ในการประชุม กกอ. เมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๕๒   มีวาระเรื่องการลงทุน ๕,๑๐๐ ล้านบาทในเวลา ๕ ปี    ในโครงการ “พัฒนาศูนย์ความป็นเลิศ” ระยะที่ ๓ ของ สบว. (สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   

         มีการอภิปรายกันไฟแลบที่เดียว    โดยที่บรรยากาศของที่ประชุมต้องการให้มีการลงทุน    โดยต้องการให้มีการลงทุนอย่างฉลาด และลงทุนอย่างได้ผล

         จุดอ่อนสำคัญที่สุดที่ทำให้การลงทุนได้ผลไม่สูง คือการจัดการ    ราชการมักหย่อนการจัดการ  
 
         นอกจากการจัดการ ยังหย่อนด้านการกำกับดูแล (governance)    ลืมใช้หลักการหลีกเลี่ยง/ป้องกัน COI ในการกำหนดตัวบุคคลมาทำหน้าที่   ไปเอาตัวอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแม่ข่ายมานั่ง     บรรยากาศของการกำกับดูแลจึงเป็นบรรยากาศการเมือง 

         และขาดการทบทวนปณิธานความมุ่งมั่นของโครงการ หลังจากดำเนินการไปนานถึง ๑๐ ปีแล้ว    ว่า “โครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศ” เป็นกิจกรรมต่อเนื่องหรือเป็นโครงการ    ธรรมชาติของ “โครงการ” คือเป็นกิจกรรมชั่วคราวหรือมีจุดจบ   เมื่อบรรลุผลหรือครบกำหนดเวลาก็จบโครงการ    แต่ “โครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศ” ไม่มีความชัดเจนในเรื่องความชั่วคราว/ถาวร

        อีกประเด็นหนึ่งที่มีการอภิปราย คือจะปฏิบัติต่อ ๙ ศูนย์เหมือนๆ กันหมด   หรือจะแยกแยะให้การสนับสนุน/จัดการ ตามความแตกต่าง   ซึ่งได้แก่

•  ผลการประเมินแตกต่างกัน   บางศูนย์ผลงานดีมาก   บางศูนย์ผลงานแย่มาก
•  ธรรมชาติของศูนย์ ที่แตกต่างกัน  มี ๒ ศูนย์เป็น basic science และเพิ่งตั้งใหม่ ในขณะที่ ๗ ศูนย์เก่า เป็น applied science และ multidisciplinary
•  จะรื้อการจัดการแต่ละศูนย์หรือไม่ ในเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ ๑๐ ปี   ตัวหัวหน้ารองหัวหน้าศูนย์ควรเปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่   เพราะเห็นแล้วจากผลการประเมินว่า leadership ของบางศูนย์ไม่ดี   บางศูนย์หัวหน้าไม่เก่งด้านการจัดการ    บางศูนย์หัวหน้าไม่เก่งวิชาการอย่างถึงขนาดที่จะดำเนินการเครือข่ายได้ตามเป้าหมาย

 

        การลงทุนโดยใช้เงินภาษีของประชาชน ต้องมีการจัดการและกำกับดูแลอย่างจริงจัง   เพื่อให้ได้ผลคุ้มค่า    ต้องไม่ปล่อยให้ systems inertia เข้ามาเป็นตัวครอบงำ    ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และโปร่งใส มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง   ใช้หลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และได้ผลตรงตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๕๒