...

ผลการศึกษาเร็วๆ นี้พบว่า โรงพยาบาลในสหรัฐฯ ประมาณครึ่งหนึ่งขาดทุน และจะลดการขาดทุนได้ด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

  • (1). ลดพนักงานลง 15%
  • (2). ลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งเฉพาะเชื้อดื้อยา MRSA (methicillin-resistant Staphyllococcos aureus) ตัวเดียวก็ใช้เงินมากจนถึงปีละ $4 billion หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท (จริงๆ แล้วมีเชื้อดื้อยาหลายตัว ซึ่งลดลงได้ถ้ามีมาตรการป้องกันการติดเชื้อ เช่น ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ฯลฯ
  • (3). ลดการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำหลังให้คนไข้กลับบ้านใหม่ๆ (readmissions)

... 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามาถือว่า ค่าใช้จ่ายสุขภาพเป็น "วาระเร่งด่วน (national agenda)" ที่จะต้องรีบลดค่าใช้จ่ายสุขภาพปีละ $2.5 trillion หรือประมาณ 87.5 ล้านล้านบาทให้ได้

เนื่องจากการมีค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ แข่งขันกับนานาชาติไม่ได้ มีโรงงานย้ายออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยอดการจ้างงานในสหรัฐฯ ติดลบมาหลายปี

...

ผลการสำรวจเร็วๆ นี้พบว่า คนสหรัฐฯ กลัวตกงาน 37% น้อยกว่ากลัวค่าใช้จ่ายสุขภาพ (69%)

ส่วนโพลล์ดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพที่ทำโดยยานเกโลวิช สุ่มสำรวจผู้ใหญ่ 1,200 คนพบว่า 51% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าระบบสุขภาพสหรัฐฯ เลวลงไปเรื่อยๆ

...

อีก 83% กล่าวว่า ระบบสุขภาพที่ทุกคนพอจะจ่ายไหว (affordable) เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของปีนี้

ผลการสำรวจของ Thomson Reuters รายงานว่า 50% ของโรงพยาบาลในสหรัฐฯ ทำกำไรไม่ได้

 

...

กลไกที่อาจเป็นไปได้ในเรื่องนี้มีหลายอย่างได้แก่

  • (1). ระบบการฟ้องหมอในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นระบบ "ลงขัน (กับทนายความ)" ถ้าแพ้คดี... คนไข้ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ถ้าชนะคดี (คนไข้-ทนายความ) จะแบ่งเงินกันแบบ "วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง" ทำให้ทนายความรวย และคนไข้อยากฟ้อง

...

  • (2). การฟ้องหมอในสหรัฐฯ ไม่มีเพดาน เรียกร้องเงินสูงมากๆ... หมอจึงต้องทำประกันการฟ้องร้อง ต้นทุนนี้จะถูกนำไปคิดเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมแพทย์ (doctor fee) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากบริษัทประกันสุขภาพ (กฏหมายสหรัฐฯ บังคับให้นายจ้างจัดหาให้) หรือไม่อย่างนั้นคนไข้ก็ต้องจ่ายมากขึ้น
  • (3). เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง... หมอสหรัฐฯ จึงส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (lab.) ให้มาก ส่งเอกซเรย์หรือสแกนพิเศษพิศดารให้มาก ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้องให้มาก... ถ้าพลาดขึ้นมา โดยเฉพาะถ้าถูกฟ้องร้อง จะได้มีคนอื่นมาช่วยหารค่าใช้จ่าย

...

  • (4). คนที่ประกันสุขภาพในวงเงินไม่มากพอ จึงต้องหาทางไปรักษาพยาบาลนอกประเทศ
  • (5). นายจ้างจึงต้องหาทางลดคน หรือย้ายโรงงานออกนอกประเทศ 

... 

ข้อ (4), (5) ดีกับประเทศที่รู้จักส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมเมดิคัลฮับ (การพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางด้านการรักษาพยาบาล) เมดิคัลทัวร์ (รักษาแถมทัวร์)

กล่าวกันว่า จุดอ่อนสำคัญของการพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางด้านการรักษาพยาบาลของไทยอยู่ที่การบริการออกวีซ่าทำได้แย่กว่าสิงคโปร์มาก

...

ผู้เขียนมีประสบการณ์ชวนเพื่อนจากพม่ามาเที่ยว... แทนที่จะเห็นสำนักงานหรือออฟฟิซดีๆ ในสถานฑูตไทยประจำเมืองย่างกุ้ง กลับเห็นแต่ TV วงจรปิดด้านหน้า

พอกดปุ่มเข้าไปแล้ว... ด้านในจะมีห้อง 4 เหลี่ยมแคบๆ ประมาณ 3 x 3 เมตร เพดานเตี้ย ลักษณะเป็นป้อมยาม ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีกระดาษ ดินสอ ปากกาไว้บริการ (ต้องพูดภาษาไทย จึงจะได้กระดาษ A4 มาไม่กี่แผ่น)

...

มีแต่แขกยามที่พูดเป็นแต่คำว่า "ไม่มี" กับ "ไม่ได้" ทำให้ต้องโวยวายนิดหน่อยด้วยการพูดแต่ภาษาไทย ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ และบอกด้วยว่า จะพูดกับคนที่พูดภาษาไทยได้

กว่าคุณธุรการสาวใจดีจะเข้ามาอธิบายก็ต้องยืนรอกันนาน

...

การบริการแบบนี้ทำให้ประเทศไทยขาด 'competitive advantage' หรือความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ และไม่มี 'first impression' หรือความประทับใจแรกพบที่ดี

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ที่มา >                                                

  • Thank Reuters > Maggie Fox. John O'Calllaghan ed. Hospitals can save by doing less: Thomson Reuters> [ Click ] > April 5, 2009.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >  > 6 เมษายน 2552.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.