เสพติดความรุนแรง
"...ศรัทธาความเชื่อของคนเราในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางที่จะตกต่ำลงเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจในรูปแบบของตัวบุคคลที่มีลักษณะเหนือกว่าธรรมชาติที่ตนเป็นอยู่ หรือเรียกง่ายๆว่าศรัทธาที่จับต้องได้ ศรัทธาที่สามารถตอบสนองต่อกิเลสภายในจิตใจได้ทันที คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เริ่มเป็นที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือผู้คนมิได้ใส่ใจมากไปกว่าการหาใส่ปากใส่ท้อง เมื่อศาสนาไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตรงจุด ยิ่งนานวันก็ยิ่งคลาดเคลื่อน ในที่สุดก็ไร้ความหมาย..."
เราจะเห็นได้ว่า คนเราทุกวันนี้เริ่มเสพติดความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เห็นความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นเรื่องสนุกสนาน หรือเอาแต่ความสะใจส่วนตัวเป็นหลัก เราจะเห็นได้ว่าสภาวะแวดล้อมต่างๆในปัจจุบัน เป็นไปในทางยั่วยุ เร่งเร้าสภาวะภายในจิตใจให้รุ่มร้อนมากขึ้นทุกที เกมคอมฯ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ
บทความนี้ไม่มีความหมายอะไร เพราะมันเป็นเพียงบทความเล็กๆที่ชอบโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่มันเกิดขึ้นแล้ว เพราะผู้เขียนโดนมากับตัวเอง...
ขออนุญาติแลกเปลี่ยนนะครับ
ผมมองว่าทุกวันนี้เราโดนกิเลส (ความรุนแรง เห็นแก่ตัว การแข่งขัน...)เล่นงานได้งายจากทุกๆสื่อ
คนสมัยก่อนซึ่งยังไม่เจริญ แค่มีหลักธรรมพื้นฐาน เช่น ศีล 5 ทำบุญ ทำทานก็ทำให้สังคมไม่มีปัญหาเท่าไร
ทุกวันนี้การจะศึกษาธรรมะก็ดูเหมือนจะง่าย หนังสือ CD พระไตรปิฏก การปฏิบัติธรรมก็มีมากมายแต่หาคนที่จะเข้ากระแสธรรมที่ถูกหลักที่พระพุทธองค์วางไว้ให้ ก็ยากเหมือนกัน
แต่ที่พอจะชื่นใจได้บ้างก็ที่ยังมีเพื่อนๆกัลยาณมิตรที่ทำงานเพื่อสังคม และ ศึกษาธรรมะแบบไม่ยึดติด พอจะเป็นกำลังใจให้ที่ G2K นี่ครับ
อย่างไรโลกนี้จะเหลือแค่คนกลุ่มน้อยที่ปฏิบัติธรรมเพื่อเข้านิพพาน เราก็ต้องไม่ท้อถอยนะครับ...
เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจว่า เดี๋ยวนี้ผู้คนเริ่มบรรลุธรรมกันได้จากหน้าหนังสือเพียงไม่กี่หน้า หรือจากตัวหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัด แต่ก็มันน่ายินดีที่หนังสือธรรมะยังอยู่ในกระแสการอ่าน
แต่ผมอยากให้อ่านหนังสือที่มันไม่มีตัวหนังสือมากกว่า หนังสือที่มันอยู่ตามธรรมชาติ ออกไปนอกหน้าหนังสือเถอะครับ แล้วเราจะได้เห็นอะไรที่มากว่าตัวหนังสือบนเส้นบรรทัดนั้น
คุณเคยหลับตาอ่านหนังสือมั้ยครับ มันน่าสนใจมากๆเลยนะครับ ลองคิดดูกันเล่นๆว่าถ้าคนเราตาบอด หูหนวก เป็นใบ้กันหมด แล้วกิเลสมันจะเล่นงานอะไรกับเรา
ตอนนี้ฝุ่นกำลังตลบอบอวลอยู่ ขอให้เราส่งเสียงกันดังๆครับ คนอื่นๆจะได้รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ทำอะไรอยู่ หรือหลบไปทางอื่น เพี่อจะได้ไม่เดินมาชนจนเราหกคะเมนล้มกันไปทั้งคู่
ยังไงก็สู้ต่อไปครับ โลกไม่ได้มีแต่ด้านที่มืดมนเพียงอย่างเดียว อีกไม่นานก็เช้าครับ เดี๋ยวก็รู้ว่าเราจะทางกระแสลมพายุนี้ไหวมั้ย
ขอบคุณมากมายขอรับ ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนบทความเล็กๆนี้ ด้วยความขอบพระคุณ
เห็นด้วยครับ ปริยัติพอประมาณ
ปฏิบัติเยอะหน่อย
ติดขัดก็กลับไปปริยัติ
สร้างเหตุให้ถึงพร้อม ปฏิเวธจะเกิดไม่เกิด ก็แล้วแต่