เมื่อเราตกอยู่ในสภาวะแห่งการงาน สิ่งหนึ่งที่มักปรากฏอย่างเป็นเงาตามตัวเราเสมอ นั่นก็คือ ความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และขี้เกียจ ...จนบางคนแทบอยากจะเปลี่ยนงานหนี เพื่อให้หลุดพ้นจากความซ้ำซากจำเจ

ปุจฉา ; ทำอย่างไรเราถึงจะหลุดพ้นออกจากอารมณ์และความรู้สึกเหล่านี้

วิสัชชนา ; การเผชิญหน้าเป็นหนทางที่ทำแล้วอาการดังกล่าวจะหายไป

นั้นคือ การไม่ถอยหนีจากการงานที่เรามีความรู้สึกว่าหน้าเบื่อ...ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญ...ที่สุดต่อการงานนี้ก่อน ==> นั่นก็คือ "ตัวเรา"...

มาดูสิว่าตัวเรานั้นน่ะเป็นเช่นไร มีนิสัยอย่างไร ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

ต้นทุน ; อันหมายถึงความเป็นพื้นฐานดั่งเดิมของเราทั้งในลักษณะนิสัย การให้โอกาสตนเอง หรือเรามีโอกาสที่เข้ามาในชีวิตบ้างไหม หรือเรากำลังถูกบีบคั้นจาก "ต้นทุนทางทรัพย์" ที่ช่างบีบคั้นจิตใจเราเหลือเกิน ในบางคนอาจมีการใช้กระบวนการทางปัญญาใคร่ครวญได้น้อย ทำให้ขาดการคิดอย่างเชื่อมโยงจากสิ่งหนึ่งสู่อีกสภาวะหนึ่งได้ไม่ดี การคิดหรือใคร่ครวญจึงมักเป็นแบบลำดับขั้น หรืออาจไม่สามารถคิดออกไปนอกกรอบได้...

สิ่งขัดขวาง ; บางครั้งเราอาจจะไม่มี หรือไม่เคยสร้างตนเองให้มีความศรัทธาในการงานที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ ความไม่เข้าใจในงานมักเป็นอุปสรรคของการก่อเกิด "ความศรัทธา"ในงาน ความขี้เกียจ ความไม่ตระหนัก...แต่ที่สุดของที่สุด ก็คือ "ความกลัว"... ความกลัวเป็นรากเหง้าสำคัญที่เป็นสิ่งกีดขวางกระบวนการพัฒนาของมนุษย์ หรือทำให้เปลี่ยนแปลงได้ช้ามาก

การสั่งสมต้นทุน ; เรามีการสั่งสมต้นทุนอะไรไว้บ้างหรือเปล่าในชีวิตและการงานนี้ เป็นต้นว่า ต้นทุนทางจิตใจ ต้นทุนทางกาลเวลา ต้นทุนทางปัญญา... หรือเราเพียงแค่ปล่อยตัวเราดำเนินไปตามยถากรรมเท่านั้นเอง...

ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่...ทุกหนทางและปัญหามีทางแก้ไขเสมอ

ถอยออกมาสักก้าว แล้วย้อนมองกลับเข้าหาภายในตนเองและใคร่ครวญ จากนั้นเริ่มต้นบากบั่นสร้างความเพียรผ่านการทำงาน ภายใต้คำว่า "ตั้งใจและอดทน" เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราได้ทำอะไรด้วยความตั้งใจและด้วยความอดทนแล้ว...ความท้อก็มักจะทำอะไรเราไม่ได้ ... ==> ความตั้งใจและความอดทนทำให้เราเข้มแข็งและมีความเติบโตภายในมากขึ้นเรื่อยๆ

เลือกหนทางการเรียนรู้ให้กับตนเอง...

จากประสบการณ์ จากคนต้นแบบ จากความใฝ่ฝันด้วยใจที่ศรัทธา...สำหรับข้าพเจ้าเองมองว่าตนเองนั้นมีครบทั้งจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ มีนต้นแบบมากมายหรืออาจแทบทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าการผ่านนั้นจะผ่านจากหนังสือที่พูดถึง...สำหรับข้าพเจ้าแล้วก็ถือนำมาเป็นคนต้นแบบ และที่สำคัญข้าพเจ้าเองไม่เคยหยุดฝัน ... แต่ความฝันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันอย่างเดียว หากแต่เป็นความฝันที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีความตั้งใจในการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดอย่างกำลังที่มี

และที่สำคัญ...

"จิตใจ"...เรามีความจดจ่อ ตั้งใจมากน้อยเพียงใดต่อสิ่งที่เราทำและเผชิญหน้าอยู่กับการงานดังกล่าว หรือเป็นเพียงแค่ลมโชยไปมาเท่านั้น มีความขยันมากมายเพียงใด ข้าพเจ้ามองว่ายิ่งเหนื่อย ยิ่งเบื่อ ยิ่งท้อต่อการงานยิ่งต้องลงมือทำด้วยความขยัน แล้วอารมณ์ ความรู้สึกท้อเบื่อต่างๆ เหล่านี้จะหายไปเองเป็นอัตโนมัติ...

ยอมรับความเป็นจริง...ว่า งานตรงหน้านี้ คือ งานที่เราต้องรับผิดชอบ ไม่บิดเบือนด้วยการสร้างฝันแบบลมๆแล้งๆ ด้วยคำว่า "ถ้า..." อย่างนั้น "ถ้า..." อย่างนี้ แต่ไม่ได้ลงมือทำเหตุในปัจจุบัน หรือในขณะนี้แล้วล่ะก็นั่นน่ะถือว่า เป็นการสร้างฝันแบบลมๆ แล้งๆ...ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจตนเอง ยิ่งนานวันไปอาการป่วยทางจิตอันสัมพันธ์กับการงานก็จะปรากฏขึ้นชัดขึ้นเรื่อยๆ...

"คนหน้างาน"...หากว่าขาดความเพียรแล้ว...ก็จะไม่สามารถข้ามผ่านไปสู่สภาวะการงานแห่งอุดมไปได้ เขา/เธอจะจมจ่ออยู่ในสภาวะ "ทุกข์"...จากการทำงาน

"ความเพียร" เสมือนเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้นำชีวิตไปสู่ความสมบูรณ์แห่งการงานทาง "จิตใจ"

บางครั้งถึงแม้ว่า ชีวิตการงานอาจจะเป๋ๆ ไปบ้าง ต้องอาศัยวินัยมาเป็นตัวค้ำยัน พยุง และเกื้อหนุน "ความเพียร" เพราะวินัยนั้นเสมือนการฝึกเรื่องการบังคับตนเอง "เพียร" อย่างเดียวบางทีกำลังของสิ่งขัดขวางดั่งเช่น "ความขี้เกียจ" แรงกว่า มากกว่า...เราก็จะสู้ไม่ไหว ==>

กำลังของความเพียร < ความขี้เกียจ = ทุกขเวทนาในงาน

แก้ได้โดย...เพียรให้มากขึ้น...แล้วปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชีวิตก็เปลี่ยนเป็น ==>

กำลังของความเพียร > ความขี้เกียจ = สุขปิติในงาน

 

------------------------------------------------

Note :

ก่อนที่จะเพียร น่าจะมี "ศรัทธา"...เกิดขึ้นก่อนนะ...

ศรัทธา...คล้ายๆ กับความคิด ความเชื่อ ที่มีต่อสิ่งนั้น เสมือนเป็นแรงดึงดูด ที่ดูดนำให้เราเข้าไปสู่สภาวะการทุ่มเททั้งหมด กาย จิต จิตวิญญาณ ==> สะท้อนกลับมาที่ "การปฏิบัติ"

 

 

 

บทที่ว่าด้วยการทบทวนตนเอง

เรื่อง "ความเพียร"

๒ เมษายน ๒๕๕๒

----------------------------------------------