ฝนเริ่มลงเม็ด พวกเราก็ออกวิ่ง ตอนนั้นยังไม่มืดผมมองเห็นรอยเท้าช้างอย่างชัดเจน

       เปิดเทอมแรกการสอนของครูคนเดียวไม่ยุ่งยากมากนัก เช้าสอนเลขโดยเขียนโจทย์เลขบนกระดานดำแล้วให้เด็กทำในกระดานชนวน เขียนเรียงชั้นตั้งแต่ ป.4 ลงมาจนถึง ป.1 พอเขียนครบทุกชั้น ก็พอดีเด็ก ป.4 ทำแบบฝึกหัดเสร็จ ผมก็ไปอธิบายวิธีทำในชั้น ป.4 ให้เด็กเปลี่ยนกันตรวจ อธิบายทุกข้อแล้วก็ไปอธิบายชั้น ป.3 และชั้น ป.2 ส่วนชั้น ป.1 แรก ๆ ก็เพียงให้รู้จักตัวเลขก่อน โดยให้เด็กที่สอบตกพาอ่านตัวเลข แล้วให้คัดเลข 1-10 เดือนแรกเด็กเขียนเลขได้ก็นับว่าเก่งแล้ว 

       ตอนบ่ายเป็นวิชาภาษาไทย เริ่มสอนก็ให้เด็กชั้น ป.4 และ ป.3 คัดตามหนังสือก่อน แล้วผมมาเขียนบทเรียนบนกระดานดำให้เด็กชั้น ป.2 อ่านทีละคนบนกระดานดำคนอื่นๆ อ่านตาม ส่วนเด็ก ป.1 สอนอักษรไทยวันละตัว โดยผมเขียนอักษรไทยบนกระดานดำ แล้วให้เด็กอ่านทีละคน คนอื่นอ่านตามเช่นกัน พออ่านครบทุกคนก็ให้คัดลงบนกระดานชนวนจนเต็มกระดานชนวน เสร็จแล้วนำส่งครู ตอนที่เด็ก ป.1 และ ป.2 อ่านจบก็พอดีเด็ก ป.3 และ ป.4 คัดเสร็จ ผมก็ให้เด็กอ่านทีละคน แต่ตอนนี้เด็กที่เหลือไม่ต้องอ่านตาม คอยฟังเงียบๆ หากเด็กอ่านผิดผมก็จะบอกให้อ่านใหม่ หากอ่านไม่ได้ก็จะช่วยเขาสะกดคำ กระบวนการนี้เสร็จก็พอดีถึงเวลาเลิกโรงเรียน การสอนดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน จนหมดสัปดาห์

        เย็นวันศุกร์พ่อเหรียญบอกผมว่า พรุ่งนี้ได้นัดกับทิดมีและชาวบ้านอีกสามคน จะไปตามรอยหมูป่า เพราะสองวันมานี้ฝนตกตลอดเหมาะสำหรับตามรอยหมูป่า ผมตื่นเต้นทันทีและขอไปด้วย

        "ไปครั้งนี้ไกลมากนะครู" พ่อเหรียญบอก "เป็นป่าใหญ่ห่างจากบ้านเราคงสิบกิโลได้ละมั้ง และอาจจะเข้าไปในเขตประเทศลาว ครูจะเดินไหวหรือ"

        "ไหวแน่" ผมบอกด้วยความอยากไป "ผมจะนอนตั้งแต่หัวค่ำจะได้มีเรี่ยวแรงเยอะๆ"

         พ่อเหรียญหัวเราะแล้วพยักหน้าตกลงให้ผมไปด้วย แล้วแกก็ร้องบอกหลินให้เตรียมจัดเสบียงการเดินป่าให้ผมด้วย

        เช้าวันเสาร์พวกเราหกคนเดินออกจากบ้านคำบากตั้งแต่แดดยังไม่ร้อน ทิดมีเดินนำหน้าเหมือนเช่นเคย คราวนี้ผมเดินถัดมาเพราะอยากจะคุยกับทิดมีในขณะเดินทาง

        "หมูป่ามีเยอะไหมครับ ทิดมี" ผมเริ่มคำถามแรกหลังจากที่เราเดินผ่านโรงเรียนและข้ามลำธารเล็กๆ หลังโรงเรียนแล้ว

        "มันก็เยอะอยู่หรอก แต่ก็ใช่ว่าจะเจอมันง่ายๆ" คำตอบของทิดมีทำให้ความฮึกเหิมของผมลดลงทันที "แต่ฝนตกดินอ่อนอย่างนี้คงพอตามรอยมันง่าย" ทิดมีพูดต่อซึ่งทำให้ผมพอมีหวังขึ้นมาอีก

        พวกเราเดินเงียบๆ ไปตามทางคดเคี้ยวเล็กๆ สองข้างทางเป็นป่าโปร่งบ้าง ทุ่งหญ้าเล็กๆ บ้าง เลาะเลียบไปตามไหล่เขาและหุบเขา จนตะวันตรงศรีษะ พวกเราก็มาถึงเชิงเขาลูกหนึ่ง

       "พักกินข้าวก่อนเถอะ" พ่อเหรียญพูดมาจากท้ายสุด "เดี๋ยวครูจะไม่มีแรงขึ้นเขา" แกพูดจบก็หัวเราะ ผมได้แต่ยิ้ม ส่วนใจนึกขอบคุณเพราะตอนนั้นผมหิวแล้ว

       พวกเราแวะเข้าข้างทาง ใต้ต้นไม้ใหญ่ วางสัมภาระลง ล้วงห่อข้าวของแต่ละคนออกมาวางรวมกัน แล้วนั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยง ซึ่งผมเป็นคนอิ่มคนสุดท้ายเหมือนเดิม

       หลังอาหารผมสังเกตว่าไม่มีใครสูบบุหรี่เลย จึงถามด้วยความสงสัย

       "เข้าป่าใหญ่เขาไม่สูบยาหรอก" พ่อเหรียญเป็นคนตอบ แล้วแกก็ไม่พูดต่อ แต่ผมก็นึกออกในทันทีว่า ยาฉุนมีกลิ่นแรง จะทำให้สัตว์ได้กลิ่นแล้วหนีไปหมดนั่นเอง

        พวกเรานั่งพักครู่เดียวก็ออกเดินต่อ คราวนี้เป็นการเดินขึ้นเขาที่มีความชันประมาณสี่สิบองศา พอเดินขึ้นไปได้สักพัก สภาพของป่าก็เปลี่ยนไป จากป่าโปร่งเป็นป่าทึบ ต้นไม้ใหญ่มีมากขึ้นแผ่กิ่งก้านบดบังแสงอาทิตย์ จนทำให้อากาศเย็นลงกว่าตอนก่อนขึ้นเขาเป็นอันมาก พวกเราไต่เขาขึ้นไปท่ามกลางป่าที่ค้อนข้างทึบ และอากาศเย็น จนมาถึงบนเขา่ สภาพป่าก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้เป็นทุ่งโล่งพอๆ กับสนามฟุตบอล ข้างหน้าไกลออกไปเป็นแนวป่าใหญ่ 

         ถึงตอนนี้ทิดมีกับพ่อเหรียญได้ปรึกษากัน ที่จะแยกกันเดินเป็นสองสายเพื่อหารอยหมูป่า ผมไปกับพ่อเหรียญและชาวบ้านอีกหนึ่งคน ทิดมีไปกับชาวบ้านอีกสองคน โดยกำหนดทางเดินเป็นวงโค้งแล้วมาบรรจบกันตอนใกล้ค่ำ

         บนเขาสูงทุ่งโล่ง ลมพัดแรง อากาศสบายๆ แต่ตอนนั้นผมมีเหงื่อโชกแผ่นหลังด้วยความตื่นเต้น สายตามองกวาดไปทั่ว ปืนแก๊ปประจำตัวอยู่ในท่าแบกที่พร้อมจะปลดออกมายิงได้ทันที แต่...เราไม่เจอสัตว์เลย รอยหมูป่าก็ไม่เห็น ได้ยินเพียงเสียงนกที่ร้องมาแต่ไกล จนใกล้ค่ำทิดมีกับชาวบ้านสองคนก็มารวมกัน

        "เห็นรอยหมูป่าไหม" พ่อเหรียญถามทิดมี ทำให้ผมจ้องทิดมีด้วยความหวัง

        "เจอ" ทิดมีบอกสั้นๆ หน้าตาเฉย แต่ผมใจเต้นโครมคราม กำลังจะถามต่อ แต่ทิดมีพูดตัดบทว่า

        "ฝนจะตกแล้ว รีบไปหาที่หลบฝนเถอะ" ผมเพิ่งสัมผัสว่าอากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว จึงรีบเดินตามทิดมีที่เดินออกไปก่อนแล้วอย่างรวดเร็ว

        ทิดมีพาเดินเข้าไปในแนวป่าที่อยู่ข้างหน้า พอเข้าไปไม่ลึกนักผมก็สังเกตเห็นว่า ทางเดินของเราเป็นทางกว้างขนาดสองวาเศษ พื้นเป็นดินเรียบแน่นแทบไม่มีหญ้าขึ้นเลย สองข้างทางเป็นป่าทึบมีกิ่งไม้สอดรับกันเหนือทางเดินขึ้นไปประมาณสี่เมตร ผมขนลุกซู่ นี่กระมังที่ชาวบ้านป่าเรียกว่า "ด่านช้าง"

        ฝนเริ่มลงเม็ด พวกเราก็ออกวิ่ง ตอนนั้นยังไม่มืด ผมมองเห็นรอยเท้าช้างอย่างชัดเจน เห็นแม้แต่รอยเล็บ ช้างตัวนั้นมันวิ่งไปข้างหน้าทางเดียวกับพวกเรา ผมเริ่มกลัวและคิดหาทางแก้ปัญหาหากเจอช้างป่าอยู่ข้างหน้าผมจะทำอย่างไร แต่คิดไม่ออกได้แต่วิ่งไปด้วยและสวดมนต์ในใจไปด้วย แล้วโชคก็เข้าข้างเรา ก่อนมืดทิดมีก็พาวิ่งออกนอกด่านช้าง ไปยังลำธารเล็กๆ และมีเพิงหินเป็นถ้ำตื้นๆ อยู่ริมลำธาร

อ่านต่อ ตอน 25.หิน..เหล็ก..ไฟ กับไม้น้ำมัน...ธรรมชาติที่ลงตัว