงครับ
ผมจึงขอบอกว่า
การเรียนแบบธรรมชาติน่าจะดีที่สุดครับ
และดีกว่าการเรียนแบบ "ผิดธรรมชาติ" แน่นอน
ผมใช้วิธีเดียวกันนี้สอนภาษาอังกฤษให้ลูกทั้งสองคน
ปัจจุบันเขาใช้ได้คล่องพอๆกับภาษาไทย
เพราะ เขาเรียนแบบธรรมชาติ แบบเดียวกับภาษาไทย
ที่เราสอนให้
· พูดได้
· เขียนได้
· อ่านได้ แล้วจึง
· เรียนการใช้อย่างถูกต้องเป็นขั้นๆไป
· โดยการเรียนไวยากรณ์ปิดท้าย
ที่ต่างจากการสอนแบบผิดธรรมชาติ ที่
· สอนการเขียน
· สอนไวยากรณ์
· สอนการอ่าน
· สอนการพูด
· สอนการใช้
มั่วไปหมด
แล้วก็มาบอกว่านักเรียน เรียนไม่เก่ง เลยสอบตก
ผมคนหนึ่งละ ที่สอบตกภาษาอ้งกฤษ เพราะ "เรียนไม่เก่ง"
(จึงพยายามมาหาทางแก้ไขในรุ่นลูก)
ผมคิดว่า ไม่น่าจะมีการสอนภาษาไหนที่ควรเริ่มจากการเขียน และไวยากรณ์ ครับ
ผมกล้าพูดว่า
"ผมไม่เคยเห็นใครสอนลูกอายุสามเดือน ให้ท่องไวยากรณ์ และเขียนให้ได้ ก่อนการหัดพูดภาษาไทย เลยสักรายเดียว"
(หรือว่ามีครูสอนภาษาอังกฤษ และผู้ร่างหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ เขาไปแอบสอนลูกหลานของเขาจนได้ผลในแบบนั้น โดยไม่ให้คนอื่นรู้ ก็เลยนำ "Best practice" ของเขามาร่างเป็นหลักสูตร และวิธีการสอน ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน)
นี่คือตัวอย่างที่ผมคิดว่า "ไม่น่าจะดี" ที่เราทำกันในการสอน "ภาษา"
และมีตัวอย่างอีกมากมายในวิชาอื่นๆ ที่ "ไม่น่าจะดี"
ลองหันกลับมาใช้การเรียนแบบ "ธรรมชาติ" ดีกว่าไหมครับ
ปัญหาการเรียนการสอนจะได้น้อยลง
ทำให้ทุกคนเรียนได้เท่าๆกัน เหมือนคนไทยหัดพูดภาษาไทย
ผมจึงขอย้ำตัวอย่างข้างต้นว่า ไม่มีคนไทยคนไหน (ที่ไม่พิการทางการได้ยินและการออกเสียง) ที่พูดภาษาไทยไม่ได้ แม้จะมีความสามารถการเรียนรู้ต่ำขนาดไหนก็ตาม
เพราะ เราเรียนแบบ "ธรรมชาติ" มิใช่หรือ
แล้วเราไปใช้วิธีอื่นกับการเรียนภาษาอื่นๆทำไม
ทำไมไม่ใช้ Best practice ที่รู้อยู่แล้วว่า "ได้ผล"
ทำไมเราไม่ใช้ตรงนี้เป็นต้นแบบในการสอนในเรื่องอื่นๆ ครับ
ง่ายๆ แต่ได้ผลกับคนทุกระดับ (เสียด้วย)
และน่าจะปรับได้กับทุกสาขาวิชาการครับ
ทางด้านเกษตร ผมกำลังหาวิธีปรับอยู่ครับ ปัญหาติดที่ระบบการทำงาน และเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยเข้าใจ ที่ผมเขียนไว้แล้วครับ
ลองคิดดูนะครับ
>> เขียนเหมือนจะกวนชมัด
แต่ก็เป็นความจริง ที่ยังหาคนอธิบายง่ายๆตรงๆไม่ได้อย่างนี้
บางคนทะลึ่งอ้างไปถึงว่า..เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง จึงอ่อนภาษาต่างด้าว
บางทีพวกเมืองขึ้นเขาก็อาจจะเรียนอย่างเล่าฮูว่าก็ได้นะ
แต่การเสนอการเรียนแบบธรรมชาติให้พวกผิดธรรมชาติก็ดูออกจะยากสักหน่อย
เว้นแต่จะเสนอในวงบ้าธรรมชาติด้วยกัน
>> แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ตอนนี้ลูกหลานไทย/ฝรั่ง บ้านไหนมีเขยฝรั่ง พูดกันปร๋อเลย ลามปามไปถึงแม่ยาย-น้องเมีย ก็ฟุตฟิตได้รู้เรื่อง เพราะเขาไม่บ้าไปเรียนไวยากรณ์ก่อนนี่แหละ
>> ครูเสียงเหน่อที่สอนภาษาอังกฤษเมืองกาญจนบุรีว่าอธิบายเสริมก็ได้นะ จะได้ช่วยๆกันรื้อกระดานการเรียนการสอนที่มันเป็นผลประโยชน์ต่อผู้เรียน มากกว่าจะตามใจผู้สอน
ขอคารวะท่านอาจารย์ครับ แวะมารับพรปีใหม่ด้วยครับ
--------------------------------------------------------------
อาจารย์ครับ...แน่นอนเลยครับ อะไรก็ตามที่ทำผิดวิถีธรรมชาติ อาจทำได้ แต่ไม่ยั่งยืนโดยเฉพาะมรรควิธีต่างๆในงานพัฒนา
การเรียนรู้อะไรที่แปลกแยกไม่ผิด แต่การยึดติดกับ วิธีการ กระบวนการ หรือ เครื่องมือ ทำให้หลงทางไปมากทีเดียว หลงคนเดียวไม่พอนักวิชาการเองมีอิทธิพลต่อวิธีคิดของคนที่ด้อยกว่า พากันหลงทางทั้งสังคม
เป็นแบบนี้เลยครับ สังคมเรา ผู้มีอำนาจ(มีเงิน มีความรู้)อาศัยมิจฉาทิฐิครอบงำ ชี้นำสังคม
โจทย์ที่เราสนใจก็คือ ทำอย่างไรให้คนรากหญ้า กล้าแกร่งปัญญา เปิดพื้นที่ในการคิด ปฏิบัติ ...
----------
ขอบคุณครับ อาจารย์ครับ
ครับ
ผมก็ว่าไปตามประสบการณ์เท่านั้นครับ
ไม่มีหลักวิชาการอะไร
เพราะผมไม่เคยเรียนวิชา "ครู" มาจากสถาบันใด
ความรู้จึงมีเท่านี้ และเสนอได้เท่านี้ครับ
ผิดถูกอย่างไร โปรดชี้แนะครับ
อยากฟังความเห็นจาก "ครูชำนาญการ" ครับ
ขอความกรุณาชี้แนะ ให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยครับ