" จากดินสู่ดิน จากธุลีสู่ธุลี "
|
หัวใจสีขาวสวัสดีค่ะ...
ปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าคนไทยจำนวนมากนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนาดังนั้นเมื่อวันนึงเราได้พบผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่นับถือศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายควรจะมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้สอดคล้องกับความเชื่อความศรัทธาของผู้ป่วยคนนั้น โดยนำคำสอนหรือความเชื่อในศาสนานั้นๆมาประยุกต์เข้ากับการรักษาทางการแพทย์
ครั้งนี้หัวใจสีขาวจึงนำความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่นับถือศาสนาคริสต์มาเพื่อทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยที่นับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตค่ะ.... หัวใจของศาสนาคริสต์ รวมถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายในศาสนาคริสต์สัมพันธ์แนบแน่นกับความเชื่อเรื่องการตาย และฟื้นคืนชีพอีกครั้งของพระเยซู การตายของพระเยซู ถือกันว่าเป็นดัง การบูชายันต์แก่พระเป็นเจ้า และโลหิตของพระองค์เป็นการล้างบาปให้แก่มนุษย์ ส่วนการฟื้นคืนชีพนั้นก็เป็นดังการนำเอาชีวิต และวิญญาณจิต กลับมาสู่มนุษย์อีกครั้งและเป็นการไถ่ถอนความเจ็บปวดจากความตาย ชาวคริสต์โยงความตายกับแนวคิดเรื่องบาปว่า ความตาย นั้นเป็นผลจากบาปของมนุษย์ เป็นราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายฐานที่ได้ฝ่าฝืนต่อน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า
ที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ราคาของบาป คือความตาย คำว่า “ความตาย“ นี้ไม่ได้ หมายถึง ความตายทางเนื้อหนังร่างกาย อย่างเดียว แต่การที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก รวมทั้งความวิปโยคโศกเศร้าทั้งมวลที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์นั้น ก็ถือว่าเป็นความหมายของความตายด้วย
ตามคติของคริสต์ศาสนานั้น เป็นที่รับรู้กันว่า ทุกคนที่เกิดมาแล้วก็จะมีวิญญาณจิตของตนเอง และมีบาปติดมาด้วย ซึ่งจะดำเนินไปในเนื้อหนังร่างกายของตนไปจนสิ้นอายุขัยที่พระเป็นเจ้าทรงประทานมาให้ ทุกคน ต้องตายทางร่างกายครั้งหนึ่ง ส่วนวิญญาณจิตก็จะดำเนินต่อไปนิรันดร์โดยไม่ต้องอาศัยเนื้อหนังร่างกายอีกต่อไป ดังนั้นช่วงเวลาที่วิญญาณจิตของมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตไปในเนื้อหนังร่างกายนี่แหละเป็นช่วงที่สำคัญ และมีค่าที่สุด เพราะมนุษย์จะได้มีโอกาสจัดการกับบาปที่ตกทอดติดต่อกันมาในวิญญาณจิตตั้งแต่เกิด ก็ในช่วงเวลานี้นี่เอง ซึ่งหมดอายุขัยของเนื้อหนังร่างกายแล้ว แต่วิญญาณจิตไม่ได้รับการปลดเปลื้องชำระบาป วิญญาณจิตนั้นก็จะตกลงในบึงไฟนรก ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงสร้างไว้สำหรับซาตาน ส่วนวิญญาณจิตใดที่ได้รับการปลดเปลื้องชำระบาปแล้ว วิญญาณจิตนั้นก็จะได้ดำเนินต่อไปอย่างนิรันดร์ในอาณาจักรของพระเจ้า ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เองเป็นที่มาของวลีที่กล่าวในพิธีศพของชาวคริสต์ว่า
“จากดินสู่ดิน จากธุลีสู่ธุลี” (earth to earth, dust to dust) และ “เธอคือธุลี และสู่ธุลีเธอจึงได้กลับคืน-สู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า” (Dust thou art, and to dust shalt thou return)
พิธีศพของชาวคริสต์ (กรีกออร์โธดอกซ์) มีกระบวนการตั้งแต่คนป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ดำเนิการ ดังนี้
1. การให้กำลังใจคนป่วยก่อนจะสิ้นใจ เพื่อให้ตายในศีลในพรของพระเป็นเจ้า
2. การเชิญบาทหลวงไปประกอบพิธีกรรมยังสถานที่ ๆ คนป่วยไปรักษาตัว ชาวคริสต์นั้นเชื่อว่า เมื่อตายวิญญาณจะออกจากร่างทางปากในรูปของอากาศธาตุ การตายอย่างสงบแสดงว่าวิญญาณนั้นมีความสุขสมบูรณ์ ขณะที่ผู้ซึ่งตายอย่างยากลำบากแสดงถึง ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างคนที่กำลังจะตาย และผู้ที่ยังอยู่
3. การไม่แสดงความเศร้าโศกออกมาของผู้ที่ยังอยู่ ซึ่งเชื่อว่าจะป็นการรบกวนการจากไปของผู้ที่กำลังจะตาย
เมื่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นเสียชีวิต ก็จะมีการทำความสะอาดศพ สวมเสื้อผ้าใหม่ และตั้งศพไว้ที่บ้านของญาติห่าง ๆ หรือเพื่อนบ้าน เพื่อให้ญาติสนิทมีโอกาสที่จะแสดงความโศกเศร้าได้อย่างเต็มที่ ศพจะถูกนำไปที่โบสถ์ภายใน ๒๔ ชั่วโมงเพื่อทำพิธีต่อไป เช่นเปิดโอกาสให้ครอบครัวและญาติดู และจุมพิตศพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนนำไปฝัง (ในวัฒนธรรมชาวคริสต์ มักมีการตกแต่งศพให้เหมือนกับตอนอยู่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ญาติได้เห็น ร่ำลา และจดจำผู้ตายในสภาพที่สวยงามเป็นครั้งสุดท้าย) ในระหว่างการฝังก็จะมีการสวด ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกออกไปของวิญญาณเพื่อเดินทางไปสู่สุคติ จากนั้นเมื่อหย่อนศพลงหลุมเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการแก้เชือกที่มัดแขนขาศพไว้ก่อนหน้านี้ บาทหลวงจะรดไวน์ที่ศพเป็นรูปไม้กางเขน จากนั้นจึงมีการปิดหีบศพ และกลบหลุม ซึ่งผู้ร่วมพิธีก่อนจะจากไปก็จะมีการโปรยดินลงไป แล้วกล่าวว่า “ขอพระองค์จงยกโทษแก่เขาด้วยเถิด” จากนั้นจะมีการกินอาหารร่วมกันที่บริเวณสุสานนั้น ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้านผู้ร่วมพิธีจะต้องล้างมือ และเอามือแตะถาดบรรจุขี้เถ้าก่อนเข้าบ้าน เพื่อชำระสิ่งอัปมงคลจากการตาย นอกจากนี้บาทหลวงจะมีการเสกขนมปัง และไวน์เพื่อแจกจ่ายให้กับญาติสนิทของผู้ตาย ส่วนเสื้อผ้าของผู้ตายอาจมีการแจกจ่ายออกไป หรือนำไปเผาเสีย หลังจากนั้นราว ๕ ปี ศพก็จะถูกขุดขึ้นมา นำกระดูกใส่กล่องโลหะ และทำพิธีฝังอีกครั้ง การฝังสองซ้ำนี้เป็นการแทนการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของศพจากคนเป็น (Living) ไปสู่ภาวะพัก (Passive waiting) และไปสู่อีกโลกหนึ่ง (world beyond this one)
|
บันทึกนี้ดีมากครับ ขอบคุณครับ
"ที่ พระคัมภีร์กล่าวว่า ราคาของบาป คือความตาย คำว่า “ความตาย“ นี้ไม่ได้ หมายถึง ความตายทางเนื้อหนังร่างกาย อย่างเดียว แต่การที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก รวมทั้งความวิปโยคโศกเศร้าทั้งมวลที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์นั้น ก็ถือว่าเป็นความหมายของความตายด้วย "
"วิญญาณ จิตก็จะดำเนินต่อไปนิรันดร์โดยไม่ต้องอาศัยเนื้อหนังร่างกายอีกต่อไป ดังนั้นช่วงเวลาที่วิญญาณจิตของมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตไปในเนื้อหนังร่างกาย นี่แหละเป็นช่วงที่สำคัญ และมีค่าที่สุด เพราะมนุษย์จะได้มีโอกาสจัดการกับบาปที่ตกทอดติดต่อกันมาในวิญญาณจิตตั้งแต่ เกิด ก็ในช่วงเวลานี้นี่เอง ซึ่งหมดอายุขัยของเนื้อหนังร่างกายแล้ว"
ขอบคุณมากสำหรับบันทึกนี้ พี่อยากตั้งทีมPaliative care จังเรามาช่วยกันมั๊ยพี่พอมีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและมีประสบการณ์กับผู้ป่วยและญาติตัวเองด้วย เป็นความฝันของพี่ที่ยังทำไม่สำเร็จ ในเรื่องเล่าดีๆที่มน.ความฝันที่ได้แล้วคือการเปิดCCUที่มน.ลืมบอกฝันนี้ไปเลย โทรหาพี่ด้วยนะ5010
ส่วนการดูแลที่อ่านมาก็มีส่วนความคล้ายกับพุทธและความเชื่อของคนไทย
ส่วนเรื่องการล้างมือล้างหน้าหลังไปงานศพ เมื่อวานพึ่งไปงานศพเพื่อน มีเพื่อนตั้งคำถามนี้พอดี พี่คนนึงบอกว่าสมัยก่อนคนไปงานศพก็คงไปช่วยยกศพหรือไปจับศพมาก็ต้องล้างมือกัน ส่วนพี่ก็ไม่ได้เชื่อเรื่องชำระสิ่งอัปมงคลนี้บอกไปว่าเป็นพยาบาลจัดการศพมาเยอะ ปกติก็ต้องล้างมือปกติในการทำงานวันละหลายรอบเพื่อลดการติดเชื้อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนอยู่แล้ว พยาบาลส่วนใหญ่ก็อยู่หอไม่สามารถล้างหน้าก่อนเข้าห้องได้ตามคนไทยบางส่วนเชื่อต้องล้างหน้าก่อนเข้าบ้าน ไม่ว่าเราจะเก็บศพขณะปฎิบัติงานหรือไปงานศพก็พบว่าเราทำดีทั้งนั้นจะไปกลัวสิ่งไม่ดีติดตัวมาทำไม พี่คิดว่าเป็นกุศโลบายของคนโบราญ ศาสนาคริสต์ก็เช่นกันไปงานก็ต้องล้างมือเพราะไปจับดินมาในการใส่ดินไปในหลุม แต่ปัจจุบันที่ไปร่วมงานศพแบบศาสนาคริสต์ดินจะถูกห่อสวยงาม ถ้าของคนจีนก็หยิบดินจากปากหลุมใส่กันเลย ดังนั้นไม่ว่าความเชื่อแบบใดไปงานศพก็ต้องล้างมือทั้งนั้น
สนใจ paliative care team , can you join in our hospital and network ? talk later.
ขอขอบคุณ คุณพันคำ , พี่ฐา , อ.พิริยา ค่ะ
ทุกความคิดเห็นเป็นกำลังใจให้หัวใจสีขาวค่ะสัญญาpaliative care team ในหน่วยงานจะพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยและญาติมากที่สุด รวมถึงในอนาคตขอเป็นส่วนหนึ่งในpaliative care team ของรพ.มหาวิทยาลัยนเรศวรด้วยค่ะ
ไม่ทราบว่าคุณหัวใจสีขาวยังใช้ g2k อยู่หรือเปล่านะคะ ต้องขออภัยที่เข้ามารบกวน และถือวิสาสะ .. แต่ตั้งใจจริงที่จะเข้ามาบอกว่า arisa ได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลหนึ่ง ซึ่งหลงคุย และเป็นเพื่อนอยู่ด้วยเป็นเวลาพอสมควร .. แต่แล้วก็ได้มาทราบความจริงภายหลังว่าการพูดคุยนั้น อยู่ในวังวนของการโกหก และแต่งเรื่องทั้งสิ้น .. และมีบางอย่างที่เชื่อว่าพาดพิงถึงคุณหัวใจสีขาวด้วย .. จึงอยากจะเข้ามาบอก และขอโทษที่ได้เข้าใจผิด และเห็นด้วยไปกับเพื่อนคนนั้นอยู่พักใหญ่ .. ตอนนี้ตาสว่างแล้ว .. ขอให้กำลังใจคุณหัวใจสีขาว ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงนะคะ